ตอนที่ 461 ขายขยะได้ยี่สิบสี่ล้านแปดแสน
ความเงียบดำเนินอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนเยวียนจ้าวคุนจะหันขวับไปหาเถียนซูเจิน
“ราคาเริ่มต้นเท่าไรนะ?”
“หนึ่งเหรียญเจ้าค่ะ”
“โอสถประสานทารกวิญญาณระดับหกซึ่งผ่านทัณฑ์โอสถมาแล้ว ราคาเริ่มต้นเพียงหนึ่งเหรียญเนี่ยนะ?!”
เถียนซูเจินยิ้มแห้ง ๆ ก่อนเหลือบมองยูรัน
“เป็นคำสั่งของคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ เขาบอกให้เลือกสินค้าบางชิ้นออกมาเปิดประมูลด้วยราคาต่ำเพื่อเรียกแขก”
ยูรันพยักหน้า
“อืม อย่างไรก็เป็นเพียงขยะ ราคาเท่าไรก็มีกำไรทั้งนั้น”
เถียนซูเจินรีบนำทุกคนกลับเข้าไปภายในอาคารหลัก ห้องโถงชั้นหนึ่งซึ่งเดิมใช้สำหรับดื่มสุราถูกจัดใหม่อย่างรวดเร็ว เวทีขนาดย่อมถูกยกขึ้นตรงกลาง ส่วนโต๊ะกับเก้าอี้นับร้อยถูกจัดเรียงหันหน้าเข้าหาเวที
แม้จะเป็นการประมูลซึ่งเพิ่งประกาศก่อนเริ่มไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม แต่ที่นั่งกลับเต็มจนแทบไม่เหลือ คนซึ่งเข้ามาไม่ทันต้องยืนเบียดกันอยู่ด้านหลัง ส่วนผู้มีฐานะกับตัวแทนตระกูลใหญ่ต่างจับจองห้องรับรองบนชั้นสองจนหมด
เมื่อยูรันปรากฏตัว เสียงซุบซิบทั่วทั้งโถงก็ดังขึ้นทันที
“คุณชายใหญ่มาแล้ว!”
“โอสถเม็ดนี้เป็นสิ่งที่เขาหลอมขึ้นจริงหรือ?”
“ข้าเห็นด้วยตาตนเองว่าเขานำโอสถหลายพันเม็ดมามอบให้หอ ทุกเม็ดล้วนมีลวดลายโอสถสมบูรณ์แบบ!”
“หลายพันเม็ด? เจ้าฝันอยู่หรืออย่างไร?”
“หากไม่เชื่อก็รอดูเองเถอะ!”
ยูรันไม่สนใจเสียงพูดคุย เขาเดินขึ้นไปยังห้องรับรองขนาดใหญ่ที่สุดบนชั้นสอง ก่อนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ยาวอย่างเกียจคร้าน
เยวียนชิงเหยานั่งลงข้างบุตรชาย ส่วนคนอื่น ๆ ต่างเลือกที่นั่งตามสะดวก
เยวียนชิงฝูรีบขยับเข้ามาใกล้
“ท่านพี่เจ้าคะ หากขายได้ราคา กำไรห้าส่วนก็ต้องแบ่งให้ข้าด้วยใช่ไหม?”
“ต้องขอจากท่านแม่ไม่ใช่รึ?”
นางหันไปหาเยวียนชิงเหยาทันที
“ท่านแม่...”
“แม่จะเก็บไว้ให้”
“แต่ข้าอยากเก็บเองนี่เจ้าคะ!”
“ไม่ได้”
เยวียนชิงฝูทำแก้มพอง ก่อนหันกลับไปกอดแขนพี่ชายอย่างขุ่นเคือง
ไม่นาน แสงภายในห้องโถงก็ค่อย ๆ หรี่ลง เหลือเพียงแสงจากไข่มุกราตรีซึ่งส่องตรงไปยังเวทีกลาง
เถียนซูเจินก้าวขึ้นไปบนเวทีด้วยตนเอง นางกวาดตามองผู้เข้าร่วมประมูลจนทั่ว ก่อนประสานมือ
“ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติเข้าร่วมการประมูลประจำวันครั้งแรกของหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์เจ้าค่ะ”
“ตามกฎซึ่งประกาศเอาไว้ หอจะนำสินค้าหนึ่งชิ้นออกประมูลทุกวันด้วยราคาเริ่มต้นต่ำ ส่วนสินค้าระดับสูงจะถูกเก็บเอาไว้สำหรับการประมูลใหญ่ในภายหลัง”
“สินค้าชิ้นแรกในวันนี้คือโอสถระดับหก ‘โอสถประสานทารกวิญญาณ’ ขั้นสมบูรณ์แบบหนึ่งเม็ด!”
