ตอนที่ 458 เจ้ารู้จักกับเยวียนจ้าวคุนมานานเพียงใดแล้ว
ภายในห้องส่วนตัว ฉินหลัวซือนั่งจ้องเสิ่นเยียนหรงโดยไม่กล่าวสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว
เวลาค่อย ๆ ผ่านไปท่ามกลางความเงียบงัน แรงกดดันจากสายตาของนางทำให้เสิ่นเยียนหรงนั่งตัวตรง มือทั้งสองซึ่งวางอยู่บนตักบีบเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
สุดท้าย เสิ่นเยียนหรงก็ทนต่อความกดดันไม่ไหว
“ท่านฉิน ไม่ทราบว่าท่านเรียกข้ามาพูดคุยด้วยเรื่องใดหรือเจ้าคะ?”
ฉินหลัวซือไม่ได้ตอบคำถามในทันที
“เจ้ารู้จักกับเยวียนจ้าวคุนมานานเพียงใดแล้ว?”
เสิ่นเยียนหรงชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบตามความจริง
“ประมาณครึ่งปีเจ้าค่ะ ครั้งแรกที่พบกัน ข้ากำลังถูกนักฆ่าซึ่งอดีตสามีส่งมาตามสังหาร หากไม่ได้ท่านเจ้าตำหนักช่วยเอาไว้ ข้าคงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้”
“หลังจากนั้นเขาก็มาหาเจ้าทุกวัน?”
“ไม่ได้มาทุกวันเจ้าค่ะ เพียงแวะมาฟังข้าบรรเลงกู่ฉินเป็นครั้งคราว บางครั้งพวกเราก็พูดคุยกันเล็กน้อยเท่านั้น”
ฉินหลัวซือหรี่ตาลง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาคิดอย่างไรกับเจ้า?”
เสิ่นเยียนหรงเงียบไปครู่หนึ่ง
“พอจะทราบอยู่บ้างเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าคิดอย่างไรกับเขา?”
นิ้วมือของเสิ่นเยียนหรงบีบเข้าหากันแน่นกว่าเดิม
“ข้าซาบซึ้งที่เขาช่วยชีวิต และขอบคุณที่เขาคอยดูแลข้ามาตลอด ส่วนความรู้สึกอื่น...”
นางสูดหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาฉินหลัวซือ
“ข้าไม่อาจกล่าวได้ว่าไม่มีเลยเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมตามเขากลับตำหนักเสวียนเยว่?”
“เพราะข้าไม่ต้องการเข้าไปทำลายครอบครัวของผู้มีพระคุณ”
เสิ่นเยียนหรงตอบโดยไม่ลังเล
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าไม่รู้ว่าความรู้สึกของท่านเจ้าตำหนักเกิดจากความรักหรือเพียงความสงสาร หากข้าตามเขากลับไปเพราะความซาบซึ้ง วันหนึ่งพวกเราอาจเสียใจกันทั้งหมด”
สีหน้าของฉินหลัวซือเปลี่ยนไปเล็กน้อย
คำตอบนี้แตกต่างจากที่นางคาดคิดเอาไว้ไม่น้อย
“แล้วตำแหน่งภรรยาเจ้าตำหนักเล่า เจ้าไม่ต้องการหรือ?”
เสิ่นเยียนหรงส่ายหน้า
“ข้าไม่เคยต้องการแย่งชิงตำแหน่งของท่านเจ้าค่ะ”
“หากข้ายอมให้เจ้าเข้าตำหนัก แต่ไม่มอบตำแหน่งหรืออำนาจใดให้เลย เจ้าจะยอมหรือไม่?”
เสิ่นเยียนหรงเงียบไปนาน ก่อนส่ายหน้าอีกครั้ง
“ข้ายังตอบไม่ได้เจ้าค่ะ”
ฉินหลัวซือเลิกคิ้ว
“เพราะเหตุใด?”
