คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 455 เปลี่ยนเป็นแบ่งกำไรกันคนละห้าส่วนดีหรือไม่เจ้าคะ8,629 ตัวอักษร

ตอนที่ 455 เปลี่ยนเป็นแบ่งกำไรกันคนละห้าส่วนดีหรือไม่เจ้าคะ

เมื่อมาถึง ถนนหน้าหอก็เต็มไปด้วยผู้คน แถวซื้อสุราและแถวสมัครงานทอดยาวออกไปจนแทบมองไม่เห็นปลายทาง โดยเฉพาะแถวรับสมัครงานซึ่งเต็มไปด้วยหญิงสาวมากกว่าครึ่ง

เสียงพูดคุยดังขึ้นรอบด้านอย่างต่อเนื่อง

“เจ้าว่าวันนี้ข้าจะได้พบคุณชายใหญ่หรือไม่?”

“ฝันกลางวันไปเถอะ ต่อให้เขามาจริงก็คงไม่ชายตามองเจ้าหรอก”

“ข้ามาสมัครเป็นผู้คุ้มกัน ได้ยินว่าค่าตอบแทนดีมาก ไม่รู้ว่าจะมีสุราให้ดื่มโดยไม่เสียเงินด้วยหรือเปล่า”

“เจ้ายังไม่ได้งานก็คิดจะดื่มสุราของหอเสียแล้ว ระวังจะถูกไล่กลับตั้งแต่ยังไม่ทันสมัครเถอะ!”

“ข้าได้ยินว่าคนของหอเดิมไม่ถูกไล่ออกแม้แต่คนเดียว แถมยังได้รับค่าจ้างเพิ่มด้วยนะ”

“เช่นนั้นจะรออะไรอยู่เล่า? รีบต่อแถวสิ!”

เยวียนเหวินอวี้มองฝูงชนตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ

“คนเยอะมากเลยนะเจ้าคะ พี่ชายจ๋า”

“นั่นสินะ”

ยูรันมองแถวอันยาวเหยียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพาทุกคนเดินตรงไปยังประตูทางเข้า

ทว่าพวกเขายังไม่ทันก้าวผ่านประตู พนักงานหญิงซึ่งเพิ่งได้รับเข้าทำงานเมื่อเช้าก็รีบเดินเข้ามาขวาง

“ขออภัยเจ้าค่ะคุณชาย ตอนนี้ภายในหอไม่มีโต๊ะว่างแล้ว หากต้องการใช้บริการโปรดต่อแถวรอ ส่วนผู้ที่มาสมัครงานต้องไปต่อแถวทางด้านนั้นเจ้าค่ะ”

คำพูดของนางทำให้ผู้คนซึ่งกำลังต่อแถวอยู่รอบด้านหันมามอง ก่อนเสียงตำหนิจะดังขึ้นทันที

“เฮ้! พวกเจ้าไม่คิดต่อแถวหรืออย่างไร ไม่เห็นหรือว่าผู้อื่นกำลังรอกันอยู่?”

“ใช่! ทุกคนมาตั้งแต่เช้า ไม่มีผู้ใดได้รับสิทธิ์แซงคิวทั้งนั้น!”

“คิดว่าตนเองเป็นคุณชายจากตระกูลใดแล้วจะเดินเข้าไปได้เลยหรือ?”

“หน้าตาหล่อเหลาหน่อยก็ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้นะ!”

“พาสตรีมาด้วยตั้งหลายคนแล้วยังคิดอวดเบ่งอีกหรือ? กลับไปต่อท้ายแถวเสีย!”

เสียงก่นด่าดังขึ้นจากฝูงชนอย่างไม่ขาดสาย

เยวียนเหวินอวี้ได้ยินผู้อื่นตำหนิยูรันก็โกรธจนใบหน้าแดงก่ำ นางกำลังจะเปิดปากโต้เถียง ทว่าฝ่ามือของยูรันกลับวางลงบนศีรษะเสียก่อน

“ใจเย็นก่อน”

เขาลูบศีรษะนางเบา ๆ ก่อนมองพนักงานหญิงตรงหน้าอย่างครุ่นคิด

“อืม แล้วข้าควรทำอย่างไรดีนะ?”

ยูรันหันกลับไปหาพนักงานหญิง

“แต่ข้าไม่ได้มาใช้บริการหรือสมัครงานนี่สิ ข้ามาพบเจ้าของหอ”

พนักงานหญิงยังคงตอบอย่างสุภาพ

“ขออภัยเจ้าค่ะ ตอนนี้เจ้าของหอกำลังยุ่งอยู่ด้านในและยังไม่สะดวกพบแขก คุณชายโปรดกลับมาใหม่ภายหลังนะเจ้าคะ”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“แต่ข้าไม่ใช่แขก”

ทันทีที่สิ้นเสียง เสียงต่อว่าจากฝูงชนก็ดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง

“โว้ย! หากไม่ได้มาใช้บริการหรือสมัครงานก็ไสหัวไปเสียทีสิ!”

