ตอนที่ 465 ตอนนี้เจ้าก็ไม่มีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงิน
เยวียนชิงเหยาเหลือบมองบุตรสาวซึ่งกำลังทำหน้าน้อยใจ ก่อนกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“เจ้าจะน้อยใจไปทำไมนัก? ตอนนี้เจ้าก็ไม่มีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงินเสียหน่อย”
“อีกอย่าง พี่ชายของเจ้าให้โอสถระดับสิบแก่เจ้าไปตั้งสิบเม็ด เจ้าน่าจะเป็นคนร่ำรวยที่สุดในห้องนี้แล้วด้วยซ้ำ”
เยวียนชิงฝูชะงัก ก่อนดวงตาจะค่อย ๆ เบิกกว้าง
“อุ๊ย...จริงด้วย!”
นางยกนิ้วขึ้นนับอย่างรวดเร็ว
“โอสถระดับสิบเม็ดละหนึ่งหมื่นล้าน ข้ามีอยู่สิบเม็ด เช่นนั้นก็เท่ากับ...หนึ่งแสนล้านเหรียญ?!”
เสียงของนางสั่นขึ้นทุกขณะ ทว่าครู่ต่อมาก็ทำแก้มพองอีกครั้ง
“แต่มันไม่เหมือนกันนี่เจ้าคะ ข้ายังไม่มีเงินอยู่ในมือจริง ๆ สักเหรียญเดียว”
เยวียนชิงเหยาพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เช่นนั้นก็นำโอสถพวกนั้นออกมาขายเสียสิ อย่างไรเจ้าก็เปลี่ยนมาฝึกวิถีดาราแล้ว คงไม่ได้ใช้พวกมันอยู่ดี”
“จริงด้วย! เหตุใดข้าจึงคิดเรื่องง่าย ๆ เช่นนี้ไม่ได้กันนะ?”
เยวียนชิงฝูตบหน้าผากตนเอง ก่อนรีบล้วงหาแหวนมิติด้วยแววตาเปล่งประกาย
เยวียนชิงเหยากล่าวเสริมอย่างเป็นธรรมชาติ
“อืม มีอยู่สิบเม็ดพอดี เช่นนั้นก็แบ่งกับพี่สาวเจ้าคนละห้าเม็ดแล้วกัน”
มือของเยวียนชิงฝูหยุดค้าง
“อะไรนะเจ้าคะ?”
เยวียนชิงเหยาหรี่ตามอง
“เจ้ามีปัญหาหรือ?”
“ไม่มีเจ้าค่ะ...”
เสียงตอบของเยวียนชิงฝูแผ่วเบาราวกับวิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่าง
เยวียนชิงลู่ซึ่งจู่ ๆ ก็ได้รับโอสถระดับสิบถึงห้าเม็ดยิ้มจนแก้มแทบปริ
“ฮี่ ๆ ขอบใจนะน้องสาว”
“ข้ายังไม่ได้พูดว่าจะให้เลยนะ...”
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ข้าบอกว่ายินดีอย่างยิ่งเจ้าค่ะ ท่านแม่!”
ระหว่างที่สามแม่ลูกกำลังแบ่งทรัพย์สินมหาศาลกันอย่างง่ายดาย เถียนซูเจินก็เริ่มการประมูลกระบี่สีแดงสลับฟ้า
ราคาเริ่มต้นเพียงหนึ่งเหรียญตามกติกา ทว่าเสียงเสนอราคากลับดังขึ้นถี่ยิ่งกว่าตอนประมูลโอสถหลายเท่า
“หนึ่งร้อยล้าน!”
“สามร้อยล้าน!”
“ห้าร้อยล้านเหรียญ!”
“หกร้อยล้าน!”
เพียงไม่กี่สิบลมหายใจ ราคาก็พุ่งขึ้นไปถึงหกร้อยห้าสิบล้านเหรียญ ทะลุราคาหกร้อยสี่สิบล้านซึ่งทุกคนเพิ่งประเมินเอาไว้
“บัดซบ! นี่มันเกินราคาของอาวุธระดับแปดไปแล้วนะโว๊ย!”
ชายอีกคนหันขวับไปมองผู้พูด
“แล้วผู้ใดสนกันเล่า ไอ้โง่! เจ้าเคยเห็นกระบี่ระดับแปดสมบูรณ์แบบซึ่งปล่อยพลังสองธาตุได้โดยไม่สิ้นเปลืองปราณหรือ?”
“ไม่เคย...”
“ถ้าเช่นนั้นก็หุบปากแล้วเตรียมเงินเสีย!”