“เพราะต่อให้ท่านยินยอม ข้าก็ยังต้องถามใจตนเองให้แน่ชัดก่อน”
เสิ่นเยียนหรงก้มมองมือของตน
“ข้าเคยแต่งงานเพราะเชื่อคำพูดของบุรุษคนหนึ่งมาแล้ว สุดท้ายต้องสูญเสียบุตรและเกือบสูญเสียชีวิต ครั้งนี้ข้าจึงไม่ต้องการตัดสินใจเพียงเพราะอีกฝ่ายมีบุญคุณกับข้า”
นางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“หากวันหนึ่งข้าตอบรับท่านเจ้าตำหนัก ข้าต้องการให้เป็นเพราะข้ารักเขา และมั่นใจว่าเขารักข้าจริง ๆ มิใช่เพราะตำแหน่ง อำนาจ หรือความสงสารเจ้าค่ะ”
ฉินหลัวซือมองนางนิ่งอยู่นาน
[อืม...คำตอบทั้งหมดฟังดูธรรมดา มิได้แตกต่างจากคำพูดของผู้ที่รู้จักวางตัวทั่วไปมากนัก]
[หลานชายของข้ามองออกได้อย่างไรว่านางไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูง? เขาใช้สิ่งใดตัดสินกันแน่?]
ฉินหลัวซือถามต่ออีกหลายเรื่อง ทั้งอดีตของเสิ่นเยียนหรง เหตุผลที่ยังคงทำงานอยู่ภายในหอแห่งนี้ รวมถึงสิ่งที่นางคิดจะทำในอนาคต
เสิ่นเยียนหรงตอบทุกคำถามตามตรง นางไม่ได้พยายามกล่าวเอาใจ และไม่ได้ใช้โอกาสนี้ขอสิ่งใดจากฉินหลัวซือแม้แต่อย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ด้านนอกห้อง เยวียนจ้าวคุนกำลังแนบหูอยู่กับประตูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ทว่าต่อให้เขาพยายามเพ่งสมาธิมากเพียงใด ก็ไม่ได้ยินเสียงลอดออกมาจากด้านในแม้แต่น้อย
ขณะนั้นเอง ประตูห้องรับรองอีกฝั่งก็เปิดออก
ยูรันเดินออกมาพร้อมยกมือปิดปากหาว ก่อนหยุดมองท่าทางของผู้เป็นลุง
“หืม ตาแก่ ท่านกำลังทำอะไร?”
เยวียนจ้าวคุนสะดุ้งสุดตัว ก่อนรีบยืดหลังตรง
“อะแฮ่ม ไม่มีอะไร ข้าเพียงเดินผ่านมาพอดี”
ยูรันหันไปมองทางเดินซึ่งสิ้นสุดอยู่ตรงหน้าห้องนั้นพอดี
“เดินผ่าน?”
“อืม”
“แล้วเหตุใดต้องเอาหูแนบประตูด้วย?”
“ข้าแค่ตรวจสอบว่าประตูแข็งแรงดีหรือไม่!”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“อืม เป็นเหตุผลที่ฟังดูโง่มาก”
“……”
“ตาแก่ ท่านคงไม่ได้คิดจะแอบฟังพวกนางคุยกันหรอกนะ?”
เยวียนจ้าวคุนรีบส่ายหน้า
“ไม่ใช่อย่างแน่นอน!”
ยูรันชี้ไปยังม่านพลังบาง ๆ ซึ่งปกคลุมอยู่รอบห้อง
“ท่านคงไม่ได้คิดว่าท่านป้าสะใภ้จะลืมกางม่านกั้นเสียงใช่ไหม?”
เยวียนจ้าวคุนมองม่านพลังตรงหน้า ก่อนสีหน้าจะดำคล้ำลงทันที
เขายืนแอบฟังมาตั้งนาน แต่ไม่ได้ยินสิ่งใดเลยเพราะเหตุนี้เอง
ยูรันถอนหายใจ ก่อนส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
“แอบฟังผู้อื่นพูดคุยกันเสียมารยาทจะตาย ไปหาสุราดื่มรอเถอะ จะกังวลอะไรนักหนา ใช้ไม่ได้จริง ๆ”
“จิ๊ ๆ”
เยวียนจ้าวคุนหันขวับ
“เจ้าเป็นคนพาข้ามาหอนางโลม วางแผนประมูลแข่งกับผู้อื่น แล้วยังลากข้ามาที่นี่ทุกวัน เจ้ามีสิทธิ์กล่าวหาว่าข้าเสียมารยาทด้วยหรือ?!”
ยูรันครุ่นคิดเล็กน้อย
“มีสิ”
“มีตรงไหน?!”
“ตรงที่ข้าไม่เคยแอบฟังใคร”
เยวียนจ้าวคุนอ้าปากอยู่ครู่หนึ่ง ทว่ากลับหาเหตุผลมาโต้แย้งไม่ได้
ทันใดนั้น ประตูห้องส่วนตัวก็เปิดออก
ฉินหลัวซือยืนกอดอกอยู่ด้านใน มองสามีของตนด้วยสายตาเย็นเยียบ
“ตรวจสอบประตูเสร็จแล้วหรือยัง?”