“ทุกคนกำลังต่อแถวกันอยู่ เจ้ามายืนขวางประตูทำไม?”

“เจ้าของหอกำลังยุ่งกับการเปิดกิจการวันแรก จะมีเวลามาพบคนไร้หัวนอนปลายเท้าได้อย่างไร?”

“อย่าคิดว่าพาสตรีงดงามมาด้วยหลายคน แล้วทุกคนจะต้องเกรงใจเจ้านะ!”

“ถ้ายังไม่ยอมไปก็เรียกผู้คุ้มกันมาลากออกไปเลย!”

“ใช่! พวกข้ามารอตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง อย่าคิดแซงคิวให้เสียเวลา!”

เสียงตำหนิยังคงดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย

พนักงานหญิงเริ่มมีสีหน้าลำบากใจ แต่ยังคงกล่าวกับยูรันอย่างอดทน

“ต่อให้คุณชายไม่ใช่แขก ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถเข้าพบเจ้าของหอได้เจ้าค่ะ ได้โปรดกลับมาใหม่วันอื่นเถอะนะเจ้าคะ”

ยูรันพิจารณานางอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม เจ้าเป็นพนักงานใหม่สินะ?”

หญิงสาวพยักหน้า

“ใช่เจ้าค่ะ ข้าเพิ่งเข้าทำงานเมื่อเช้านี้”

เยวียนเหวินอวี้ซึ่งยืนอยู่ข้างกายเริ่มหมดความอดทน

“พี่ชายจ๋าจะเสียเวลาเสวนากับนางทำไม? ถล่มที่นี่ทิ้งเสียก็จบแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

คำพูดของนางทำให้ฝูงชนรอบด้านเดือดดาลยิ่งกว่าเดิม

ยูรันวางมือลงบนศีรษะเด็กสาว

“เงียบ”

เยวียนเหวินอวี้ชะงัก ก่อนรีบหุบปากทันที

“ขอโทษเจ้าค่ะ...”

ยูรันหันกลับไปมองประตูหอ พลางลูบคางอย่างใช้ความคิด

“อืม แล้วควรทำอย่างไรดีนะ?”

ท่าทางไม่ทุกข์ร้อนของเขายิ่งทำให้คนซึ่งกำลังต่อแถวไม่พอใจ

“เหตุใดพวกเจ้ายังไม่ไปอีก? เมื่อครู่เด็กคนนั้นถึงกับขู่ว่าจะถล่มหอ ช่างใช้อำนาจบาตรใหญ่เสียจริง!”

“รีบตามผู้คุ้มกันมาเถอะ ก่อนพวกเขาจะก่อเรื่องมากกว่านี้!”

“คุณชายจากตระกูลใดกันถึงได้โอหังเช่นนี้? กลางเมืองยังกล้าประกาศว่าจะทำลายกิจการของผู้อื่น!”

“ข้าว่าพวกเขาคงเห็นหอสุราขายดี จึงคิดมาหาเรื่องเรียกเงินเสียมากกว่า!”

เสียงของหญิงสาวอีกคนดังมาจากภายในหอ

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นตรงนี้?”

พนักงานหญิงคนใหม่รีบหันกลับไปหาอีกฝ่าย

“พี่เจาเจา คือว่าคุณชายท่านนี้ต้องการพบเจ้าของหอเจ้าค่ะ”

“ข้าแจ้งไปแล้วว่าเวลานี้เจ้าของหอยังไม่สะดวกพบผู้ใด แต่คุณชายยังยืนยันว่าตนไม่ใช่แขกและต้องการเข้าไปด้านใน”

ฝูงชนรอบด้านรีบส่งเสียงสนับสนุนทันที

“ใช่ ๆ! ไม่มาใช้บริการ ไม่ได้มาสมัครงาน แต่กลับคิดจะเดินเข้าไปพบเจ้าของหอโดยไม่ต่อแถว ช่างหน้าด้านจริง ๆ!”

“พวกเราทุกคนเห็นกับตา เขาตั้งใจจะแซงคิวชัด ๆ!”

“เด็กสาวข้างกายยังขู่ว่าจะถล่มหอด้วยนะ!”

“รีบไล่พวกเขาไปเถอะ อย่าให้รบกวนการค้าของหออีกเลย!”

เจาเจาขมวดคิ้ว ก่อนพยักหน้าให้พนักงานหญิงคนใหม่

“เข้าใจแล้ว เดี๋ยวข้าจัดการเอง”

นางเดินออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง

“คุณชาย เนื่องจากท่านไม่ได้...”

