คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 457 เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ8,005 ตัวอักษร

ตอนที่ 457 เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ

หลังจากนั้นไม่นาน ประกาศชุดใหม่ก็ถูกนำออกมาติดไว้ทั่วทั้งหอ พร้อมกับคนงานซึ่งรีบร้อนเปลี่ยนป้ายหน้าประตูอีกครั้ง

ชื่อซึ่งเพิ่งเปลี่ยนเป็น หอสุราบุปผาเร้นจันทร์ เมื่อคืน ถูกแก้ใหม่เป็น หอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน

นอกจากสุราสิบชนิดแล้ว หอยังประกาศว่าจะนำโอสถ อาวุธ และของวิเศษจำนวนมากออกจำหน่าย พร้อมจัดการประมูลสินค้าราคาเปิดต่ำทุกวัน

บทกลอนทั้งห้าของยูรันถูกแขวนเอาไว้บนแผ่นป้ายขนาดใหญ่หน้าหอ ใต้บทกลอนมีรายละเอียดการแข่งขันประชันบทกลอนซึ่งจะจัดขึ้นทุกสองเดือน ผู้เข้าแข่งขันต้องแต่งบทกลอนตอบให้ครบห้าบท แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นเพลงเพื่อขับขานหรือขับร้อง ผู้ได้รับคะแนนโหวตสูงที่สุดจะรับเงินรางวัลหนึ่งแสนเหรียญ

ที่สำคัญ สินค้าทุกชนิดจะลดราคาสี่ส่วนตลอดสองสัปดาห์แรก เพื่อฉลองการเปลี่ยนกิจการครั้งใหม่

เมื่อประเภทสินค้ากับบริการเพิ่มขึ้น ประกาศรับสมัครพนักงานจึงถูกขยายตามไปด้วย จำนวนตำแหน่งซึ่งเปิดรับมากกว่าเดิมหลายเท่า

เพียงประกาศทั้งหมดถูกติดออกไป เสียงพูดคุยทั่วทั้งถนนก็ดังขึ้นพร้อมกัน

“อะไรนะ? เมื่อคืนเพิ่งเปลี่ยนเป็นหอสุรา วันนี้เปลี่ยนเป็นหอสมบัติอีกแล้วหรือ?!”

“หรือที่คุณชายใหญ่เดินทางมาเมื่อเช้า ก็เพื่อจัดการเรื่องเหล่านี้?”

“ต้องใช่แน่ ดูชื่อผู้สนับสนุนบนประกาศสิ ของทั้งหมดล้วนถูกนำมาโดยคุณชายใหญ่ยูรัน!”

กลุ่มบัณฑิตหลายคนรีบเบียดเข้าไปมุงแผ่นป้ายบทกลอน

“ดูนั่นสิ บทกลอนทั้งห้าบทนี้คุณชายใหญ่เป็นผู้แต่งเองอย่างนั้นหรือ?”

“ถ้อยคำไพเราะ ความหมายลึกซึ้ง แถมทั้งห้าบทยังเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แบบ!”

หญิงสาวคนหนึ่งพลันนึกถึงเสียงเพลงซึ่งดังออกมาจากภายในหอก่อนหน้านี้

“เดี๋ยวก่อนนะ หรือว่าเสียงขับร้องเมื่อครู่จะเป็นเสียงของคุณชายใหญ่จริง ๆ?”

สตรีหลายคนรอบด้านหัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันที

“เสียงไพเราะเกินไปแล้ว ข้ายังไม่เคยได้ยินบุรุษคนใดร้องเพลงได้กินใจถึงเพียงนี้มาก่อน”

“ไม่เพียงหน้าตาหล่อเหลา กระทั่งแต่งบทกลอนกับขับร้องก็ยังยอดเยี่ยม...”

“ข้าได้ยินว่าเขานำบทกลอนทั้งห้ามาเรียบเรียงเป็นเพลงตรงนั้นทันทีด้วยนะ!”

“อะไรนะ? ขนาดนำบทกลอนมาขับร้องโดยไม่ได้เตรียมตัวยังไพเราะถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”

ชายหนุ่มด้านข้างอดกล่าวแทรกไม่ได้

“พวกเจ้าหยุดฝันเถอะ คุณชายใหญ่มีภรรยาอยู่แล้วตั้งมากมาย”

หญิงสาวหลายคนหันกลับมามองเขาพร้อมกัน

“แล้ว?”