พนักงานหญิงสองคนเดินขึ้นมาบนเวทีพร้อมถาดหยก บนถาดมีขวดหยกสีขาววางอยู่ภายใต้ครอบผลึกโปร่งใส
เถียนซูเจินเปิดฝาขวด ก่อนใช้พลังลมปราณประคองโอสถสีฟ้าอ่อนออกมาอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่โอสถปรากฏ กลิ่นหอมเข้มข้นก็ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้องโถง พื้นผิวของเม็ดยามีลวดลายโอสถเรียงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ และยังมีประกายสายฟ้าขนาดเล็กแล่นผ่านเป็นระยะ
นักหลอมโอสถชราผู้หนึ่งลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง
“ลวดลายโอสถสมบูรณ์แบบจริง ๆ! ประกายสายฟ้านั่นคือร่องรอยจากทัณฑ์โอสถด้วย!”
คนข้างกายรีบถาม
“ท่านแน่ใจหรือ?”
“ข้าหลอมโอสถมามากกว่าร้อยปี เหตุใดจะมองไม่ออก? โอสถเม็ดนี้ไม่มีสิ่งเจือปนแม้แต่น้อย ต่อให้ข้าทุ่มเททั้งชีวิตก็ไม่อาจหลอมของระดับนี้ออกมาได้!”
เสียงฮือฮาพลันดังขึ้นทั่วทั้งโถง
เถียนซูเจินรอให้เสียงเบาลง ก่อนกล่าวต่อ
“โอสถประสานทารกวิญญาณระดับหกทั่วไปสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของทารกวิญญาณได้ประมาณสามส่วน และช่วยประคองไม่ให้ทารกวิญญาณซึ่งบาดเจ็บสาหัสแตกสลายเป็นเวลาเจ็ดวัน”
“แต่โอสถเม็ดนี้มีความบริสุทธิ์สมบูรณ์และผ่านการชำระด้วยทัณฑ์โอสถ ขอเพียงทารกวิญญาณยังไม่แตกสลายหายไปทั้งหมด ไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บหรือแตกร้าวรุนแรงเพียงใด ก็สามารถฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ได้สิบส่วน!”
“นอกจากนี้ยังสามารถขับพิษวิญญาณกับพลังแปลกปลอมออกจนหมด ทั้งไม่ทิ้งพิษโอสถหรืออาการแฝงเอาไว้แม้แต่น้อยเจ้าค่ะ!”
สีหน้าของผู้คนจำนวนมากเปลี่ยนไปทันที
ผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณทารกหลายคนลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง อาการบาดเจ็บของทารกวิญญาณรักษาได้ยากกว่าอาการบาดเจ็บทางกายหลายเท่า หากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป ตบะอาจหยุดชะงักหรือถดถอยจนไม่อาจฟื้นคืนได้ตลอดชีวิต
ยิ่งโอสถเม็ดนี้สามารถซ่อมแซมทารกวิญญาณซึ่งแตกร้าวได้อย่างสมบูรณ์ มูลค่าของมันจึงไม่ต่างจากชีวิตใหม่สำหรับผู้ที่เคยสิ้นหวังไปแล้ว
ชายวัยกลางคนจากที่นั่งด้านหน้าตะโกนขึ้น
“หอของเจ้ารับรองคำกล่าวนี้ได้หรือไม่?”
เถียนซูเจินตอบโดยไม่ลังเล
“หอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์รับรองคุณภาพเต็มจำนวน หากตรวจพบสิ่งเจือปนหรือพิษโอสถแม้แต่น้อย พวกเราจะชดใช้คืนให้สิบเท่าของราคาประมูลเจ้าค่ะ”
“สิบเท่า?!”
“กล้ารับรองถึงเพียงนี้ แสดงว่าของต้องเป็นของจริงแน่นอน!”
เถียนซูเจินยกค้อนประมูลขึ้น
“ราคาเริ่มต้นหนึ่งเหรียญ ทุกครั้งที่เสนอราคาเพิ่มได้โดยไม่จำกัดจำนวน เริ่มประมูลได้เจ้าค่ะ!”
