ตอนที่ 464 อย่างน้อยก็ยังรักษาบาดแผลได้
พนักงานวางขวดหยกใบที่สี่ลงบนแท่น ก่อนถอยออกไปอย่างระมัดระวัง
เถียนซูเจินกวาดตามองผู้คนทั่วทั้งหอ
“สินค้ารายการที่สี่ โอสถต้านร้อยพิษ ระดับห้าเจ้าค่ะ!”
“สามารถขจัดพิษทุกชนิดซึ่งมีระดับต่ำกว่าวิญญาณทารกได้อย่างสมบูรณ์ และหลังจากกินเข้าไป ร่างกายจะต้านทานพิษในระดับเดียวกันได้นานหนึ่งวันเต็ม!”
ทันทีที่นางกล่าวจบ เสียงเสนอราคาก็ดังขึ้นจากหลายทิศทางพร้อมกัน
“ห้าแสนเหรียญ!”
“หนึ่งล้าน!”
“สองล้านเหรียญ!”
ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนชายชุดดำแทบไม่มีโอกาสแทรก เขากำป้ายเสนอราคาแน่น ก่อนกัดฟันตะโกนออกไป
“สามล้านห้าแสนเหรียญ!”
“สี่ล้าน!”
“สี่ล้านสองแสน!”
นี่คือจำนวนเงินสูงสุดที่เขาสามารถนำออกมาได้โดยไม่ต้องขายสมบัติซึ่งใช้เดินทางกลับทวีปเฉินซิง
ทว่าเสียงของชายชราจากห้องรับรองชั้นสองกลับดังตามมาติด ๆ
“ห้าล้านเหรียญ!”
ชายชุดดำหน้าซีดลงทันที
ยังไม่ทันที่เขาจะตั้งสติ ราคาก็ถูกผู้คนจากขุมอำนาจใหญ่ผลักสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“เจ็ดล้าน!”
“แปดล้านห้าแสน!”
“เก้าล้าน!”
เมื่อราคาขยับเข้าใกล้ราคาขายตรง ผู้เสนอราคาก็ค่อย ๆ เหลือน้อยลง
สุดท้าย ชายชราคนเดิมก็ยกป้ายขึ้นอีกครั้ง
“เก้าล้านแปดแสนเหรียญ!”
ไม่มีผู้ใดเสนอราคาเพิ่ม
ปัง!
“โอสถต้านร้อยพิษปิดการประมูลที่เก้าล้านแปดแสนเหรียญ หลังหักส่วนลดสี่ส่วน ผู้ชนะชำระจริงห้าล้านแปดแสนแปดหมื่นเหรียญเจ้าค่ะ!”
ชายชุดดำมองโอสถถูกส่งมอบให้ผู้อื่นด้วยดวงตาแดงก่ำ ทว่ายังไม่ทันได้เสียใจ พนักงานก็นำขวดหยกใบสุดท้ายขึ้นมาวางบนแท่นแล้ว
“สินค้ารายการสุดท้าย โอสถรักษาวิญญาณ ระดับห้าเจ้าค่ะ!”
เพียงชื่อของมันถูกประกาศ บรรยากาศทั่วทั้งหอก็หนักอึ้งขึ้นทันที
โอสถสำหรับรักษาบาดแผลทางจิตวิญญาณหาได้ยากกว่าโอสถรักษาร่างกายหลายเท่า ต่อให้เป็นขุมอำนาจใหญ่ก็อาจไม่มีเก็บไว้แม้แต่เม็ดเดียว
“หนึ่งล้านเหรียญ!”
“สามล้าน!”
“สี่ล้านเหรียญ!”
ชายชุดดำรีบยกป้ายขึ้น
“สี่ล้านสองแสนเหรียญ!”
เขาเสนอทรัพย์สินทั้งหมดซึ่งสามารถใช้ได้ออกไปโดยไม่เหลือทางถอย แม้แต่ลมหายใจก็หยุดลงขณะรอฟังว่าจะมีผู้ใดเพิ่มราคาอีกหรือไม่
ความเงียบคงอยู่เพียงชั่วอึดใจ
“หกล้านเหรียญ”
เสียงเรียบเฉยจากห้องรับรองชั้นบนทำลายความหวังของเขาลงในพริบตา
หลังจากนั้น ราคาก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
“แปดล้าน!”
“เก้าล้านห้าแสน!”
“เก้าล้านแปดแสน!”
สตรีในห้องรับรองฝั่งตะวันออกยกป้ายขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย
“เก้าล้านเก้าแสนห้าหมื่นเหรียญ!”
ราคานี้ห่างจากราคาขายตรงเพียงห้าหมื่นเหรียญ ผู้ประมูลทั้งหมดจึงยอมวางป้ายลง
เถียนซูเจินเคาะค้อนปิดการประมูล
ปัง!
