ตอนที่ 463 โอสถสมานเนื้อทำให้แขนงอกได้หรือไม่
ทันทีที่ยูรันกล่าวจบ เสียงฮือฮาก็ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งหอ ผู้คนต่างหยิบแหวนมิติออกมาตรวจสอบทรัพย์สินของตนอย่างเร่งรีบ
ชายชุดดำกลับไม่ได้มองโอสถเพียงเม็ดเดียว สายตาของเขาเคลื่อนไปมาระหว่างโอสถเม็ดที่สาม เม็ดที่สี่ และเม็ดที่ห้าไม่หยุด
[บ้าจริง ข้าต้องการทั้งสามเม็ด!]
[โอสถประสานกายและตันเถียนใช้รักษาบาดแผลทั้งภายในและภายนอก โอสถต้านร้อยพิษใช้ขับพิษ ส่วนโอสถรักษาวิญญาณใช้ประคองจิตวิญญาณขององค์หญิง]
[ราคาป้ายรวมกันยี่สิบล้านหกแสนสองหมื่นห้าพันเหรียญ หลังหักส่วนลดสี่ส่วนยังเหลือสิบสองล้านสามแสนเจ็ดหมื่นห้าพัน...]
[ขอเพียงได้ทั้งสามเม็ด ข้าก็สามารถยื้อชีวิตองค์หญิง แล้วพานางกลับไปยังทวีปเฉินซิงได้!]
ยูรันสังเกตเห็นสายตาซึ่งเคลื่อนไปมาของเขา ดวงตาพลันหรี่ลงเล็กน้อย
[หืม ดูเหมือนนายหญิงของเขาจะบาดเจ็บหนักกว่าที่คิด ไม่ได้มีเพียงจิตวิญญาณเสียหาย แต่ยังมีบาดแผลร้ายแรงและพิษอยู่ในร่างด้วยสินะ]
ขณะนั้นเอง ชายคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม
“คุณชายใหญ่ ข้าขอถามสักเรื่อง โอสถสมานเนื้อสามารถทำให้แขนซึ่งขาดไปงอกกลับคืนมาได้หรือไม่ขอรับ?”
“ไม่ได้”
ยูรันตอบทันที
“หากแขนที่ขาดยังอยู่ ก็นำมาต่อเข้าที่เดิมแล้วค่อยกินโอสถ เนื้อ กระดูก และเส้นลมปราณจะประสานกลับเข้าหากันเอง”
“แต่หากแขนถูกทำลายหรือสูญหายไปแล้ว ต้องใช้โอสถฟื้นกายระดับห้าจึงจะงอกขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งไม่ใช่โอสถห้าเม็ดที่อยู่ตรงนี้”
ผู้ถามพยักหน้าอย่างเข้าใจ ขณะที่เสียงพูดคุยรอบด้านยิ่งดังขึ้นกว่าเดิม
“เพียงนำแขนกลับมาต่อก็รักษาให้หายสนิทได้ นี่มันไม่ต่างจากมีชีวิตสำรองเลยมิใช่หรือ?!”
“ขอเพียงยังไม่ตาย ไม่ว่าบาดเจ็บภายนอกหรืออวัยวะภายในก็สามารถรักษาได้ทั้งหมด!”
“โอสถระดับสองกับระดับสามทั่วไปทำเช่นนี้ไม่ได้แน่ ต่อให้เป็นโอสถระดับเดียวกัน ประสิทธิภาพก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!”
“แค่ซื้อเก็บไว้ในแหวนมิติสักเม็ด เวลาออกไปทำภารกิจก็อุ่นใจกว่าเดิมหลายเท่าแล้ว!”
ยูรันไม่ได้สนใจเสียงโต้เถียงเหล่านั้น เขาสะบัดมือส่งโอสถทั้งห้าเม็ดไปให้พนักงาน
“เริ่มจากเม็ดแรกเลยแล้วกัน”
พนักงานรับโอสถเอาไว้อย่างระมัดระวัง ก่อนนำเม็ดแรกไปวางบนแท่นจัดแสดง
ระหว่างที่เถียนซูเจินกำลังประกาศรายละเอียด เยวียนชิงฝูก็ขยับเข้ามากระซิบถาม
“ท่านพี่เจ้าคะ ข้ามีเรื่องสงสัย”
“หืม?”