ทั่วทั้งโถงเงียบลงชั่วขณะ
ทุกคนต่างเตรียมใจมาว่าราคาเริ่มต้นหนึ่งเหรียญจริง แต่เมื่อได้ยินกับหูอีกครั้งกลับยังรู้สึกเหลือเชื่ออยู่ดี
ไม่นาน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“สองเหรียญ!”
ผู้คนทั้งห้องหันขวับไปมองชายหนุ่มซึ่งยกป้ายเสนอราคา
ชายหนุ่มผู้นั้นยักไหล่
“ก็นางบอกว่าเพิ่มเท่าไรก็ได้นี่ ข้าเสนอผิดตรงไหน?”
เถียนซูเจินสูดหายใจลึก ก่อนฝืนรักษารอยยิ้มเอาไว้
“หมายเลขหนึ่งร้อยเจ็ดเสนอราคาสองเหรียญ มีผู้ใดให้สูงกว่านี้หรือไม่เจ้าคะ?”
“หนึ่งแสนเหรียญ!”
“ห้าแสน!”
“หนึ่งล้าน!”
“สามล้านเหรียญ!”
เพียงไม่กี่อึดใจ ราคาก็พุ่งจากสองเหรียญขึ้นไปถึงสามล้าน เสียงเสนอราคาดังต่อเนื่องจนเถียนซูเจินแทบไม่มีโอกาสกล่าวแทรก
“ห้าล้าน!”
“เจ็ดล้าน!”
“สิบล้านเหรียญ!”
เมื่อราคาทะลุสิบล้าน ผู้เข้าร่วมประมูลทั่วไปจำนวนมากเริ่มวางป้ายลง เหลือเพียงตัวแทนขุมอำนาจใหญ่ ผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณทารกซึ่งมีอาการบาดเจ็บ และนักหลอมโอสถซึ่งต้องการซื้อกลับไปศึกษา
นักหลอมโอสถชราผู้เดิมยกป้ายขึ้น
“สิบสองล้าน!”
ชายวัยกลางคนจากห้องรับรองฝั่งตรงข้ามเสนอราคาตามทันที
“สิบห้าล้าน!”
“สิบหกล้าน!”
“สิบแปดล้าน!”
เยวียนจ้าวคุนมองราคาซึ่งเพิ่มขึ้นไม่หยุด ก่อนขยับเข้าไปใกล้หลานชาย
“หลานรัก ในแหวนของเจ้ามีโอสถระดับหกแบบนี้อยู่อีกกี่เม็ด?”
“ไม่รู้ น่าจะหลายสิบเม็ดกระมัง ข้าขี้เกียจนับ”
มือของเยวียนจ้าวคุนสั่นเล็กน้อย
“แล้วเจ้าหลอมมันขึ้นมาได้อย่างไร?”
ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดา
“โยนวัตถุดิบลงเตา ปิดฝา รอให้มันหลอมเสร็จ แล้วออกไปรับทัณฑ์โอสถ”
“แค่นั้น?”
“แล้วท่านต้องการอะไรอีก?”
ฉินหลัวซือเหลือบมองสามี
“เลิกถามเถอะ ขืนถามต่อไป เจ้าคงได้สงสัยในความสามารถของตนเองมากกว่าเดิม”
เยวียนจ้าวคุนคอตกลงทันที
ด้านล่าง ราคาประมูลเพิ่มขึ้นถึงยี่สิบล้านเหรียญแล้ว
เยวียนชิงเหยามองโอสถบนเวที ก่อนถามบุตรชาย
“รันเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งห้ามเหวินอวี้ใช้โอสถเร่งตบะมิใช่หรือ แล้วเหตุใดจึงนำมันออกมาขายให้ผู้อื่น?”
ยูรันเอียงศีรษะ
“ข้าไม่ชอบให้คนในครอบครัวใช้ ไม่ได้หมายความว่าข้าจะห้ามคนอื่นใช้เสียหน่อย”
“ถ้าหากทุกคนไม่ใช้ แล้วข้าจะขายขยะพวกนี้ให้ใคร?”
เยวียนชิงเหยาอ้าปากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจยกถ้วยชาขึ้นดื่มโดยไม่ถามอะไรต่อ
“ยี่สิบสองล้านเหรียญ!”
