ตอนที่ 459 เจ้าแน่ใจหรือว่าเขาเอานางไม่อยู่
ยูรันมองฉินหลัวซือ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ท่านป้า หากยังไม่เชื่อใจนาง อย่างน้อยก็เชื่อใจข้าเถอะ”
“เมื่อต้องตัดสินความผิด ข้าเท่าเทียมและยุติธรรมกับทุกคนเสมอ”
ฉินหลัวซือมองเขาอย่างประหลาดใจ
“เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าคำพูดนี้ไม่เหมือนสิ่งที่ควรออกมาจากปากเจ้าเลย?”
ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“เพราะผู้ตัดสินตัวจริงมิใช่ข้า แต่เป็นพญายมต่างหาก”
“ข้าแค่ส่งพวกมันไปให้เขาตัดสินเท่านั้นเอง ฮ่า ๆ ๆ!”
“……”
เสิ่นเยียนหรงรู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง ส่วนเยวียนจ้าวคุนได้แต่ยกมือขึ้นนวดขมับ
ฉินหลัวซือกลับไม่ได้มีท่าทีแปลกใจมากนัก เห็นได้ชัดว่านางเริ่มคุ้นเคยกับนิสัยของหลานชายผู้นี้แล้ว
ยูรันลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนบิดขี้เกียจเล็กน้อย
“ถ้าเช่นนั้นข้าไปก่อนนะ พวกท่านค่อย ๆ คุยกัน อย่าฆ่ากันเสียก่อนเล่า”
เขาหันไปทางประตู
“ข้าออกไปเดินเล่นข้างนอกดีกว่า เผื่อจะมีไอโง่สักคนเข้ามาหาเรื่อง จะได้มีอะไรสนุก ๆ ทำ”
กล่าวจบ ยูรันก็เดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้คนที่เหลือมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
ฉินหลัวซือถอนหายใจ ก่อนหันกลับมาหาเสิ่นเยียนหรง
“เอาเถอะ ในเมื่อรันเอ๋อร์ยอมกล่าวรับรองเจ้า ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง”
เสิ่นเยียนหรงชะงัก
“ท่านฉิน...”
“แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ข้ายังไม่ได้ยอมรับเจ้าทั้งหมด”
ฉินหลัวซือกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“จงใช้การกระทำพิสูจน์ว่าข้าสามารถเชื่อใจเจ้าได้ หากวันหนึ่งเจ้าเข้ามาเป็นคนของครอบครัวจริง ข้าต้องการให้ทุกคนเคารพและจริงใจต่อกัน”
“ภรรยาของหลานชายข้าแม้จะมีจำนวนมาก แต่พวกนางล้วนอยู่ร่วมกันดุจพี่น้อง ข้าไม่ต้องการเห็นการแก่งแย่งอำนาจ วางแผนใส่ร้าย หรือสร้างความวุ่นวายภายในครอบครัว”
เสิ่นเยียนหรงรีบพยักหน้า
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะพิสูจน์ตนเองด้วยการกระทำ”
“ดี”
ฉินหลัวซือพยักหน้ารับ
“จากนี้ก็ย้ายไปอยู่ตำหนักเสวียนเยว่เสีย ข้าจะจัดเรือนรับรองให้เจ้าพักชั่วคราว ส่วนเรื่องสถานะเอาไว้ค่อยว่ากันภายหลัง”
เสิ่นเยียนหรงเบิกตากว้าง
“แต่ว่าข้า...”
“ไม่มีแต่”
ฉินหลัวซือตัดบททันที
“เจ้าจะทำงานให้หอสมบัติแห่งนี้ต่อก็ไม่มีผู้ใดห้าม เพียงไม่จำเป็นต้องพักอยู่ที่นี่อีก ส่วนข่าวลือภายนอก ข้าจะเป็นผู้จัดการเอง”
ดวงตาของเสิ่นเยียนหรงเริ่มแดงระเรื่อ นางรีบลุกขึ้นประสานมือคารวะ
“ขอบคุณท่านฉินเจ้าค่ะ”
ฉินหลัวซือแค่นเสียงเบา ๆ ก่อนหันไปมองบุรุษเพียงคนเดียวภายในห้อง
“แล้วก็เจ้า ตาแก่”
เยวียนจ้าวคุนซึ่งกำลังยิ้มกว้างรีบยืดหลังตรง
“จ้ะ เมียจ๋า!”