“ในเมื่อท่านพี่ไม่ชอบให้พวกข้าใช้โอสถ แล้วหากวันหนึ่งข้าได้รับบาดเจ็บหนักขึ้นมาจะทำอย่างไรเจ้าคะ?”
“ใช้อาวุธรักษา”
เยวียนชิงฝูกะพริบตาปริบ ๆ
“หา?”
“อาวุธของอวี้เอ๋อร์กับหลิงเอ๋อร์สามารถรักษาบาดแผลได้อยู่แล้ว”
ยูรันกล่าวราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
“อีกอย่าง พวกเรายังมีหมออยู่ตั้งสามคน เพียงแต่ตอนนี้ฝีมือของพวกนางยังไม่พร้อมเท่านั้นเอง”
เยวียนชิงฝูเบิกตากว้าง
“ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ? เหตุใดอาวุธของพวกนางจึงรักษาคนได้ด้วย?”
ยูรันเอียงศีรษะ
“ก็ข้าสร้างให้พวกนางด้วยมือตนเอง เหตุใดจะทำเรื่องแค่นี้ไม่ได้?”
“แงงง! เช่นนั้นท่านพี่ต้องสร้างให้ข้าด้วยนะเจ้าคะ!”
เยวียนชิงฝูรีบกอดแขนเขาแล้วเขย่าไปมา
“ขอข้าคิดดูก่อน”
“ไม่ได้! ท่านพี่ต้องสัญญาก่อน!”
ยูรันถอนหายใจ ก่อนยกมือลูบศีรษะนาง
“อืม ข้าสัญญา แต่ขอคิดก่อนว่าจะสร้างอะไรให้เจ้า”
“เย้! ท่านพี่ดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”
เยวียนชิงลู่ซึ่งนั่งฟังอยู่ด้านข้างเม้มริมฝีปาก ก่อนเรียกเขาเสียงเบา
“ท่านพี่ คือว่า...”
ยูรันหันไปมองนาง
“ของเจ้าก็มี”
ดวงตาของเยวียนชิงลู่เปล่งประกายขึ้นทันที
“ขอบคุณท่านพี่เจ้าค่ะ”
ยูรันถามเยวียนชิงเหยา
"ท่านแม่หลังจากนี้จะไปดูเรื่องสนุกกับข้ารึเปล่า"
เยวียนชิงเหยาส่ายหน้า
“แม่ไม่ไปหรอก แม่อยากตรวจนับเงินที่ได้จากวันนี้ แล้วก็ช่วยซูเจินจัดระเบียบบัญชีกับคนงานภายในหอสักหน่อย”
เยวียนชิงฝูชะงักไปครู่หนึ่ง
“เอ่อ...ท่านแม่เจ้าคะ เมื่อครู่ท่านเพิ่งบอกว่าจะเก็บส่วนแบ่งของข้าเอาไว้ให้ อย่าบอกนะว่าท่านกำลังจะไปนับเงินของข้าด้วย?”
เยวียนชิงเหยาหันไปมองบุตรสาว
“เงินของเจ้าก็ต้องนับรวมอยู่ในบัญชีด้วยสิ ไม่เช่นนั้นแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าต้องเก็บให้เจ้าเท่าไร?”
“แต่ข้ากลัวว่าพอนับเสร็จแล้ว มันจะกลายเป็นเงินของท่านแม่ไปหมดน่ะสิเจ้าคะ...”
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ!”
