ตอนที่ 456 เรียกแม่นางเสิ่นเยียนหรงมาด้วย
เถียนซูเจินประสานมือรับคำ
“ข้าจะดำเนินการตามนี้เจ้าค่ะ”
“เดี๋ยวก่อน เรียกแม่นางเสิ่นเยียนหรงมาด้วย”
ยูรันหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมายื่นให้นาง
เถียนซูเจินรับมาอย่างสงสัย
“นี่คืออะไรหรือเจ้าคะ?”
“อ่านดูก่อนสิ”
นางก้มลงมองข้อความบนกระดาษ
“แม้ดวงเนตรมืดดับไม่รับแสง
ดวงใจแจ้งเห็นหมื่นดาวพราวฟ้าใส
คนมีตากลับมืดบอดด้วยจิตใจ
จันทร์อยู่ใกล้ยังไม่เห็นเช่นคนพาล
แม้ตาดับใจมิได้ดับตาม
ยังมองความงดงามผ่านลมหนาว
ผู้มีเนตรกลับหลงเงาใต้แสงดาว
ตาบอดคราวหนึ่งยังดีกว่าบอดใจ
แม้มิเห็นจันทร์งามด้วยดวงตา
ยังรู้ว่าราตรีนี้มีแสงฝัน
สายลมเย็นกลิ่นบุปผาพารำพัน
เห็นดวงจันทร์ด้วยหัวใจใช่สายตา
มืดที่ตาปิดเพียงภาพตรงเบื้องหน้า
มืดปัญญาปิดฟ้าทั้งสวรรค์
ผู้รู้แจ้งแม้ไร้เนตรยังเห็นจันทร์
คนโง่นั้นมีสองตากลับมืดมน
ผู้ใดว่าชมจันทร์ด้วยตาเท่านั้น
แสงแห่งจันทร์ส่องถึงซึ่งจิตใจ
ข้าไร้เนตรยังเห็นจันทร์อันอำไพ
เจ้ามีตากลับเห็นเพียงเงาตน”
เถียนซูเจินอ่านจนจบ ก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง
“บทกลอนเหล่านี้ไพเราะยิ่งนัก คุณชายได้มาจากที่ใดหรือเจ้าคะ?”
เยวียนเหวินอวี้เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“หึ พี่ชายจ๋าเป็นผู้แต่งเอง ตอนประชันบทกลอนกับผู้อื่นเจ้าค่ะ”
“แถมยังกล่าวแต่ละบทออกมาแทบจะทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ!”
ดวงตาของเถียนซูเจินเบิกกว้างจนแทบถลนออกมา นางมองสลับระหว่างบทกลอนในมือกับยูรันอย่างไม่อยากเชื่อ
จี้เสวี่ยหลัวเองก็อ่านตามอยู่เงียบ ๆ
[บทกลอนเหล่านี้ลึกซึ้งยิ่งนัก ทั้งห้าบทใช้หัวข้อเดียวกัน แต่กลับไม่ซ้ำซากแม้แต่น้อย...]
ฉู่เหวินไคถอนหายใจยาว
“พี่เขยทั้งต่อสู้เก่งกาจ หลอมโอสถได้ ทำอาหารอร่อย หมักสุราก็ยอดเยี่ยม หน้าตายังหล่อเหลา กระทั่งบทกลอนก็แต่งได้ไพเราะถึงเพียงนี้”
“ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดจึงมีสตรีชื่นชอบมากมาย น้องสาวของข้าช่างมีวาสนาดีจริง ๆ”
ไม่นานนัก เสิ่นเยียนหรงก็เดินเข้ามาภายในห้อง
“คารวะคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ”
ยูรันพยักหน้าไปยังที่นั่งว่าง
“นั่งลงก่อน แล้วลองดูบทกลอนที่ข้าแต่งสิ”
เสิ่นเยียนหรงนั่งลง ก่อนรับกระดาษจากเถียนซูเจินมาอ่านอย่างตั้งใจ
เมื่อนางอ่านจนครบทุกบท แววตาก็เต็มไปด้วยความชื่นชม
“ไพเราะและลึกซึ้งมากเจ้าค่ะ”
“อืม เช่นนั้นก็เอาไปร้องสิ”
เสิ่นเยียนหรงชะงัก ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
“เจ้าคะ?”
“บทกลอนพวกนี้นำมาร้องเป็นเพลงได้”
เยวียนเหวินอวี้รีบกล่าวสนับสนุน
“จริงเจ้าค่ะ ข้าเคยฟังพี่ชายจ๋าร้องมาแล้วตอนประชันบทกลอน”
“ตอนนั้นพี่ชายไม่เพียงแต่งกลอนตอบโต้กับอีกฝ่ายได้ทันที แต่บทกลอนทั้งห้าของพี่ชายยังเชื่อมโยงและคล้องจองกันอย่างสมบูรณ์ เมื่อนำมาเรียบเรียงต่อกันจึงสามารถขับร้องเป็นเพลงเดียวได้ด้วย!”