ทันใดนั้น เสียงของสตรีผู้หนึ่งก็ดังมาจากห้องรับรองชั้นสาม
“หนึ่งพันล้านเหรียญ”
ทั่วทั้งหอเงียบกริบในทันที
ภายในห้องรับรอง สตรีผู้เสนอราคามองกระบี่สีแดงสลับฟ้าด้วยแววตาพึงพอใจ
[กระบี่ซึ่งปลดปล่อยเปลวเพลิงกับน้ำแข็งได้ในเวลาเดียวกัน...องค์หญิงใหญ่จิ่วอานหรานจะต้องทรงโปรดอย่างแน่นอน]
เยวียนชิงฝูหันขวับไปมองมารดา
“พะ...พะ...พันล้านเหรียญ!”
นางคว้าแขนเยวียนชิงเหยาแล้วเขย่าไม่หยุด
“ท่านแม่! กระบี่เล่มเดียวถึงหนึ่งพันล้านแล้วเจ้าค่ะ!”
เยวียนชิงเหยาพยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง ก่อนยกมือห้ามบุตรสาว
“ชิงฝู อย่าได้ตื่นตูม ดูพี่ชายของเจ้าเป็นตัวอย่างเสียบ้าง”
เยวียนชิงฝูหันไปมองเก้าอี้ยาวซึ่งว่างเปล่า
“แต่ท่านพี่หายไปแล้วนี่เจ้าคะ?”
“นั่นแหละ เขาทิ้งกระบี่ระดับแปดไว้สามเล่มแล้วเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เจ้าควรสุขุมให้ได้สักครึ่งหนึ่งของเขา”
เยวียนชิงฝูเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าอย่างซื่อตรง
“ข้าคิดว่าชาตินี้คงทำไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”
กระบี่สีแดงสลับฟ้าปิดการประมูลที่หนึ่งพันล้านเหรียญ โดยไม่มีผู้ใดกล้าเสนอราคาแข่งกับสตรีจากห้องรับรองชั้นสามอีก
ส่วนกระบี่อีกสองเล่มมีราคาไม่แตกต่างกันมากนัก
กระบี่วารีวายุสีเขียวสลับฟ้าปิดการประมูลที่เก้าร้อยล้านเหรียญ เนื่องจากผู้ฝึกฝนธาตุวารีกับวายุพร้อมกันมีน้อยกว่าผู้ใช้เพลิงและน้ำแข็ง
สำหรับกระบี่อัสนีสองสี แม้พลังทำลายจะสูงที่สุดในบรรดาทั้งสามเล่ม แต่ผู้ฝึกธาตุสายฟ้ากลับหาได้ยากยิ่งกว่า สุดท้ายจึงปิดการประมูลที่แปดร้อยล้านเหรียญ
เยวียนชิงฝูรีบยกนิ้วขึ้นคำนวณ
“ห้าร้อยล้าน สี่ร้อยห้าสิบล้าน แล้วก็สี่ร้อยล้าน...”
ดวงตาของนางเปล่งประกายขึ้น
“รวมเป็นหนึ่งพันสามร้อยห้าสิบล้านเหรียญ! ว้าว ท่านพี่สุดยอดไปเลยเจ้าค่ะ!”
เยวียนชิงเหยากระแอมเบา ๆ
“เจ้ายังไม่ได้หักส่วนลดสี่ส่วน”
รอยยิ้มของเยวียนชิงฝูแข็งค้าง
เยวียนชิงเหยาคำนวณต่ออย่างใจเย็น
“เงินซึ่งได้รับจริงจากกระบี่ทั้งสามเล่มคือหนึ่งพันหกร้อยยี่สิบล้าน แบ่งคนละครึ่งก็เหลือส่วนของพวกเราแปดร้อยสิบล้านเหรียญ”
“เงินของข้าหายไปตั้งห้าร้อยสี่สิบล้าน...”
“เจ้าไม่ได้เสียเงินสักเหรียญ จะเรียกว่าหายได้อย่างไร?”
“ท่านแม่พูดเหมือนท่านพี่ไม่มีผิดเลยเจ้าค่ะ...”
เยวียนชิงเหยาชี้ไปยังแหวนมิติของบุตรสาว
“หากยังอยากได้เงินเพิ่ม เจ้าจะรออะไรอยู่? นำโอสถออกมาประมูลต่อสิ”
เยวียนชิงฝูตบหน้าผากตนเอง
“จริงด้วย!”
ภายในห้องรับรองชั้นสาม
ชายผู้ติดตามมองกระบี่สีแดงสลับฟ้าซึ่งเพิ่งถูกส่งมอบเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล
“ท่านแม่ทัพฟาน การเสนอราคากระบี่ถึงหนึ่งพันล้านเหรียญ ข้าน้อยเกรงว่าอาจไม่เหมาะสมนักขอรับ”
ฟานเหยียนเฟยเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
“เจ้ากำลังสั่งสอนข้าหรือ?”