“โอสถรักษาวิญญาณปิดการประมูลที่เก้าล้านเก้าแสนห้าหมื่นเหรียญ หลังหักส่วนลดสี่ส่วน ผู้ชนะชำระจริงห้าล้านเก้าแสนเจ็ดหมื่นเหรียญเจ้าค่ะ!”
ชายชุดดำก้มมองขวดโอสถประสานกายและตันเถียนในมือ ความผิดหวังกับความกังวลปรากฏอยู่ในแววตาอย่างชัดเจน
ทว่าสุดท้ายเขาก็สูดลมหายใจลึก แล้วเก็บขวดหยกเข้าไปในแหวนมิติอย่างระมัดระวัง
[อย่างน้อยโอสถเม็ดนี้ก็ยังรักษาบาดแผลขององค์หญิงได้]
[ส่วนเรื่องพิษกับวิญญาณที่กำลังแตกซ่าน ยังพอยื้อเวลาเอาไว้ได้อยู่]
[ข้าต้องรีบนำโอสถกลับไปให้นางก่อน ทุกลมหายใจล้วนมีค่า!]
เมื่อคิดได้ดังนั้น ชายชุดดำก็ลุกพรวดขึ้น ก่อนเบียดฝูงชนและวิ่งออกจากหอสมบัติไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
เยวียนชิงเหยามองตามร่างซึ่งกำลังหายลับไปทางประตู
“รันเอ๋อร์ เขาออกไปแล้วนะ”
ยูรันยังคงเอนกายอยู่บนเก้าอี้ยาวอย่างไม่รีบร้อน
“ไม่เป็นไร ข้าตามทันอยู่แล้ว”
“ตั้งแต่เขาก้าวออกจากหอ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาก็ยังอยู่ในสายตาข้า เรื่องนี้กำลังน่าสนุกขึ้นเรื่อย ๆ เลยเชียว”
เมื่อเห็นว่าการประมูลทั้งหมดสิ้นสุดลงแล้ว เถียนซูเจินจึงก้าวออกมาด้านหน้า
“ถ้าเช่นนั้น การประมูลประจำวันของหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์ในวันนี้ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้ ขอบคุณแขกทุกท่านที่—”
“เดี๋ยวก่อน”
เสียงของยูรันทำให้นางหยุดชะงัก
เขาลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ก่อนล้วงกระบี่สามเล่มออกมาจากช่องเก็บของ
“วันนี้ข้าอารมณ์ดีเป็นพิเศษ”
ยูรันหยุดคิดเล็กน้อย
“อืม หากถามว่าเริ่มอารมณ์ดีตั้งแต่เมื่อใด ก็คงเป็นเมื่อครู่นี้นั่นแหละ”
กล่าวจบ เขาก็สะบัดมือโยนกระบี่ทั้งสามเล่มไปทางเถียนซูเจิน
“ว้าย!”
นางรีบใช้พลังรับพวกมันเอาไว้ ก่อนเงยหน้าขึ้นหมายจะถามว่าเขาต้องการให้นางทำสิ่งใด
ทว่าร่างของยูรันกลับหายวับไปจากห้องรับรองเสียแล้ว
เยวียนชิงเหยามองตำแหน่งซึ่งบุตรชายเคยยืนอยู่ ก่อนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“คิดจะไปก็ไปทันทีเลยจริง ๆ”
เยวียนชิงฝูชะโงกหน้ามองกระบี่ทั้งสามเล่ม ดวงตาพลันเป็นประกาย
“ท่านแม่ กระบี่พวกนั้นคืออะไรกันเจ้าคะ? ดูสิ งดงามมากทั้งสามเล่มเลย!”
เยวียนชิงลู่เองก็จับจ้องกระบี่ทั้งสามโดยไม่กะพริบตา ในฐานะผู้ใช้กระบี่ นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ากระบี่เหล่านั้นไม่ธรรมดา
เถียนซูเจินประคองกระบี่ทั้งสามเอาไว้อย่างระมัดระวัง
“ท่านชิงเหยาเจ้าคะ คุณชายใหญ่ต้องการให้ข้าทำอย่างไรกับกระบี่เหล่านี้หรือ?”