ยูรันหยิบกู่ฉินออกมาวางตรงหน้า
“ข้าจะเล่นให้ฟังก่อนสักรอบแล้วกัน”
เสิ่นเยียนหรงมองเครื่องดนตรีตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
“คุณชายเล่นกู่ฉินเป็นด้วยหรือเจ้าคะ?”
“เป็นสิเจ้าคะ!”
เยวียนเหวินอวี้เป็นฝ่ายตอบแทนทันที
“กู่ฉินหลังนี้เป็นของขวัญจากพี่หมิงเสวี่ย ตอนที่ได้รับมา พี่ชายจ๋ายังเล่นไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ”
“แต่พี่ชายลองดีดอยู่ตรงนั้นไม่กี่ครั้งก็เล่นได้ทันที แถมยังขับร้องไปพร้อมกันด้วย!”
ทุกคนภายในห้องตกตะลึงอีกครั้ง
ฉู่เหวินไคหันขวับไปหาจี้เสวี่ยหลัว
“พี่เขยกระทั่งร้องเพลงกับเล่นดนตรียังทำได้ พี่สะใภ้จะรออะไรอยู่อีก รีบแต่งกับเขาเสียทีสิ!”
จี้เสวี่ยหลัวหันไปถลึงตาใส่เขา
“เลิกพูดมากได้แล้ว!”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่นางกลับอดเหลือบมองยูรันไม่ได้
[คนผู้นี้ยังมีสิ่งใดที่ทำไม่เป็นอีกบ้างกันแน่...]
ความหวั่นไหวภายในจิตใจของนางเพิ่มมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ยูรันไม่สนใจบทสนทนาของทั้งสอง เขาวางปลายนิ้วลงบนสายกู่ฉิน ก่อนเริ่มบรรเลงท่วงทำนองอันอ่อนโยน
เสียงขับร้องทุ้มนุ่มดังประสานไปกับเสียงกู่ฉิน บทกลอนทั้งห้าซึ่งเดิมใช้ตอบโต้และถากถางคู่แข่ง ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่จนกลายเป็นบทเพลงเดียวกันอย่างสมบูรณ์
ท่วงทำนองเริ่มต้นอย่างสงบนิ่งราวกับคนผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางราตรี แม้ดวงตาจะมืดดับ แต่หัวใจกลับมองเห็นแสงจันทร์และดวงดาวได้ชัดเจนยิ่งกว่าผู้ใด ก่อนอารมณ์ของบทเพลงจะค่อย ๆ หนักแน่นขึ้น กลายเป็นการเย้ยหยันผู้มีดวงตาแต่กลับถูกความโง่เขลาบดบังจิตใจ
เสียงเพลงแผ่ผ่านห้องรับรองออกไปทั่วทั้งหอสมบัติ แม้แต่ผู้คนซึ่งกำลังต่อแถวอยู่ด้านนอกยังได้ยินอย่างชัดเจน
“โห ผู้ใดกำลังขับร้องอยู่ด้านใน? เสียงไพเราะเกินไปแล้ว!”
“เนื้อหาของบทเพลงก็ลึกซึ้งมาก ข้าฟังแล้วรู้สึกราวกับกำลังยืนชมจันทร์อยู่จริง ๆ”
“หรือหอแห่งนี้รับนักดนตรีชายคนใหม่เข้ามา?”
“เสียงดังมาจากห้องรับรองพิเศษเมื่อครู่นี้...คงไม่ใช่คุณชายใหญ่หรอกนะ?”
“ชู่ว! เลิกเดาแล้วตั้งใจฟังเถอะ เจ้าโง่!”
เมื่อเสียงกู่ฉินท่อนสุดท้ายจางหาย ผู้คนทั่วทั้งหอยังคงตกอยู่ในภวังค์ ไม่มีผู้ใดส่งเสียงขึ้นมาอยู่นานหลายอึดใจ
ยูรันเก็บกู่ฉินกลับเข้าไป ก่อนหันไปถามเสิ่นเยียนหรง
“เป็นอย่างไร?”
เสิ่นเยียนหรงพยายามเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง ทว่ากลับไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน
“ข้า...ข้าไม่อาจหาถ้อยคำใดมาอธิบายได้เลยเจ้าค่ะ”
“ทั้งท่วงทำนอง การขับร้อง และการถ่ายทอดอารมณ์ล้วนสมบูรณ์แบบ ความสามารถของคุณชายคงเทียบได้กับปรมาจารย์ด้านดนตรีแล้ว”
เยวียนเหวินอวี้ส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
“เหนือกว่าต่างหาก!”