ร่างของเยวียนจ้าวคุนแข็งค้างทันที
“หลัวซือ เจ้าฟังข้าอธิบายก่อน...”
ฉินหลัวซือไม่ได้สนใจคำแก้ตัวของสามี นางหันไปเรียกหลานชายแทน
“รันเอ๋อร์”
“ว่าอย่างไรท่านป้า?”
“เจ้าเข้ามานี่ ข้ามีเรื่องจะถาม”
เยวียนจ้าวคุนรีบชี้หน้าตนเอง
“แล้วข้าเล่า?”
ฉินหลัวซือแค่นเสียง
“หึ อยากเข้าก็เข้ามา”
เยวียนจ้าวคุนรีบตามเข้าไปทันที ยูรันจึงเดินตามหลังอย่างเกียจคร้าน ก่อนทั้งสองจะนั่งลงตรงข้ามฉินหลัวซือกับเสิ่นเยียนหรง
“ท่านป้าต้องการถามเรื่องใด?”
ฉินหลัวซือเหลือบมองเสิ่นเยียนหรง ก่อนกล่าวอย่างอ้อมค้อม
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่านางจะไม่กลายเป็นอย่างที่ข้ากังวล?”
ยูรันกวาดตามองสตรีทั้งสอง ก่อนย้อนถาม
“ท่านต้องการรู้คำตอบจริง ๆ หรือ?”
“จริง”
“ถ้าเช่นนั้น ท่านป้า คนเรามีสัมผัสทั้งหมดกี่ชนิด?”
ฉินหลัวซือขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ห้า เจ้าถามเรื่องนี้ทำไม?”
“แล้วท่านเคยได้ยินเรื่องสัมผัสที่หกหรือไม่?”
“เคย สัมผัสที่หกทำให้คนเรารับรู้ถึงอันตรายล่วงหน้าได้”
ยูรันส่ายหน้า
“จะกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูกทั้งหมด สัมผัสที่หกคือการยกระดับสัญชาตญาณจนถึงขีดสุดต่างหาก”
“แตกต่างกันตรงไหน?”
“แตกต่างสิ ต่อให้ท่านรับรู้ว่าอันตรายกำลังจะมาถึง แต่หากสัญชาตญาณของร่างกายตอบสนองไม่ทัน ท่านก็ยังหลบไม่ได้อยู่ดี”
ยูรันยกนิ้วขึ้นแตะขมับตนเอง
“เมื่อสัญชาตญาณถูกยกระดับจนถึงขีดสุด การรับรู้ถึงอันตรายและการตอบสนองจะเกิดขึ้นพร้อมกัน แบบนั้นจึงเรียกว่าสัมผัสที่หกอย่างแท้จริง”
ฉินหลัวซือพยักหน้าช้า ๆ
“เจ้ากำลังจะบอกว่า เพราะเจ้ามีสัมผัสที่หก จึงรับรู้ได้ว่าเสิ่นเยียนหรงไม่เป็นอันตรายหรือ?”
“ใครบอก?”
“……”
ยูรันกล่าวต่อราวกับไม่เห็นสีหน้าของผู้เป็นป้า
“ข้าจะถามว่าท่านรู้จักสัมผัสที่เจ็ดหรือไม่?”
เยวียนจ้าวคุนอดกล่าวแทรกไม่ได้
“เดี๋ยวก่อน ยังมีสัมผัสที่เจ็ดด้วยหรือ?”
“มีสิ สัมผัสที่เจ็ดคือการสัมผัสถึงตัวตนและโชคชะตาของตนเอง”
ฉินหลัวซือถาม
“หมายความว่าอย่างไร?”
“หมายความว่าข้าสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวข้ากับผู้ที่มีสายสัมพันธ์ร่วมกันได้”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน
“ข้าจึงรู้ได้ว่าท่านแม่คือมารดาของข้า และรู้ว่าชิงฝูเป็นน้องสาวตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน”
“แล้วสัมผัสที่เจ็ดเกี่ยวข้องกับคำถามของข้าอย่างไร?”
ฉินหลัวซือหรี่ตาลง
“หรือเจ้าจะบอกว่าเจ้ามองเห็นโชคชะตาของตนเอง และรู้ว่านางจะทำสิ่งใดในอนาคต?”