คำพูดของเจาเจาหยุดชะงักทันทีที่มองเห็นใบหน้าของยูรันชัดเจน

ดวงตาของนางเบิกกว้าง เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาเต็มหน้าผากภายในพริบตา

ฝูงชนซึ่งไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติยังคงตะโกนเร่งเร้า

“มัวยืนทำอะไรอยู่? ยังไม่รีบไล่มันไปอีกหรือ ไม่เห็นหรืออย่างไรว่ามันกำลังแซงคิว!”

“เรียกผู้คุ้มกันออกมาเลย!”

“คนประเภทนี้ต้องสั่งสอนให้หลาบจำเสียบ้าง!”

“กล้าหาเรื่องในกิจการซึ่งคุณชายใหญ่สนับสนุน ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!”

เจาเจาหันขวับไปทางฝูงชน ก่อนตวาดจนเสียงดังสะเทือนไปทั่วถนน

“พวกเจ้าทุกคนหุบปาก!”

เสียงทั้งหมดเงียบลงในฉับพลัน

เจาเจาสูดลมหายใจลึก พยายามระงับมือที่กำลังสั่น ก่อนรีบประสานมือและโค้งกายให้ยูรันอย่างนอบน้อม

“คารวะคุณชายใหญ่ยูรันเจ้าค่ะ!”

“……”

ทั่วทั้งถนนตกอยู่ในความเงียบงัน

จากนั้นเสียงตกใจก็ระเบิดขึ้นพร้อมกัน

“อะไรนะ?! คนผู้นั้นคือคุณชายใหญ่อย่างนั้นหรือ?!”

“คุณชายใหญ่ยูรัน ผู้ซึ่งมีชื่อเขียนอยู่บนป้ายผู้สนับสนุนหน้าหอน่ะหรือ?!”

“บัดซบ! เมื่อครู่ข้าเพิ่งด่าเขาไปไม่ใช่หรือ?!”

“มิน่าเล่า เด็กสาวคนนั้นถึงกล้าพูดว่าจะถล่มหอ นี่มันกิจการของพี่ชายนางเอง!”

“พวกเรากำลังบังคับให้เจ้าของกิจการไปต่อแถวเข้าอาคารของตนเองหรือ?”

ใบหน้าของผู้คนซึ่งเคยส่งเสียงต่อว่าก่อนหน้านี้พลันซีดเผือดลงพร้อมกัน

ส่วนพนักงานหญิงคนใหม่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ริมฝีปากสั่นระริกจนไม่อาจกล่าวสิ่งใดออกมาได้

ยูรันเดินผ่านพนักงานหญิงซึ่งกำลังยืนตัวสั่น ก่อนหยุดฝีเท้าเล็กน้อย

“คราวหน้าถามชื่อก่อนนะ”

พนักงานหญิงคนใหม่รีบก้มศีรษะ

“ขออภัยเจ้าค่ะคุณชายใหญ่!”

เยวียนเหวินอวี้ปรายตามองฝูงชนซึ่งกำลังหน้าซีดอยู่ด้านนอก ก่อนแค่นเสียงเบา ๆ

“จิ๊”

เจาเจารีบเดินนำยูรันกับผู้ติดตามทั้งสี่คนเข้าไปภายในหอ

หลังร่างของพวกเขาหายลับไปจากประตู ผู้คนด้านนอกจึงกล้าส่งเสียงขึ้นมาอีกครั้ง

“ตายแล้ว เมื่อครู่ข้าเพิ่งด่าคุณชายใหญ่ไป หวังว่าเขาจะจำหน้าข้าไม่ได้นะ...”

“คุณชายใหญ่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองพวกเรา คงไม่คิดเอาเรื่องหรอก”

หญิงสาวคนหนึ่งยกมือกุมหน้าอก ดวงตายังคงจับจ้องประตูหอ

“ตัวจริงของคุณชายใหญ่หล่อเหลากว่าที่เล่าลือกันเสียอีก แถมยังใจกว้าง ไม่ถือโทษพนักงานใหม่แม้แต่น้อย”

“ใช่แล้ว! ทั้งที่มีคนด่าเขามากมาย เขาก็ไม่โกรธเลยสักนิด”

“หากข้ารู้ก่อนว่าเป็นเขา เมื่อครู่ข้าคงเข้าไปช่วยพูดให้แล้ว!”

ชายหนุ่มด้านข้างเบ้ปาก

“พวกเจ้าพูดราวกับเมื่อครู่ไม่ได้ร่วมด่าเขาอย่างนั้นแหละ ผู้หญิงพวกนี้ วัน ๆ คิดแต่จะหาโอกาสเข้าใกล้คุณชายใหญ่”

หญิงสาวหันขวับมาถลึงตาใส่เขา

“แล้วอย่างไร? อย่างน้อยข้าก็ไม่ได้ตะโกนให้ผู้คุ้มกันมาลากเขาออกไปเหมือนเจ้า!”