“เจ้าเคยเห็นปรมาจารย์คนใดนำบทกลอนห้าบทมาเรียบเรียงเป็นเพลง พร้อมสร้างทำนองขึ้นใหม่ได้ทันทีหรือ?”
ทุกคนภายในห้องส่ายหน้าพร้อมกัน
ฉู่เหวินไคพยักหน้าอย่างจริงจัง
“นางพูดถูก นี่มันยอดเยี่ยมเกินกว่าจะเรียกว่าเพียงปรมาจารย์แล้ว”
ยูรันไม่ได้สนใจคำชม เขาหันกลับไปหาเสิ่นเยียนหรง
“ดังนั้น เจ้าฝึกร้องบทเพลงนี้เอาไว้ จะได้นำไปใช้เรียกแขก”
“จะบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีชนิดใดก็ได้ ขอเพียงเหมาะกับท่วงทำนอง แม้แต่กู่ฉินที่เจ้าเล่นอยู่เป็นประจำก็ใช้ได้เช่นกัน”
เสิ่นเยียนหรงพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะพยายามฝึกให้ดีที่สุด”
ยูรันหันไปหาเถียนซูเจิน
“ส่วนบทกลอนทั้งห้า ให้นำไปติดเอาไว้หน้าหอ แล้วประกาศจัดการแข่งขันประชันบทกลอน”
“ผู้เข้าแข่งขันต้องแต่งบทกลอนตอบให้ครบห้าบท จากนั้นนำบทกลอนของตนมาเรียบเรียงเป็นทำนอง จะเลือกขับขานหรือขับร้องก็ได้ทั้งนั้น”
“ผลงานใดได้รับคะแนนโหวตสูงที่สุด รับเงินรางวัลหนึ่งแสนเหรียญ จัดการแข่งขันทุกสองเดือน จะได้มีเวลาคิดบทกลอนและท่วงทำนองกันมากหน่อย”
ยูรันหยุดคิดเล็กน้อย
“กำหนดให้หนึ่งคนลงคะแนนได้เพียงครั้งเดียว แล้วตรวจสอบตัวตนให้ดีด้วย จะได้ไม่มีผู้ใดจ้างคนมาปั่นคะแนน”
เถียนซูเจินรีบจดจำรายละเอียดทั้งหมด
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“ส่วนโอสถ ทุกเม็ดล้วนเป็นโอสถสมบูรณ์แบบซึ่งมีลวดลายโอสถครบถ้วน และผ่านการชำระด้วยทัณฑ์โอสถมาแล้ว ประสิทธิภาพล้วนเกินเกณฑ์มาตรฐานสิบส่วนอย่างแน่นอน”
เถียนซูเจินสูดลมหายใจลึก เมื่อคิดถึงมูลค่าของโอสถหลายพันเม็ดภายในแหวน
ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจ
“สำหรับอาวุธ เจ้าจะตั้งราคาเท่าไรก็ได้ ลองให้ผู้ประเมินราคาตามระดับและราคาตลาดเอาเองแล้วกัน”
“สำหรับข้า พวกมันก็เป็นเพียงขยะ แต่สำหรับผู้อื่นอาจมีค่าอยู่บ้าง”
“……”
ฉู่เหวินไคกับเถียนซูเจินมองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
อาวุธระดับแปดหลายชิ้นถูกเรียกว่าขยะ หากช่างหลอมภายนอกมาได้ยินเข้าคงกระอักเลือดตายตรงนั้นอย่างแน่นอน
ยูรันยกนิ้วขึ้นนับเงื่อนไขทีละข้อ
“เรื่องส่วนลด หากเป็นคนจากตำหนักเสวียนเยว่ให้ลดสามส่วน”
“หากเป็นท่านแม่หรือน้องสาวทั้งสองของข้า พวกนางต้องการสิ่งใดก็ให้หยิบไปได้เลย เพียงลงบัญชีเอาไว้ก็พอ”
จากนั้นเขาจึงลูบศีรษะเยวียนเหวินอวี้เบา ๆ
“ส่วนเจ้าตัวเล็กกับญาติคนอื่นของข้าให้ลดห้าส่วน แต่สินค้าซึ่งซื้อด้วยสิทธิ์ของตำหนักหรือสิทธิ์ญาติ ห้ามนำไปขายต่อ และของระดับสูงให้จำกัดจำนวนตามความเหมาะสม”
“พนักงานของหอให้ลดหนึ่งส่วน ถือเป็นสวัสดิการ จะได้ไม่ดูเอาเปรียบจนเกินไป”