“……”

ชายหนุ่มรีบหุบปากทันที

บัณฑิตอีกคนอ่านกติกาการแข่งขันจนจบ ก่อนดวงตาจะเป็นประกาย

“เงินรางวัลตั้งหนึ่งแสนเหรียญ! ขอเพียงแต่งกลอนตอบให้ครบห้าบท แล้วนำมาขับร้องก็พอไม่ใช่หรือ?”

สหายของเขาเหลือบมองอย่างดูแคลน

“กล่าวราวกับว่าง่ายนัก เจ้าลองแต่งบทแรกให้มีคุณภาพทัดเทียมกับของคุณชายใหญ่ก่อนเถอะ แล้วค่อยฝันถึงอีกสี่บทกับท่วงทำนอง”

“……”

บัณฑิตผู้นั้นเงียบลง ก่อนกลับไปอ่านบทกลอนตั้งแต่ต้นใหม่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

อีกด้านหนึ่ง ผู้บำเพ็ญจำนวนมากกำลังรวมตัวกันอยู่หน้าประกาศเกี่ยวกับโอสถ

“ว่าอย่างไรนะ? โอสถทุกเม็ดเป็นโอสถสมบูรณ์แบบซึ่งผ่านการชำระจากทัณฑ์โอสถมาแล้ว?!”

“เดี๋ยวก่อน การหลอมโอสถก็มีทัณฑ์สวรรค์ด้วยหรือวะ?”

“มีสิ! เมื่อหลายวันก่อนข้าอยู่ในลานประลองกับตาตนเอง คุณชายใหญ่หลอมโอสถระดับสูงจนก่อกำเนิดทัณฑ์นิมิตขึ้นมาบนท้องฟ้า!”

“ไม่เพียงเท่านั้น โอสถที่เขาหลอมออกมายังสมบูรณ์แบบทุกเม็ดด้วย!”

นักหลอมโอสถชราผู้หนึ่งแทรกตัวเข้าไปอ่านประกาศ ก่อนหนวดเคราจะสั่นระริก

“โอสถตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับหกหลายพันเม็ด ทุกเม็ดมีลวดลายโอสถครบถ้วนและมีประสิทธิภาพเกินเกณฑ์มาตรฐานสิบส่วน...เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!”

“แล้วอาวุธเล่า? อย่าบอกนะว่าอาวุธทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่คุณชายใหญ่หลอมขึ้นด้วยตนเอง?”

“เรื่องนั้นไม่มีผู้ใดรู้ แต่ประกาศบอกว่ามีทั้งอาวุธและของวิเศษตั้งแต่ระดับหนึ่งไปจนถึงระดับแปด รวมกันหลายร้อยชิ้น!”

“ระดับแปด?! บ้าไปแล้ว เขาคิดจะขายสมบัติระดับนั้นภายในหอซึ่งเพิ่งเปิดกิจการหรือ?!”

“ของระดับสูงจะถูกเก็บไว้ในการประมูลใหญ่ ส่วนทุกวันจะมีสินค้าหนึ่งชิ้นเปิดประมูลด้วยราคาเริ่มต้นต่ำมาก”

“เช่นนั้นยังยืนรออะไรอยู่ รีบไปจองที่นั่งสิ!”

ผู้คนจำนวนมากรีบกรูกันไปยังโต๊ะรับรอง จนแถวซึ่งยาวอยู่แล้วแทบปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้ง

ทันใดนั้น เถียนซูเจินก็ก้าวออกมายืนบนระเบียงชั้นสอง ก่อนส่งเสียงประกาศด้วยพลังลมปราณ

“ทุกท่านโปรดอย่าเบียดเสียดกัน!”

เสียงของนางดังกังวานไปทั่วทั้งถนน ทำให้ฝูงชนค่อย ๆ สงบลง

“สินค้าชุดแรกจะเริ่มนำออกจัดแสดงภายในครึ่งชั่วยาม ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมการประมูลสามารถลงทะเบียนได้ทางด้านขวา ส่วนผู้ที่ต้องการสมัครงานให้ไปต่อแถวทางด้านซ้าย!”