ชายผู้นั้นรีบก้มศีรษะ
“ข้าน้อยมิบังอาจขอรับ!”
“หึ แล้วมันไม่เหมาะสมตรงไหน?”
ฟานเหยียนเฟยยกกระบี่ขึ้นพิจารณา ประกายเพลิงกับไอเย็นไหลเวียนอยู่บนคมดาบโดยไม่ต้องกระตุ้นด้วยพลังปราณ
“กระบี่เล่มนี้มีคุณภาพสูงกว่าอาวุธระดับแปดทั่วไปมาก ต่อให้บอกว่ามันเกือบเทียบเท่าอาวุธระดับเก้าก็ไม่เกินจริง”
“ข้าจะนำมันไปถวายเป็นของขวัญแก่องค์หญิงใหญ่จิ่วอานหราน พระองค์จะต้องทรงโปรดอย่างแน่นอน”
“เจ้ามีปัญหาหรือ?”
“ไม่มีขอรับ!”
ฟานเหยียนเฟยเก็บกระบี่ลงในแหวนมิติ ก่อนเหลือบมองเก้าอี้ซึ่งยูรันเคยนั่งอยู่
“เดิมทีข้าเพียงเดินทางมาลาดเลาตัวแทนของทวีปแห่งนี้ ก่อนงานประลองอัจฉริยะระหว่างทวีปจะเริ่มขึ้นตามรับสั่งขององค์ชายสี่ ไม่คิดว่าจะพบเรื่องน่าสนใจถึงเพียงนี้”
ผู้ติดตามถามอย่างระมัดระวัง
“เช่นนั้นพวกเราจะพำนักอยู่ที่นี่อีกกี่วันหรือขอรับ?”
“อีกสามวันจึงค่อยเดินทางกลับด้วยเรือเหาะ”
ฟานเหยียนเฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ชายผู้นั้นเองก็เป็นหนึ่งในอัจฉริยะบนทำเนียบประจำปีนี้ ทว่าน่าแปลกที่ข้ากลับมองระดับพลังของเขาไม่ออกแม้แต่น้อย”
“ตามรายงาน เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขายังอยู่เพียงแก่นทองคำ แต่เมื่อครู่แม้ข้าจะจับตามองอยู่ กลับมองไม่ทันแม้แต่ตอนที่เขาหายตัวไป”
“วิชาตัวเบานั่นแปลกประหลาดอย่างยิ่ง ข้าจะอยู่สังเกตเขาต่ออีกสักระยะ แล้วค่อยนำข้อมูลทั้งหมดกลับไปรายงานองค์ชายสี่”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
ฟานเหยียนเฟยลุกขึ้น
“วันนี้คงไม่มีสิ่งใดแล้ว กลับที่พักกันเถอะ”
ทั้งสองเดินออกจากห้องรับรองและกำลังจะลงบันได ทว่าเสียงของเยวียนชิงฝูกลับดังขึ้นจากด้านหลัง
“เดี๋ยวก่อน! พวกเจ้าจะกลับไปตอนนี้ไม่ได้นะ!”
ชายผู้ติดตามหยุดฝีเท้า ก่อนหันกลับมาถามด้วยความสงสัย
“เอ่อ...คุณหนูยังมีสิ่งใดหรือขอรับ หรือมีของจะนำออกประมูลอีก?”
“มีสิ นี่อย่างไรเล่า!”
เยวียนชิงฝูชูโอสถเม็ดหนึ่งขึ้นเหนือศีรษะ
กลิ่นหอมอันบริสุทธิ์พุ่งปะทะจมูกของทุกคนในทันที ลวดลายแห่งมรรคาหลากสีไหลเวียนอยู่บนผิวโอสถ ขณะที่ประกายอัสนีสีเงินแล่นวนอยู่รอบตัวมันไม่หยุด
ผู้คนซึ่งกำลังเตรียมออกจากหอหยุดค้างพร้อมกัน
“นี่คือโอสถระดับสิบสมบูรณ์แบบ!”
เยวียนชิงฝูชี้ไปยังประกายอัสนีรอบโอสถด้วยความภาคภูมิใจ
“เห็นลวดลายกับประกายสายฟ้าเหล่านี้หรือไม่? ท่านพี่ของข้าเป็นผู้หลอมโอสถชุดนี้จำนวนห้าสิบเม็ดด้วยตนเอง และยังใช้ทัณฑ์สวรรค์ถึงห้าสิบสายหลอมพวกมันอีกครั้ง!”
“ทัณฑ์สวรรค์ห้าสิบสาย?!”
“บ้าไปแล้ว!”
ชายคนหนึ่งพลันนึกถึงข่าวลือจากทางเหนือขึ้นมาได้
“หรือว่านี่คือโอสถชนิดเดียวกับที่คุณชายใหญ่เคยขายในราคาหนึ่งหมื่นล้านเหรียญต่อเม็ด?”