“คงต้องการให้เจ้านำออกประมูลต่อจากโอสถนั่นแหละ”
เยวียนชิงเหยาตอบอย่างจนใจ
“แต่เขาไม่ยอมบอกรายละเอียดอะไรเอาไว้เลย ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกมันมีชื่อหรืออยู่ในระดับใด”
“ลองเชิญผู้ฝึกวิถีกระบี่ขึ้นมาตรวจสอบดูก่อนแล้วกัน”
เถียนซูเจินพยักหน้า ก่อนนำกระบี่ทั้งสามไปวางเรียงบนแท่นจัดแสดง
กระบี่เล่มแรกมีตัวดาบสองสี แดงเพลิงกับฟ้าน้ำแข็งแบ่งออกจากกันอย่างชัดเจน ทว่ากลิ่นอายร้อนจัดกับเย็นเยียบกลับหลอมรวมกันโดยไม่เกิดการต่อต้าน
กระบี่เล่มที่สองเป็นสีเขียวสลับฟ้า ลวดลายบนตัวดาบดูคล้ายสายลมซึ่งกำลังพลิ้วไหวอยู่ท่ามกลางสายน้ำ
ส่วนกระบี่เล่มสุดท้ายเป็นสีม่วงผสานเหลือง ประกายอัสนีสีม่วงแล่นผ่านลวดลายสีทองบนคมดาบเป็นระยะ แม้ยังไม่มีผู้ใดแตะต้อง แต่มันกลับส่งเสียงสั่นสะเทือนแผ่วเบาออกมาเอง
ผู้คนซึ่งกำลังเตรียมลุกออกจากที่นั่งต่างหยุดฝีเท้าพร้อมกัน
“เดี๋ยวก่อน! อย่าบอกนะว่ากระบี่ทั้งสามเล่มนี้ก็จะเปิดประมูลด้วยราคาเริ่มต้นหนึ่งเหรียญ?!”
พรึ่บ!
ผู้คนจำนวนมากกลับไปนั่งประจำที่อย่างพร้อมเพรียง ส่วนผู้ฝึกวิถีกระบี่หลายคนถึงกับลุกพรวดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“ข้าฝึกวิถีกระบี่! ขอให้ข้าขึ้นไปตรวจสอบพวกมันด้วย!”
“ข้าก็เช่นกัน!”
“ข้าเป็นช่างหลอมกระบี่มานานกว่าหกสิบปี ให้ข้าดูด้วย!”
ไม่นาน ผู้ฝึกวิถีกระบี่และช่างหลอมอาวุธรวมเจ็ดคนก็รีบขึ้นไปบนเวที ก่อนล้อมแท่นจัดแสดงและเริ่มตรวจสอบกระบี่ทั้งสามเล่มอย่างละเอียด
หลังจากตรวจสอบอยู่นาน ชายชราผู้เป็นช่างหลอมกระบี่ก็ค่อย ๆ ยกกระบี่สีแดงสลับฟ้าขึ้นมา มือทั้งสองของเขาสั่นด้วยความตื่นเต้น
“ของดี...ของดี...นี่มันของดีสุด ๆ!”
เขาลองส่งพลังเข้าไปเพียงเล็กน้อย คมกระบี่ด้านสีแดงพลันลุกโชนด้วยเปลวเพลิง ขณะที่ด้านสีฟ้าปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งในเวลาเดียวกัน
ไอร้อนกับไอเย็นแผ่กระจายไปทั่วเวที ทำให้ผู้คนด้านล่างต้องรีบโคจรพลังป้องกันตนเอง
“กระบี่เล่มนี้สามารถปลดปล่อยความร้อนกับไอเย็นออกมาได้เองโดยไม่ต้องใช้ปราณของผู้ถือครองแม้แต่น้อย!”
“หากผู้ใช้ส่งปราณเข้าไปควบแน่น พลังทั้งสองจะเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงกับน้ำแข็ง และมีอานุภาพเพิ่มขึ้นตามระดับพลังของผู้ใช้!”
ชายอีกคนหยิบกระบี่สีเขียวสลับฟ้าขึ้นมา ก่อนสะบัดออกไปเบา ๆ
ฟู่ว!
สายลมพัดหมุนรอบตัวกระบี่พร้อมสายน้ำซึ่งไหลวนไปตามคมดาบ ทั้งสองธาตุเคลื่อนไหวสอดประสานกันราวกับเป็นสิ่งเดียว
“เล่มนี้ก็เช่นกัน! มันสามารถควบคุมวารีกับวายุได้โดยไม่ต้องเสียปราณ หากใส่พลังลงไปก็จะเพิ่มอานุภาพของทั้งสองธาตุขึ้นอีกหลายเท่า!”
ผู้ฝึกวิถีกระบี่คนที่สามเอื้อมมือไปแตะกระบี่สีม่วงผสานเหลือง
เปรี๊ยะ!
อัสนีสีม่วงกับอัสนีสีทองพุ่งออกจากคมกระบี่พร้อมกัน จนเขาต้องรีบปล่อยมือแล้วถอยหลังไปหลายก้าว
“บัดซบ! เล่มสุดท้ายคืออัสนีสองชนิด!”
“อัสนีสีม่วงเน้นพลังทำลาย ส่วนอัสนีสีทองมีพลังชำระล้าง พวกมันอยู่ร่วมกันภายในกระบี่เล่มเดียวได้อย่างไร?!”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่วทั้งหอ
“ตกลงพวกมันเป็นอาวุธระดับเจ็ดหรือระดับแปดกันแน่?”