“สินค้าทุกชนิดในช่วงสองสัปดาห์แรกลดราคาสี่ส่วนจริง แต่ส่วนลดแต่ละประเภทไม่สามารถใช้ซ้อนกันได้ และสินค้าระดับสูงจะมีการจำกัดจำนวนการซื้อ!”

“สำหรับระบบสมาชิกกับการแข่งขันประชันบทกลอน หอจะประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมภายในวันนี้ ขอทุกท่านโปรดรออย่างสงบ!”

สิ้นเสียงของเถียนซูเจิน ฝูงชนก็รีบแยกออกเป็นแถวตามจุดประสงค์ของตนเอง แม้บรรยากาศจะยังคงคึกคักวุ่นวาย แต่ไม่มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืนคำสั่งอีก

เถียนซูเจินมองจำนวนผู้คนซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนรอยยิ้มกว้างจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า

เพียงไม่ถึงหนึ่งวัน กิจการซึ่งนางคิดว่ากำลังจะถูกถล่มจนเหลือแต่ซาก กลับกลายเป็นหอสมบัติซึ่งผู้คนทั่วทั้งเมืองแย่งกันเข้ามาใช้บริการเสียแล้ว

ยังไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฝูงชนบริเวณหน้าหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์ก็พลันแยกออกเป็นสองฝั่ง เปิดทางให้คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาโดยไม่มีผู้ใดกล้าขวาง

“นั่นท่านเจ้าตำหนักเยวียนจ้าวคุนมิใช่หรือ? เขามาทำอะไรที่นี่?”

“เจ้าไม่รู้หรืออย่างไร ข่าวลือกันให้ทั่วเมืองว่าท่านเจ้าตำหนักแอบเลี้ยงสตรีเอาไว้ที่นี่ จนท่านฉินสั่งห้ามไม่ให้เขาเหยียบเข้ามาอีก”

“แต่ตอนนี้ที่นี่ไม่ใช่หอนางโลมแล้วนี่”

“แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า บางทีเขาอาจมาเพราะคุณชายใหญ่ก็ได้”

“นั่นสิ ท่านเยวียนชิงเหยากับคุณหนูทั้งสองก็มาด้วยกัน”

“น้องสาวทั้งสองของคุณชายใหญ่ช่างงดงามยิ่งนัก...”

บัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งจัดอาภรณ์ของตนเอง ก่อนกล่าวด้วยท่าทางเพ้อฝัน

“ไม่แน่ว่าข้าอาจมีวาสนาได้สนทนากับพวกนางสักสองสามคำ”

สหายข้างกายเหลือบมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“เลิกฝันเถอะ บัณฑิตตกอับอย่างเจ้าเอาสิ่งใดไปให้พวกนางชายตามอง?”

ท่ามกลางเสียงซุบซิบ ฉินหลัวซือเดินนำเยวียนชิงเหยา เยวียนชิงฝู และเยวียนชิงลู่เข้ามาภายในหอ ส่วนเยวียนจ้าวคุนเดินรั้งท้ายด้วยสีหน้าระแวดระวัง ราวกับพร้อมจะหันหลังหลบหนีได้ทุกเมื่อ

เยวียนชิงฝูหยุดอยู่หน้าป้ายขนาดใหญ่ ก่อนเบิกตากว้าง

“โอ้! นี่มันบทกลอนที่ท่านพี่แต่งเมื่อหลายวันก่อนมิใช่หรือ? ถึงกับนำมาใช้เรียกแขกหาเงินได้ด้วย ท่านพี่เก่งจริง ๆ!”

เยวียนชิงลู่พยักหน้าเห็นด้วย

“อืม”

เถียนซูเจินซึ่งยืนอยู่บนชั้นสองเห็นผู้มาเยือนก็รีบลงมาต้อนรับด้วยตนเอง

“คารวะทุกท่านเจ้าค่ะ คุณชายใหญ่อยู่ด้านใน”

ฉินหลัวซือไม่กล่าวอ้อมค้อม

“ข้ามาพบเสิ่นเยียนหรง”

เถียนซูเจินชะงักไปเล็กน้อย

“เจ้าคะ?”