“ถูกต้อง!”
เยวียนชิงฝูยืดอก
“พวกเรามีอยู่ทั้งหมดสิบเม็ด พวกมันมีชื่อว่า ‘โอสถหวนคืนมรรคา’!”
“สรรพคุณแรกคือรักษาอาการบาดเจ็บแทบทุกชนิด และฟื้นฟูรากฐานซึ่งเสียหาย ไม่ว่าจะเป็น แก่นทองคำ ทารกวิญญาณ จิตเต๋า หรือแม้แต่มรรคาที่ขาดสะบั้นก็สามารถซ่อมแซมได้!”
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นทั่วทั้งหอ แต่เยวียนชิงฝูยังกล่าวต่อ
“หากผู้ใช้มีตบะอยู่ใกล้จุดสูงสุดของหลอมสุญญตา โอสถจะช่วยให้ทะลวงเข้าสู่หลอมรวมเต๋าได้สำเร็จหนึ่งร้อยส่วนโดยไม่ต้องเผชิญทัณฑ์สวรรค์!”
“และหากใช้เพื่อเตรียมทะลวงจากหลอมรวมเต๋าเข้าสู่มหายาน จะเพิ่มโอกาสสำเร็จได้ถึงเจ็ดสิบส่วน!”
ทั่วทั้งหอเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนเสียงแตกตื่นจะระเบิดขึ้นพร้อมกัน
“อะไรนะ?! จากหลอมสุญญตาสามารถก้าวเข้าสู่หลอมรวมเต๋าได้ทันทีโดยไม่ต้องรับทัณฑ์สวรรค์?!”
“ยังเพิ่มโอกาสทะลวงมหายานอีกเจ็ดสิบส่วนด้วย?!”
ชายชราผู้หนึ่งรีบหยิบแผ่นหยกสื่อสารออกมา
“รอข้าก่อน! ข้าต้องรีบติดต่อเจ้าสำนักเดี๋ยวนี้!”
เยวียนชิงฝูกระแอมเบา ๆ
“อะแฮ่ม อย่าเพิ่งรีบร้อน มันมีข้อจำกัดอยู่หนึ่งอย่างนะ”
ทุกคนหันขวับกลับมาหานาง
“ข้อจำกัดอันใดหรือคุณหนู?!”
“คนหนึ่งสามารถรับผลจากโอสถชนิดนี้ได้เพียงเม็ดเดียวตลอดชีวิต เม็ดที่สองจะไม่เกิดผลอีก”
ชายชราผู้หนึ่งตบโต๊ะดังปัง
“บัดซบ! เรื่องแค่นี้นับเป็นข้อจำกัดตรงไหนกัน?!”
“ผู้ใดจะทะลวงขอบเขตเดิมซ้ำสองรอบเล่า? ต่อให้ภายหลังตบะเสียหายจนหล่นลงไปอยู่สร้างรากฐาน เมื่อฟื้นฟูกลับมาก็ไม่จำเป็นต้องทะลวงขอบเขตเดิมใหม่อยู่ดี!”
“เท่ากับว่าโอสถชนิดนี้แทบไม่มีข้อเสียเลยมิใช่หรือ?!”
ผู้ติดตามขยับเข้าไปใกล้ฟานเหยียนเฟย
“เอ่อ...ท่านแม่ทัพฟาน?”
ฟานเหยียนเฟยกัดฟันแน่น
“บัดซบ ข้ามีเงินติดตัวไม่ถึงหนึ่งหมื่นล้าน”
“ท่านคิดจะเข้าร่วมประมูลด้วยหรือขอรับ?”
“ของเช่นนี้ผู้ใดจะไม่อยากได้?”
ผู้ติดตามครุ่นคิดเล็กน้อย
“การประมูลเปิดราคาหนึ่งเหรียญ บางทีราคาอาจไม่สูงถึงหนึ่งหมื่นล้านก็ได้นะขอรับ”
“ย่อมไม่ถึงแน่ เพราะคนที่นี่มีเงินสดไม่พอ”
ฟานเหยียนเฟยขมวดคิ้ว
“แต่พวกเราเองก็ไม่ได้อยู่ในทวีปของตน จะระดมเงินจำนวนมหาศาลภายในเวลาอันสั้นได้จากที่ใด?”
นางเหลือบมองเยวียนชิงเหยาซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล ก่อนส่ายหน้า
“ส่วนการปล้นชิงยิ่งไม่ต้องคิด มารดาของเจ้าของโอสถอยู่ขอบเขตมหายาน ทั้งสถานที่แห่งนี้ยังเป็นอาณาเขตของตำหนักเสวียนเยว่”
“ทางที่ดีอย่าได้หาเรื่องใส่ตัวเลย”