เยวียนชิงฝูรีบส่ายหน้า ก่อนขยับกลับไปหลบอยู่ข้างยูรัน
ยูรันมองสองแม่ลูกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
“อืม หากถึงเวลาทำอาหารแล้วข้ายังไม่กลับมา ก็บอกทุกคนว่าข้ามีธุระอยู่ข้างนอกแล้วกัน”
เยวียนชิงเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ลูกจะออกไปนานถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
“ยังไม่รู้ ต้องดูว่าคนผู้นั้นจะทำอะไรต่อ”
ยูรันพยักพเยิดไปทางชายสวมหน้ากาก
เยวียนชิงเหยามองตาม ก่อนตอบรับโดยไม่ซักถามเพิ่ม
“เข้าใจแล้ว ระวังตัวด้วยก็แล้วกัน”
ขณะเดียวกัน การประมูลโอสถสมานเนื้อระดับสองก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
“หนึ่งหมื่นเหรียญ!”
“สามหมื่น!”
“ห้าหมื่นเหรียญ!”
ราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจก็พุ่งขึ้นไปถึงหลักแสน
“หนึ่งแสนเหรียญ!”
ชายผู้หนึ่งหันขวับไปทางผู้เสนอราคา ก่อนตะโกนอย่างหัวเสีย
“ไอ้บ้าเอ๊ย! จะรีบปั่นราคาไปทำไม อีกเพียงห้าหมื่นหกพันสองร้อยห้าสิบก็ชนราคาขายตรงแล้ว!”
“หนึ่งแสนสองหมื่น!”
“ไอ้เวร! ข้าเพิ่งบอกให้เพิ่มทีละนิดมิใช่หรือ?!”
“หนึ่งแสนห้าหมื่นเหรียญ!”
คราวนี้ทั่วทั้งหอเงียบลงทันที
ราคาขายตรงของโอสถระดับสองอยู่ที่หนึ่งแสนห้าหมื่นหกพันสองร้อยห้าสิบเหรียญ หากมีผู้เพิ่มราคาอีกเพียงเล็กน้อย การประมูลครั้งนี้ก็จะหมดความหมายทันที
ชายอีกคนสบถอย่างไม่พอใจ
“บัดซบ! เหลือส่วนต่างเพียงหกพันสองร้อยห้าสิบเหรียญ เช่นนั้นข้าไปซื้อจากหน้าหอในราคาป้ายเสียยังดีกว่า!”
เมื่อไม่มีผู้ใดเสนอราคาเพิ่ม เถียนซูเจินจึงยกค้อนขึ้น
“หนึ่งแสนห้าหมื่นเหรียญครั้งที่หนึ่ง!”
“ครั้งที่สอง!”
“ครั้งที่สาม!”
ปัง!
“ขอแสดงความยินดีกับแขกหมายเลขสามสิบเอ็ดซึ่งได้รับโอสถสมานเนื้อระดับสองไปในราคาหนึ่งแสนห้าหมื่นเหรียญเจ้าค่ะ!”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนรีบกล่าวเสริมตามกติกาใหม่
“เมื่อหักส่วนลดฉลองเปิดหอสี่ส่วน ผู้ชนะชำระเงินจริงเพียงเก้าหมื่นเหรียญเจ้าค่ะ!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง ผู้ชนะการประมูลยกกำปั้นด้วยความดีใจ ขณะที่คนซึ่งยอมถอยต่างพากันสบถด้วยความเสียดาย
เมื่อส่งมอบโอสถเม็ดแรกเรียบร้อย เถียนซูเจินก็นำขวดหยกใบที่สองขึ้นมาวางบนแท่นทันที
“สินค้ารายการต่อไป โอสถสมานอวัยวะ ระดับสองเจ้าค่ะ!”
“โอสถเม็ดนี้สามารถรักษาความเสียหายของอวัยวะภายในทุกชนิด ต่อให้หัวใจถูกแทงทะลุ ขอเพียงผู้บาดเจ็บยังมีลมหายใจและกินโอสถได้ทันเวลา อวัยวะที่เสียหายก็จะฟื้นฟูกลับมาอย่างสมบูรณ์!”
สิ้นเสียงประกาศ ป้ายเสนอราคาจำนวนมากก็ถูกยกขึ้นพร้อมกัน
“สองหมื่นเหรียญ!”
“ห้าหมื่น!”
“แปดหมื่นเหรียญ!”
“หนึ่งแสน!”