“ข้าต้องการพูดคุยกับนางตามลำพัง”

เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของอีกฝ่าย เถียนซูเจินก็รีบพยักหน้า

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้นางกำลังฝึกขับร้องบทเพลงอยู่กับคุณชายใหญ่บนชั้นสาม ข้าจะรีบไปตามนางมาให้ทันที”

เยวียนชิงฝูหันขวับ

“เหตุใดนางจึงอยู่กับท่านพี่?”

“คุณชายใหญ่เพียงกำลังสอนนางขับร้องบทเพลงซึ่งดัดแปลงจากบทกลอนทั้งห้าเจ้าค่ะ อีกทั้งยังมีผู้อื่นอยู่ด้วย มิได้อยู่กันตามลำพัง”

“อ้อ เช่นนั้นก็แล้วไป”

เถียนซูเจินลอบถอนหายใจ ก่อนนำทุกคนขึ้นไปยังห้องรับรอง ระหว่างทางนางอธิบายแผนการเปลี่ยนกิจการกับเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งยูรันเพิ่งกำหนดเอาไว้คร่าว ๆ

เมื่อได้ยินว่ากำไรจากกิจการจะแบ่งให้ยูรันห้าส่วน เยวียนชิงฝูก็หันมามองนางด้วยดวงตาเป็นประกาย

“เจ้าของหอ เจ้าถึงกับยอมแบ่งกำไรให้ท่านพี่ตั้งห้าส่วนเลยหรือ?”

นางหยุดคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มกว้างกว่าเดิม

“ไม่สิ ส่วนของท่านพี่ก็จะถูกแบ่งให้ท่านแม่ พี่หญิง และข้า เท่ากับว่ากำไรห้าส่วนนั้นเป็นของพวกเราต่างหาก!”

เยวียนชิงเหยากล่าวขึ้นทันที

“ให้แม่เก็บเอาไว้ทั้งหมด”

เยวียนชิงฝูทำแก้มพอง

“ท่านแม่ ท่านพี่บอกให้แบ่งให้ข้ากับพี่หญิงด้วยนะเจ้าคะ”

เยวียนชิงเหยาเหลือบมองบุตรสาว

“แม่จะเป็นผู้แบ่งให้เอง”

“ก็ได้เจ้าค่ะ...”

จากนั้นเยวียนชิงเหยาจึงหันไปมองเถียนซูเจิน

“นับว่าเจ้ายังรู้ความอยู่บ้าง ที่จริงทั้งสินค้า เงินลงทุน และแผนการล้วนมาจากลูกชายข้า เจ้าควรได้รับเพียงสองส่วนด้วยซ้ำ”

นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย

“แต่ในเมื่อรันเอ๋อร์ยอมรับการแบ่งคนละห้าส่วนแล้ว ข้าย่อมไม่ขัดใจลูกชาย”

เหงื่อเย็นไหลลงมาตามขมับของเถียนซูเจิน

[คนตระกูลนี้ใจกว้างก็จริง แต่แรงกดดันช่างไม่ธรรมดา หากทำบัญชีพลาดไปเพียงเหรียญเดียว ข้าจะยังมีศีรษะติดอยู่กับคอหรือไม่?]

“ขอบคุณท่านชิงเหยาเจ้าค่ะ ข้าจะจัดทำบัญชีทุกอย่างให้ชัดเจน ไม่มีทางขาดตกแม้แต่เหรียญเดียวอย่างแน่นอน”

เมื่อมาถึงหน้าห้องรับรอง ฉินหลัวซือก็หยุดฝีเท้า ก่อนหันกลับไปมองเยวียนจ้าวคุน

“เจ้ารออยู่ข้างนอก”

เยวียนจ้าวคุนชี้หน้าตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ

“ข้าด้วยหรือ?”

“คำว่าตามลำพังของข้าฟังเข้าใจยากมากหรืออย่างไร?”

“……”

เยวียนจ้าวคุนหุบปากทันที

เถียนซูเจินรีบเปิดประตูให้นาง ก่อนเข้าไปตามเสิ่นเยียนหรงออกมาจากห้องด้านใน

ไม่นานนัก เสิ่นเยียนหรงก็เดินออกมาด้วยท่าทางประหม่า เมื่อเห็นฉินหลัวซือยืนรออยู่ตรงหน้า สีหน้าของนางก็ซีดลงเล็กน้อย

ฉินหลัวซือมองสำรวจสตรีตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

“เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”