“……”

ชายหนุ่มคนนั้นรีบก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าโต้เถียงอีกแม้แต่คำเดียว

ส่วนหญิงสาวหลายคนซึ่งกำลังต่อแถวสมัครงานต่างหันมองหน้ากัน แววตาเปล่งประกายขึ้นพร้อมกันอย่างมีความหมาย

“ดูเหมือนพวกเราจะต้องผ่านการสมัครงานวันนี้ให้ได้เสียแล้ว...”


ภายในห้องรับรองพิเศษส่วนตัว

เถียนซูเจินรีบร้อนเข้ามาภายในห้อง เหงื่อเย็นยังคงไหลซึมอยู่เต็มหน้าผาก

“คุณชายใหญ่ ข้าต้องขออภัยเรื่องที่เกิดขึ้นด้านหน้าด้วยนะเจ้าคะ”

“เมื่อคืนข้ารีบเปลี่ยนกิจการกะทันหัน งานทุกอย่างจึงยุ่งเหยิงไปหมด ทั้งยังรับพนักงานใหม่เข้ามาจำนวนมากจนดูแลได้ไม่ทั่วถึงเจ้าค่ะ”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ไม่เป็นไร นางเพียงทำตามหน้าที่ของตนเอง”

เถียนซูเจินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนถามอย่างระมัดระวัง

“ถ้าเช่นนั้น ไม่ทราบว่าคุณชายใหญ่เดินทางมาวันนี้เพราะต้องการตรวจดูกิจการหรือเจ้าคะ?”

“ส่วนหนึ่ง”

ยูรันหยิบแหวนเก็บของหลายวงออกมาวางเรียงกันบนโต๊ะ

“ข้าเพิ่งนึกได้ว่าขายเพียงสุราอย่างเดียวคงน่าเบื่อเกินไป เพราะฉะนั้นนำของพวกนี้ไปขายด้วยแล้วกัน”

เถียนซูเจินหยิบแหวนวงแรกขึ้นมาตรวจสอบ ภายในนั้นมีอาวุธกับของวิเศษตั้งแต่ระดับหนึ่งไปจนถึงระดับแปด ซึ่งถูกแบ่งตามประเภทและระดับเอาไว้อย่างเรียบร้อย รวมกันหลายร้อยชิ้น

เมื่อนางตรวจสอบแหวนวงถัดไป ก็พบขวดโอสถระดับหนึ่งถึงระดับหกจำนวนมาก ภายในบรรจุโอสถรวมกันหลายพันเม็ด ทุกเม็ดล้วนมีลวดลายโอสถสมบูรณ์แบบ บางส่วนยังมีประกายอัสนีจากทัณฑ์โอสถหลงเหลืออยู่

มือของเถียนซูเจินเริ่มสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้

“นะ...นี่มัน...”

“เปลี่ยนชื่อใหม่อีกครั้งแล้วกัน”

ยูรันกล่าวราวกับกำลังพูดถึงเรื่องเล็กน้อย

“จากนี้ให้ใช้ชื่อว่า ‘หอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์’ จะขายสุรา อาวุธ โอสถ หรือของวิเศษก็ได้ทั้งหมด”

“หากพื้นที่ไม่พอ ก็ซื้ออาคารข้างเคียงแล้วขยายออกไปเสีย จ้างคนเพิ่มตามที่เห็นสมควร”

เขาโยนแหวนมิติอีกวงให้เถียนซูเจิน

“ในนี้มีเงินสิบล้านเหรียญ เพียงพอหรือเปล่า?”

เถียนซูเจินรับแหวนมาตรวจสอบ ก่อนรีบพยักหน้ารัว ๆ

“เพียงพอเกินไปด้วยซ้ำเจ้าค่ะ! เงินจำนวนนี้ต่อให้ซื้ออาคารรอบข้างทั้งหมด แล้วยกระดับหอใหม่ทั้งหลังก็ยังเหลืออีกมาก”

นางมองแหวนเก็บของทั้งหมดบนโต๊ะ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นจริงจัง

“แต่ว่าคุณชายเป็นผู้มอบทั้งสูตรสุรา สินค้าทั้งหมด และเงินลงทุนให้แก่ข้า หากยังรับส่วนแบ่งกำไรเพียงสามส่วน ข้าคงรู้สึกไม่สบายใจนัก”

“เปลี่ยนเป็นแบ่งกำไรกันคนละห้าส่วนดีหรือไม่เจ้าคะ?”

ยูรันพยักหน้าโดยไม่คิดต่อรอง

“อืม ตามใจเจ้า”