“ทำให้นางมั่นใจให้ได้ว่าความรู้สึกของเจ้ามิได้เกิดจากความสงสารเพียงอย่างเดียว”
ฉินหลัวซือหรี่ตาลง
“หากรับนางเข้ามาแล้วกลับทอดทิ้งนาง หรือทำให้คนในครอบครัวต้องแตกแยก ข้าจะถีบหัวส่งเจ้าออกจากตำหนักเสียเอง”
“ถึงตอนนั้นตำแหน่งเจ้าตำหนักก็ไม่ต้องเป็นแล้ว ยกให้ข้าเสีย”
เยวียนจ้าวคุนพยักหน้ารัว ๆ ด้วยความดีใจ
“เข้าใจแล้วจ้ะ! ข้ารับรองว่าจะไม่มีวันเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นอย่างแน่นอน!”
เสิ่นเยียนหรงก้มหน้าลงเพื่อซ่อนใบหน้าซึ่งแดงระเรื่อ ขณะที่ฉินหลัวซือมองท่าทางของทั้งสองด้วยความรู้สึกเหนื่อยใจ
เยวียนจ้าวคุนนึกถึงหลานชายซึ่งเพิ่งเดินออกไป จึงถามขึ้น
“แล้วพวกเราไม่ตามไปดูเขาหน่อยหรือ?”
“ไม่จำเป็น”
ฉินหลัวซือตอบโดยไม่ลังเล
“เจ้าเด็กนั่นแข็งแกร่งกว่าทั้งข้าและเจ้าไปนานแล้ว ผู้ใดโง่พอจะเข้าไปหาเรื่องเขา ได้พิการกลับไปแน่ๆ”
เยวียนจ้าวคุนครุ่นคิดถึงฉู่เหวินไคกับผู้คนซึ่งเคยเข้ามาหาเรื่องยูรัน ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ก็จริง”
ฉินหลัวซือลุกขึ้นจากที่นั่ง
“ไปหาชิงเหยากันก่อนเถอะ ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว ข้าจะถือโอกาสเดินดูกิจการแห่งนี้ด้วย”
ยูรันเดินลงมาถึงชั้นหนึ่ง ก่อนฝีเท้าจะหยุดลงเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
เยวียนเหวินอวี้กำลังยืนอยู่กลางกลุ่มลูกค้า ใบหน้าเล็กแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุรา มือข้างหนึ่งถือถ้วย อีกข้างกอดไหสุราเอาไว้แน่น บนโต๊ะรอบตัวนางมีไหเปล่าวางกองอยู่มากกว่าสิบใบ
พนักงานหญิงซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลนางพยายามแย่งไหสุราออกมาด้วยสีหน้าแทบร้องไห้
“คุณหนูเจ้าคะ พอเถอะเจ้าค่ะ! คุณหนูยังอายุน้อย ดื่มมากเกินไปไม่ดีต่อร่างกายนะเจ้าคะ!”
นางลดเสียงลง ก่อนกล่าววิงวอน
“หากคุณชายใหญ่ลงมาเห็นเข้า ศีรษะของบ่าวอาจหลุดออกจากบ่าได้จริง ๆ นะเจ้าคะ!”
ฉู่เหวินไคเองก็ยืนช่วยห้ามอยู่อีกด้าน
“น้องเหวินอวี้ เจ้าพอเถอะ พวกเรากำลังจะชะตาขาดกันหมดแล้ว!”
[บัดซบ! ข้าเผลอหันไปลองสุราชนิดอื่นเพียงครู่เดียว เหตุใดนางถึงดื่มไปมากกว่าสิบไหได้เล่า?!]
[หากพี่เขยลงมาเห็น ข้าตายแน่!]
ทว่าเยวียนเหวินอวี้กลับยกไหสุราหลบมือของทั้งสอง ก่อนโบกแขนอย่างฮึกเหิม
“ยังไม่พอ! เอามาอีกกกก!”
นางตบอกตนเองดังป้าบ
“วันนี้ข้าเลี้ยงเอง ทุกคนดื่มให้เต็มที่!”
เหล่าลูกค้าซึ่งกำลังสนุกได้ที่ต่างยกถ้วยขึ้นพร้อมกัน
“คุณหนูเหวินอวี้ใจกว้างยิ่งนัก!”
“ดื่มแด่คุณหนู!”
“ชนถ้วย!”
“ชน!”