เสียงตะโกนจากห้องรับรองหนึ่งทำให้ทั่วทั้งโถงเงียบลงอีกครั้ง
นักหลอมโอสถชรากัดฟัน ก่อนยกป้ายขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย
“ยี่สิบสามล้าน!”
อีกฝ่ายตอบกลับโดยไม่เว้นช่วง
“ยี่สิบสี่ล้าน!”
นักหลอมโอสถชรามองโอสถบนเวทีด้วยความเสียดาย ทว่าสุดท้ายก็ถอนหายใจแล้ววางป้ายลง
เถียนซูเจินกวาดตามองผู้คนทั่วห้อง
“หมายเลขสิบสองเสนอราคายี่สิบสี่ล้านเหรียญ มีผู้ใดให้มากกว่านี้หรือไม่เจ้าคะ?”
ไม่มีผู้ใดตอบ
“ยี่สิบสี่ล้านเหรียญครั้งที่หนึ่ง!”
“ยี่สิบสี่ล้านเหรียญครั้งที่สอง!”
ทันใดนั้น เสียงของสตรีผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากห้องรับรองชั้นสอง
“ยี่สิบสี่ล้านแปดแสนเหรียญ!”
ผู้เสนอราคายี่สิบสี่ล้านชะงัก ก่อนกำหมัดแน่นอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็ส่ายหน้าและยอมถอย
เถียนซูเจินรออีกหลายอึดใจ เมื่อไม่มีผู้ใดเสนอราคาเพิ่ม นางจึงยกค้อนขึ้น
“ยี่สิบสี่ล้านแปดแสนเหรียญครั้งที่หนึ่ง!”
“ครั้งที่สอง!”
“ครั้งที่สาม!”
ปัง!
“ขอแสดงความยินดีกับแขกหมายเลขยี่สิบสามซึ่งได้รับโอสถประสานทารกวิญญาณระดับหกขั้นสมบูรณ์แบบไปในราคายี่สิบสี่ล้านแปดแสนเหรียญเจ้าค่ะ!”
เสียงปรบมือกับเสียงพูดคุยดังกระหึ่มไปทั่วทั้งห้องโถง
หลายคนเสียดายที่ตนเตรียมเงินมาไม่เพียงพอ ขณะที่อีกส่วนเริ่มสอบถามทันทีว่าวันรุ่งขึ้นหอจะนำสิ่งใดออกประมูล
เถียนซูเจินยิ้มกว้าง ก่อนกล่าวกับทุกคน
“สินค้าสำหรับการประมูลประจำวันพรุ่งนี้จะถูกประกาศในช่วงเช้า ส่วนผู้ที่สมัครสมาชิกจะได้รับข่าวสารล่วงหน้าก่อนผู้อื่นเจ้าค่ะ”
ถ้อยคำนี้ทำให้ผู้คนจำนวนมากลุกออกจากที่นั่ง แล้วพุ่งไปยังโต๊ะสมัครสมาชิกทันที
ภายในห้องรับรอง เยวียนชิงฝูนับนิ้วอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาจะเปล่งประกาย
“ยี่สิบสี่ล้านแปดแสนเหรียญ หากแบ่งกำไรห้าส่วนก็เท่ากับสิบสองล้านสี่แสนเหรียญ!”
นางหันไปกอดแขนมารดา
“ท่านแม่ ส่วนของข้า...”
“แม่จะเก็บไว้ให้”
“ท่านแม่!”
ยูรันยกมือปิดปากหาว ก่อนเอนตัวลงบนเก้าอี้ยาว
“ขายขยะได้ตั้งยี่สิบสี่ล้านแปดแสน ถือว่าใช้ได้”
เยวียนจ้าวคุนมองหลานชายสลับกับโอสถซึ่งถูกส่งมอบอยู่ด้านล่าง สีหน้าของเขาซับซ้อนขึ้นทุกขณะ
[หากโอสถระดับหกเพียงเม็ดเดียวขายได้ยี่สิบสี่ล้านแปดแสน แล้วโอสถตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับหกอีกหลายพันเม็ดของมันจะมีมูลค่ารวมเท่าไรกัน?]
[บัดซบ...ข้าเป็นเจ้าตำหนักมาตั้งหลายปี เหตุใดจึงรู้สึกว่าตนเองยากจนกว่าหลานชายซึ่งเพิ่งกลับบ้านเสียอีก?!]