ยูรันส่ายหน้าอีกครั้ง
“เปล่า ข้ากำลังจะถามต่อว่าท่านรู้จักสัมผัสที่แปดหรือไม่?”
“ห๊ะ?!”
คราวนี้ทั้งฉินหลัวซือกับเยวียนจ้าวคุนอุทานขึ้นพร้อมกัน
“ยังมีสัมผัสที่แปดอีกหรือ?!”
“มี”
ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนเริ่มอธิบายอย่างจริงจัง
“สัมผัสที่หก เมื่อบรรลุถึงขีดสุด จะทำให้ข้าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสัมผัสทั้งห้าอีกต่อไป ข้าสามารถใช้มันแทนการมองเห็น การได้ยิน และรับรู้ทุกสิ่งรอบกายในรัศมีซึ่งข้าต้องการ คล้ายกับสัมผัสวิญญาณหรือจิตสัมผัส”
“ส่วนสัมผัสที่เจ็ด คือการละทิ้งการรับรู้จากภายนอกทั้งหมด แล้วหันกลับมามองตัวตนกับโชคชะตาของตนเอง”
“เมื่อหลอมรวมสัมผัสทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วใช้การรับรู้นั้นหันกลับไปมองโลกภายนอกอีกครั้ง จึงจะถือว่าก้าวเข้าสู่สัมผัสที่แปด”
สีหน้าของยูรันสงบนิ่งลง
“ความสามารถของมันคือการมองเห็นแนวโน้มของอนาคตและโชคชะตาของผู้อื่น”
เยวียนจ้าวคุนสะดุ้งเฮือก
“ว่าอย่างไรนะ? เจ้ามองเห็นอนาคตได้?!”
“จะรีบตกใจไปทำไม ไม่เชิงว่าเป็นการมองเห็นอนาคตทั้งหมดเสียหน่อย”
ยูรันยักไหล่
“เรียกว่าการพยากรณ์น่าจะถูกต้องกว่า ข้าเรียกความสามารถนี้ว่า ‘เนตรพยากรณ์’”
“เมื่อรวมข้อมูลจากสัมผัสทั้งหมด ข้าสามารถมองเห็นได้ว่าคนผู้หนึ่งมีแนวโน้มจะเติบโตไปในทิศทางใด นิสัย ความคิด และการตัดสินใจของเขาจะนำพาไปสู่ปลายทางแบบไหน”
เขาเหลือบมองเสิ่นเยียนหรง
“แต่อนาคตก็คืออนาคต มันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ บางครั้งเส้นทางซึ่งข้ามองเห็นอาจขุ่นมัวจนไม่อาจสรุปได้ และเพียงคนผู้นั้นตัดสินใจเลือกเส้นทางใหม่ อนาคตทั้งหมดก็อาจเปลี่ยนไปเช่นกัน”
เสิ่นเยียนหรงนั่งฟังอย่างเงียบงัน หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“สำหรับแม่นางเสิ่น สิ่งที่ข้ามองเห็นในตัวนางยังคงมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรืออนาคตอันใกล้ นางไม่ได้ต้องการตำแหน่งหรืออำนาจอย่างที่ท่านกังวล”
ฉินหลัวซือถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“แล้วอนาคตหลังจากนั้นเล่า?”
“ข้ารับรองไม่ได้”
ยูรันตอบโดยไม่ลังเล
“ไม่มีผู้ใดรับรองตัวเลือกของคนอีกคนได้ตลอดชีวิต ข้าบอกได้เพียงว่านางในตอนนี้เป็นเช่นไร และหากนางยังคงเลือกเส้นทางเดิม ปลายทางของนางจะเป็นอย่างไรเท่านั้น”
เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ
“แต่หากวันหนึ่งนางเปลี่ยนไปจนกลายเป็นคนแบบหลิงเฟิง ท่านป้าก็ไม่ต้องกังวล”
“เพราะถึงตอนนั้น ข้าจะจัดการนางด้วยตนเอง”
ภายในห้องพลันเงียบสนิท
เสิ่นเยียนหรงรู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง ทว่านางกลับไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองแม้แต่น้อย เพราะคำกล่าวนี้มิใช่เพียงคำข่มขู่ แต่เป็นคำยืนยันว่าตราบใดที่นางยังไม่คิดทำร้ายผู้ใด ยูรันก็จะไม่ตัดสินนางจากอดีตหรือฐานะของนางเช่นกัน
ฉินหลัวซือมองหลานชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“เข้าใจแล้ว”