พนักงานหญิงกับฉู่เหวินไคพยายามห้ามอย่างสุดกำลัง แต่ไม่มีผู้ใดกล้าใช้กำลังแย่งไหสุรา เพราะเกรงว่าจะทำให้เยวียนเหวินอวี้บาดเจ็บ
กล่าวง่าย ๆ ไม่ว่าจะเลือกทางใด พวกเขาก็รู้สึกว่าชะตาของตนกำลังจะชะตาขาดอยู่ดี
ทันใดนั้น เสียงเฮฮาทั่วชั้นหนึ่งก็เงียบหายไปพร้อมกัน
ลูกค้าซึ่งยกถ้วยค้างอยู่กลางอากาศค่อย ๆ ลดมือลง ก่อนพากันหลบสายตาไปคนละทิศละทาง
เยวียนเหวินอวี้ยังไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ นางยกถ้วยขึ้นสูงกว่าเดิม
“พวกเจ้าเงียบกันทำไมเล่า? ต่อสิ!”
“ชนถ้วย!”
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบรับแม้แต่คนเดียว
ฉู่เหวินไคหันกลับไปมองด้านหลัง ก่อนใบหน้าจะซีดเผือดในทันที
[ชิบหายแล้ว...]
เยวียนเหวินอวี้ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
“เอ้า! ต่อเร็ว อย่าหยุดสิ!”
ฉู่เหวินไครีบสะกิดแขนของนาง
“เอ่อ...น้องหญิง”
“อย่ามาสะกิดข้า!”
“น้องหญิง...”
“อะไรอีก?!”
ฉู่เหวินไคกลืนน้ำลาย ก่อนชี้นิ้วสั่น ๆ ไปด้านหลังของนาง
“ข้างหลัง...”
“โอ๊ย รำคาญจริง! ข้างหลังข้ามันจะมีอะไรนักหนา?”
เยวียนเหวินอวี้หันกลับไปมอง ก่อนร่างทั้งร่างจะแข็งค้าง
ยูรันยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล สายตาของเขากวาดผ่านไหสุรามากกว่าสิบใบบนโต๊ะ ก่อนกลับมาหยุดอยู่บนใบหน้าของนาง
เพล้ง!
ไหสุราในมือเยวียนเหวินอวี้หลุดตกลงพื้นและแตกกระจาย
ทั่วทั้งชั้นหนึ่งเงียบกริบจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
ยูรันมองภาพตรงหน้า ก่อนเอ่ยถามเพียงสั้น ๆ
“นิดเดียว?”
เยวียนเหวินอวี้สร่างเมาขึ้นมาเกือบครึ่งหนึ่งในทันที
“พะ...พี่ชายจ๋า...”
ดวงตาของนางกลอกไปมาอย่างรวดเร็ว ก่อนยกมือชี้ทุกคนรอบกาย
“เป็นพวกเขาเจ้าค่ะ!”
“พวกเขาบังคับให้ข้าดื่ม ทุกคนร่วมมือกันบังคับข้า ข้าไม่อยากดื่มเลยแม้แต่น้อย!”
“หาาาา?!”
เสียงอุทานของผู้คนทั่วชั้นหนึ่งดังขึ้นพร้อมกัน
พนักงานหญิงแทบทรุดลงกับพื้น
“คุณหนูใส่ร้ายบ่าวเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ! บ่าวคุกเข่าขอร้องให้ท่านหยุดดื่มมาตั้งนานแล้ว!”
ฉู่เหวินไครีบพยักหน้ารัว ๆ
“ใช่ขอรับ! นางยังขู่ว่าหากผู้ใดไม่ยอมชนถ้วย จะสั่งให้หักเงินเดือนผู้นั้นอีกด้วย!”
ลูกค้าคนหนึ่งรวบรวมความกล้า ก่อนกล่าวสนับสนุน
“คุณชายใหญ่ พวกเราเองก็ถูกคุณหนูบังคับให้ดื่มจริง ๆ ขอรับ!”
“คนโกหก!”
เยวียนเหวินอวี้หันไปถลึงตาใส่พวกเขา
ยูรันพยักหน้าช้า ๆ
“อืม ในเมื่อเจ้าไม่อยากดื่มเลยแม้แต่น้อย เช่นนั้นก็งดดื่มไปสามปีแล้วกัน”
ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้เบิกกว้าง
“หา?! ไม่ได้นะเจ้าคะ พี่ชายจ๋า!”
นางรีบกอดแขนเขาแน่นกว่าเดิม
“สุราของที่นี่อร่อยมาก ข้าไม่ได้ไม่อยากดื่ม ข้าแค่...แค่เผลอพูดผิดไปเท่านั้นเอง!”