หลังจากได้บทเรียนจากการประมูลครั้งแรก ทุกคนต่างคอยจับตาราคาป้ายหนึ่งแสนห้าหมื่นหกพันสองร้อยห้าสิบเหรียญเอาไว้อย่างระมัดระวัง ไม่มีผู้ใดกล้าเพิ่มราคาโดยไม่คิดอีก
“หนึ่งแสนสี่หมื่น!”
“หนึ่งแสนห้าหมื่น!”
ชายวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่บริเวณด้านหน้ากัดฟัน ก่อนยกป้ายขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย
“หนึ่งแสนห้าหมื่นห้าพันเหรียญ!”
ผู้ประมูลคนอื่นต่างวางป้ายลงทันที ส่วนต่างจากราคาขายตรงเหลือเพียงหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบเหรียญเท่านั้น ไม่มีเหตุผลให้แข่งขันกันต่อไปอีก
เถียนซูเจินรออยู่หลายอึดใจ เมื่อไม่มีผู้ใดเสนอราคาเพิ่ม นางจึงเคาะค้อนลง
ปัง!
“โอสถสมานอวัยวะปิดการประมูลที่หนึ่งแสนห้าหมื่นห้าพันเหรียญ หลังหักส่วนลดสี่ส่วน ผู้ชนะชำระจริงเก้าหมื่นสามพันเหรียญเจ้าค่ะ!”
ทันทีที่การส่งมอบเม็ดที่สองเสร็จสิ้น พนักงานก็นำขวดหยกใบที่สามขึ้นมาวางบนแท่น
บรรยากาศภายในหอเปลี่ยนไปในทันที
เพราะโอสถสองเม็ดแรกเป็นเพียงโอสถระดับสอง แต่เม็ดที่กำลังจะนำออกประมูลต่อจากนี้คือโอสถระดับสาม!
เถียนซูเจินเปิดฝาขวด กลิ่นโอสถเข้มข้นกว่าเดิมหลายเท่าพลันแผ่กระจายออกมา
“สินค้ารายการที่สาม โอสถประสานกายและตันเถียน ระดับสาม!”
“สามารถรักษาบาดแผลทั้งภายในและภายนอก พร้อมสมานเส้นลมปราณ ตันเถียน และแก่นทองคำซึ่งแตกร้าวให้กลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์!”
ชายชุดดำพลันนั่งตัวตรง มือข้างหนึ่งกำป้ายเสนอราคาเอาไว้แน่น สายตาจับจ้องขวดหยกบนแท่นโดยไม่กะพริบ
[มาแล้ว...]
[โปรดรอข้าอีกหน่อยนะขอรับ องค์หญิง]
การประมูลเริ่มต้นขึ้นทันที ราคาพุ่งทะยานจากหนึ่งเหรียญไปถึงหลักแสนภายในเวลาไม่กี่อึดใจ
“ห้าแสนห้าหมื่น!”
“หกแสน!”
ชายชุดดำกัดฟันยกป้ายขึ้น
“หกแสนสองหมื่นเหรียญ!”
ทั่วทั้งหอเงียบลง ราคานี้ห่างจากราคาขายตรงเพียงห้าพันเหรียญ ไม่มีผู้ใดยอมเสนอเพิ่มอีก
ปัง!
“โอสถประสานกายและตันเถียนปิดการประมูลที่หกแสนสองหมื่นเหรียญ หลังหักส่วนลดสี่ส่วน ผู้ชนะชำระจริงสามแสนเจ็ดหมื่นสองพันเหรียญเจ้าค่ะ!”
ชายชุดดำรีบชำระเงินและรับขวดหยกมาไว้ในมือ เขากำมันแน่นราวกับกำลังปกป้องชีวิตของตนเอง
[ได้มาแล้วหนึ่งเม็ด...]
[เหลือโอสถต้านร้อยพิษกับโอสถรักษาวิญญาณอีกสองเม็ดเท่านั้น!]
ขณะเดียวกัน พนักงานก็นำขวดหยกใบที่สี่ขึ้นวางบนแท่นประมูล