“แล้วก็ลองนำสินค้าบางชิ้นออกประมูลโดยเปิดราคาต่ำ ๆ ดู หากมีผู้สนใจจริง เดี๋ยวพวกเขาก็แข่งขันเสนอราคากันเอง อย่างไรก็มีกำไร ถือเป็นการเรียกแขกไปในตัว”
เถียนซูเจินพยักหน้าไม่หยุด
“ข้าจะจัดสินค้าหนึ่งชิ้นออกประมูลทุกวัน แล้วเก็บของระดับสูงเอาไว้จัดการประมูลใหญ่เป็นระยะเจ้าค่ะ”
“อืม แบบนั้นก็ได้”
ยูรันกล่าวต่อ
“สร้างป้ายสมาชิกขึ้นมาด้วย แบ่งตั้งแต่ระดับหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า แล้วจึงเป็นระดับพิเศษหรือวีไอพี”
“ส่วนป้ายของผู้บริหารให้ใช้สีดำ ข้าชอบสีดำ เจ้าลองคำนวณเอาเองว่าสมาชิกแต่ละระดับควรได้รับส่วนลดและสิทธิ์มากเพียงใด”
“แล้วก็สองสัปดาห์แรก ให้ลูกค้าทั่วไปได้รับส่วนลดสี่ส่วน ถือเป็นการฉลองเปลี่ยนกิจการ”
“ส่วนลดทุกประเภทห้ามใช้ซ้อนกัน ให้เลือกใช้อัตราซึ่งลดได้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว”
เขากวาดตามองทุกคนรอบห้อง
“เท่านี้แหละ มีผู้ใดเสนออะไรเพิ่มเติมหรือไม่?”
เยวียนเหวินอวี้รีบยกมือขึ้นทันที
“มีเจ้าค่ะ!”
นางทำแก้มพองอย่างไม่พอใจ
“เหตุใดพี่ชิงฝูกับพี่ชิงลู่จึงหยิบของได้โดยไม่เสียเงิน แต่ข้ากลับได้ลดเพียงห้าส่วน? พี่ชายจ๋าลำเอียง!”
ยูรันบีบแก้มของนางเบา ๆ
“เจ้าเด็กคนนี้ หากข้ามอบให้ทุกคนโดยไม่เสียเงิน ประเดี๋ยวญาติคนอื่นก็พากันโวยวายหมดหรอก”
“เอาไว้คราวหลัง ข้าจะสร้างของอย่างอื่นซึ่งดีกว่าสินค้าเหล่านี้ให้เจ้าโดยเฉพาะแล้วกัน”
ใบหน้าบึ้งตึงของเยวียนเหวินอวี้คลายลงทันที
“สัญญานะเจ้าคะ?”
“อืม สัญญา”
เถียนซูเจินประสานมือด้วยความนับถือ
“แผนการของคุณชายใหญ่ยอดเยี่ยมมากเจ้าค่ะ ข้าจะรีบดำเนินการทันที รวมถึงเจรจาซื้ออาคารด้านข้างเพื่อเริ่มขยายกิจการวันนี้เลย”
ยูรันเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ก่อนหลับตาลงอย่างเกียจคร้าน
“อืม ข้าจะนอนรออยู่ที่นี่ พวกเจ้ามีสิ่งใดต้องทำก็ไปเถอะ”
เถียนซูเจินนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหยิบป้ายรับรองแขกพิเศษสี่แผ่นออกมายื่นให้เยวียนเหวินอวี้ ฉู่เหวินไค จี้เสวี่ยหลัว
“ป้ายสมาชิกยังจัดทำไม่เสร็จ พวกคุณหนูกับคุณชายใช้ป้ายรับรองของข้าไปก่อนนะเจ้าคะ”
“ข้าจะให้พนักงานติดตามไปด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นเดียวกับหน้าประตูอีก”
ฉู่เหวินไครับป้ายมาด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ว้าว! ถ้าเช่นนั้นพี่เขย ข้าขอตัวไปลองสุราชนิดอื่นสักหน่อยนะขอรับ”
เยวียนเหวินอวี้รีบยกมือขึ้น
“ข้าไปด้วย!”
ยูรันยังคงหลับตาอยู่
“อืม ไปเถอะ แต่อย่าให้เจ้าตัวเล็กดื่มมากเกินไปนะ”
ฉู่เหวินไคพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
“วางใจได้เลยขอรับ!”
กล่าวจบ เขาก็พาเยวียนเหวินอวี้ออกจากห้องไปอย่างกระตือรือร้น โดยมีพนักงานหญิงคนหนึ่งรีบเดินตามไปดูแล