“ไม่ได้”
ยูรันปฏิเสธโดยไม่ลังเล
“เจ้าเพิ่งอายุสิบห้าปี ตบะก็อยู่เพียงขั้นหลอมรวมปราณ ยังไม่สามารถขับพิษสุราออกจากร่างกายได้ทั้งหมด แล้วจะดื่มมากมายถึงเพียงนี้ไปทำไม?”
เขากวาดตามองผู้คนทั่วชั้นหนึ่ง ก่อนประกาศเสียงเรียบ
“นับจากวันนี้ ผู้ที่อายุต่ำกว่าสิบแปดปีห้ามซื้อหรือดื่มสุราภายในหอแห่งนี้ทุกกรณี”
“หากตบะก้าวขึ้นสู่ขั้นสร้างรากฐานแล้ว ข้าจะอนุโลมให้ดื่มได้ หรือไม่ก็ต้องได้รับอนุญาตจากข้าโดยตรง”
“ไม่มีข้อยกเว้น ต่อให้เป็นท่านแม่ของข้ามาขอร้อง ข้าก็ไม่อนุญาต”
เถียนซูเจินซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลรีบจดจำคำสั่งทั้งหมดเอาไว้ทันที
เยวียนเหวินอวี้ส่ายหน้าไม่หยุด
“ไม่ได้นะเจ้าคะ! พี่ชายจ๋า ข้าผิดไปแล้ว สามปีมันนานเกินไป!”
นางชูนิ้วขึ้นสองนิ้ว
“ต่อจากนี้ข้าสัญญาว่าจะดื่มไม่เกินวันละสองจอกเจ้าค่ะ!”
ยูรันหรี่ตาลง
“ไม่เกินวันละสองจอก หมายความว่าเจ้าคิดจะดื่มทุกวัน?”
“อึก...”
เยวียนเหวินอวี้รู้ตัวว่าหลุดปาก จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าแค่ทะลวงขึ้นสู่ขั้นสร้างรากฐานก็พอใช่ไหม?”
ดวงตาของนางเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง
“เดี๋ยวข้าจะไปขอเงินท่านพ่อซื้อโอสถมาบำรุงตบะ อีกเพียงเล็กน้อยข้าก็จะสร้างรากฐานได้แล้ว!”
“ห้ามใช้โอสถ”
“ง๊ะ?!”
เยวียนเหวินอวี้ทำแก้มพองอย่างขุ่นเคือง
“เหตุใดเล่า? นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ พี่ชายจ๋าจงใจรังแกข้าชัด ๆ!”
ยูรันยกนิ้วขึ้นดีดหน้าผากนางเบา ๆ
เป๊าะ!
“เป็นเด็กเป็นเล็ก เหตุใดจึงชอบดื่มสุรานัก? คิดจะเป็นเซียนสุราหรืออย่างไร?”
“แล้วข้าก็ไม่ชอบให้ผู้ใดใช้โอสถเร่งตบะ มันไม่ต่างจากพวกเสพยา หากพึ่งพาโอสถจนเคยตัว รากฐานจะไม่มั่นคง ต่อให้ระดับพลังสูงขึ้นก็เป็นเพียงเปลือกนอก”
“ทัณฑ์โอสถของผู้ฝึกสายโอสถถึงได้กระจ้อยร่อย อ่อนแอกว่าทัณฑ์ปกติอีก”
“กรณีของท่านแม่เป็นเหตุฉุกเฉินและจำเป็นต้องคานอำนาจภายในตระกูล จึงนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้”
เขาก้มมองเยวียนเหวินอวี้
“เพราะฉะนั้น ข้าไม่อนุญาต”
“พี่ชายใจร้าย!”
เยวียนเหวินอวี้ทิ้งตัวลงนอนกับพื้น ก่อนกลิ้งไปกลิ้งมาพลางร้องไห้เสียงดัง
“แงงง! ข้าถูกพี่ชายรังแก! ข้าไม่ยอมมม!”
ผู้คนรอบด้านต่างพากันเบือนหน้าหนี ไม่กล้ามองภาพตรงหน้านานเกินไป
ชายหนุ่มคนหนึ่งกระซิบกับสหาย
“ขนาดคุณชายใหญ่ยังเอาคุณหนูเหวินอวี้ไม่อยู่ แล้วผู้ใดจะเอานางอยู่กัน?”
สหายของเขาเหลือบมองสีหน้าเรียบเฉยของยูรัน
“เจ้าแน่ใจหรือว่าเขาเอานางไม่อยู่?”