ช่างหลอมกระบี่ชรากวาดจิตสัมผัสตรวจสอบโครงสร้างภายในซ้ำอีกครั้ง ก่อนสูดลมหายใจลึก
“ไม่จำเป็นต้องสงสัยแล้ว กระบี่ทั้งสามเล่มเป็นอาวุธระดับแปดอย่างแน่นอน!”
“ระดับแปด?!”
ผู้คนจำนวนมากลุกพรวดขึ้นพร้อมกัน
ชายคนหนึ่งรีบถาม
“แล้วของระดับแปดควรมีราคาเท่าไร?”
“คุณชายใหญ่บอกราคาโอสถไว้ถึงเพียงระดับหกเท่านั้น จะให้พวกข้ารู้ได้อย่างไรเล่า?”
“เดี๋ยวก่อน ราคาที่คุณชายใหญ่กำหนดเพิ่มขึ้นประมาณสี่เท่าในแต่ละระดับมิใช่หรือ?”
หลายคนรีบเริ่มคำนวณอยู่ในใจ
“จริงด้วย! โอสถระดับหกสี่สิบล้าน ระดับเจ็ดก็ควรเป็นหนึ่งร้อยหกสิบล้าน ระดับแปดหกร้อยสี่สิบล้าน ระดับเก้าประมาณสองพันห้าร้อยล้าน ส่วนระดับสิบก็หนึ่งหมื่นล้านพอดี!”
“หนึ่งหมื่นล้าน...”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งชะงักไป ก่อนตบหน้าผากตนเอง
“ข้าจำได้แล้ว! ก่อนหน้านี้มีข่าวจากทางเหนือว่ามีคนขายโอสถระดับสิบจำนวนสองเม็ดในราคาสองหมื่นล้าน และยังแถมให้อีกหนึ่งเม็ด รวมเป็นสามเม็ด!”
ซู๊ดดดดดดดดดดดดดดด!
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นทั่วทั้งหอ สายตาทุกคู่หันไปยังตำแหน่งซึ่งยูรันเคยนั่งอยู่พร้อมกัน
“อย่าบอกนะว่าคนซึ่งขายโอสถระดับสิบทั้งสามเม็ดนั้นคือคุณชายใหญ่?!”
“มีโอสถระดับสิบติดตัวอย่างน้อยสามเม็ด แล้วยังหยิบกระบี่ระดับแปดออกมาโยนเล่นถึงสามเล่ม...นอกจากเขาแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก?”
ชายคนหนึ่งซึ่งฟังมานานเริ่มหมดความอดทน
“เรื่องโอสถเอาไว้ก่อน! สรุปแล้วกระบี่ทั้งสามเล่มนี้ดีหรือไม่ดีกันแน่?!”
ช่างหลอมกระบี่ชราหันขวับไปมองเขา
“ย่อมต้องดีสิ!”
“พวกข้าตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว กระบี่ทั้งสามเป็นอาวุธระดับแปดโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุ โครงสร้าง ลวดลายพลัง การไหลเวียนของปราณ ความคม หรือพลังทำลาย ล้วนไม่มีตำหนิแม้แต่น้อย!”
“พวกมันสามารถดึงพลังธาตุออกมาใช้ได้เองโดยไม่สิ้นเปลืองปราณของผู้ถือครอง และหากใส่ปราณลงไป อานุภาพยังเพิ่มขึ้นตามระดับของผู้ใช้อีกด้วย!”
“แล้วพวกเจ้ายังรออะไรอยู่เล่า? รีบเริ่มประมูลสิวะ!”
เสียงตะโกนจากด้านล่างทำให้ผู้คนทั้งหมดกลับไปนั่งประจำที่ ทว่าคราวนี้แทบไม่มีผู้ใดสามารถนั่งนิ่งได้อีกแล้ว
เยวียนชิงฝูสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนรีบดึงแขนเสื้อมารดา
“ท่านแม่! หากกระบี่ระดับแปดมีราคาเล่มละหกร้อยสี่สิบล้าน สามเล่มก็เท่ากับหนึ่งพันเก้าร้อยยี่สิบล้านเหรียญ!”
ดวงตาของนางเปล่งประกายราวกับมองเห็นกองภูเขาเงินอยู่ตรงหน้า
“เมื่อแบ่งกันคนละครึ่ง พวกเราก็จะได้เก้าร้อยหกสิบล้าน! พวกเรารวยแล้วเจ้าค่ะ!”
เยวียนชิงเหยากระแอมเบา ๆ ก่อนแก้ไขคำพูดของบุตรสาว
“แม่รวยแล้วต่างหาก”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเยวียนชิงฝูแข็งค้าง
“ท่านแม่อ่า...”