คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 466 ชีวิตของข้ามีค่าเพียงห้าพันล้านหรือ8,690 ตัวอักษร

ตอนที่ 466 ชีวิตของข้ามีค่าเพียงห้าพันล้านหรือ

การประมูลโอสถหวนคืนมรรคาทั้งสิบเม็ดดำเนินไปอย่างดุเดือดยิ่งกว่ากระบี่ระดับแปดก่อนหน้านี้หลายเท่า

ทุกครั้งที่โอสถเม็ดใหม่ถูกนำขึ้นวางบนแท่น ผู้คนภายในหอก็รีบใช้แผ่นหยกติดต่อขุมอำนาจซึ่งอยู่เบื้องหลังของตน บางคนถึงกับเสนอขายสมบัติในแหวนมิติกันกลางห้องประมูลเพื่อรวบรวมเงินเพิ่ม

“เก้าพันล้าน!”

“เก้าพันห้าร้อยล้านเหรียญ!”

“หนึ่งหมื่นล้าน!”

ราคาปิดของโอสถแต่ละเม็ดอยู่ระหว่างเก้าพันล้านถึงหนึ่งหมื่นล้านเหรียญ ไม่มีเม็ดใดถูกขายต่ำกว่านั้นแม้แต่เม็ดเดียว

เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นจากผู้ซึ่งพลาดการประมูลเป็นระยะ

“อ๊ากกก! ของดีถึงเพียงนี้ พวกเราปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร?!”

“ไม่ได้การ ข้าต้องบอกท่านพ่อให้ขายสมบัติทั้งหมด แล้วนำเงินมาซื้อเม็ดต่อไปให้ได้!”

“เจ้าอย่าเพิ่งขาย! โอสถเหลือเพียงสองเม็ดแล้ว ต่อให้ขายทั้งตระกูลก็รวบรวมเงินส่งมาไม่ทันหรอก!”

เมื่อโอสถเม็ดสุดท้ายปิดการประมูล ยอดราคาก่อนหักส่วนลดของโอสถทั้งสิบเม็ดรวมกันสูงถึงเก้าหมื่นห้าพันล้านเหรียญ

หลังหักส่วนลดฉลองเปิดหอสี่ส่วน เงินซึ่งได้รับจริงยังมากถึงห้าหมื่นเจ็ดพันล้านเหรียญ!

เยวียนชิงฝูมองตัวเลขในบัญชีด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนยกมือปิดปากหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“ฮี่ ๆๆ! ห้าหมื่นเจ็ดพันล้านเหรียญ ต่อให้ไม่ถึงหนึ่งแสนล้าน แต่ทั้งหมดสิบส่วนก็ยังเข้ากระเป๋าข้าอยู่ดี!”

“ห้าส่วน”

เสียงของเยวียนชิงเหยาทำให้รอยยิ้มของนางแข็งค้าง

“อะไรนะเจ้าคะ?”

“โอสถห้าเม็ดเป็นของเจ้า ส่วนอีกห้าเม็ดเป็นของพี่สาวเจ้า เจ้าลืมไปแล้วหรือ?”

เยวียนชิงฝูหันไปมองเยวียนชิงลู่ ซึ่งกำลังยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน

“ขอบใจอีกครั้งนะน้องสาว”

“โธ่ ท่านแม่อ่า...”

เยวียนชิงเหยาเก็บแหวนมิติซึ่งบรรจุเงินทั้งหมดเอาไว้ ก่อนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

“ไม่ต้องงอแง ส่วนแบ่งกิจการนี้พี่ชายของเจ้ายกให้แม่ดูแล อีกอย่างเจ้าไม่ได้มีเรื่องให้ใช้เงินถึงสองหมื่นแปดพันห้าร้อยล้านเสียหน่อย”

นางหยิบแหวนมิติอีกวงออกมา ก่อนโอนเงินส่วนหนึ่งเข้าไปแล้วยื่นให้บุตรสาว

“ให้เจ้าพกติดตัวสองพันล้าน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่เหลือแม่จะเก็บไว้ให้เอง”

เยวียนชิงฝูรับแหวนมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

“มีเพียงสองพันล้านเองหรือเจ้าคะ? เมื่อเทียบกับท่านพี่ซึ่งเคยมีสองหมื่นล้าน ข้าดูยากจนไปเลย”

“ผู้ใดบอกว่าเขาเก็บเงินสองหมื่นล้านนั้นไว้กับตัว?”

เยวียนชิงเหยาส่ายหน้า

“เงินทั้งหมดของเขาอยู่กับไป๋จิ้งเหวินและลู่เหยียนหนิงต่างหาก”

เยวียนชิงฝูกะพริบตาปริบ ๆ

“ท่านแม่ไป๋กับท่านแม่ลู่เป็นคนเก็บเงินให้ท่านพี่หรือเจ้าคะ?”

“ถูกต้อง”

เยวียนชิงเหยามองบุตรสาวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ

“เช่นนั้นให้แม่เก็บแหวนสองพันล้านวงนี้แทนเจ้าด้วยดีหรือไม่?”

เยวียนชิงฝูรีบกอดแหวนเอาไว้แนบอก

“ไม่เอาเจ้าค่ะ!”

“ถ้าเช่นนั้นก็เลิกบ่น”

“เจ้าค่ะ...”

ภายในห้องรับรองชั้นสาม

ฟานเหยียนเฟยมองโอสถเม็ดสุดท้ายถูกส่งมอบให้ผู้ชนะ ก่อนถอนหายใจอย่างเสียดาย

“เก้าพันล้านเหรียญ...”

“ต่อให้ใช้เรือเหาะลำเร็วที่สุดและเปิดค่ายกลเร่งความเร็วตลอดทาง การเดินทางกลับไปนำเงินมาแล้วกลับมาที่นี่อีกครั้งก็ยังต้องใช้เวลาถึงสองวันโดยไม่หยุดพัก”

นางส่ายหน้า

“การประมูลจบลงแล้ว พวกเราคงต้องตัดใจ”

ผู้ติดตามครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสนอขึ้นอย่างระมัดระวัง

“ท่านแม่ทัพ ไม่สู้ลองขอให้คุณชายใหญ่หลอมโอสถเก็บไว้ให้สักเม็ด แล้วค่อยชำระเงินภายหลังดีหรือไม่ขอรับ?”

ฟานเหยียนเฟยหันมามองเขา

“จากที่ข้าน้อยสังเกต คุณชายใหญ่ผู้นั้นดูเป็นคนใจกว้างอย่างยิ่ง ผู้ใดเสนอสิ่งใด เขามักตอบรับก่อนแล้วค่อยปรับเงื่อนไขภายหลัง บางทีเขาอาจยอมตกลงก็ได้ขอรับ”

ดวงตาของฟานเหยียนเฟยพลันเป็นประกาย

“จริงด้วย เจ้านี่ฉลาดใช้ได้!”

นางลูบแหวนมิติบนมือ

“หากนำโอสถกลับไปถวายท่านอ๋องซึ่งกำลังเตรียมทะลวงสู่มหายาน ด้วยโอกาสเพิ่มขึ้นถึงเจ็ดสิบส่วน ท่านอ๋องจะต้องพึงพอพระทัยอย่างแน่นอน”

“เมื่อถึงเวลานั้น ข้าย่อมได้รับความดีความชอบครั้งใหญ่ เงินเพียงหนึ่งหมื่นล้านจะนับเป็นอะไรได้?”

ผู้ติดตามรีบประสานมือ

“ท่านแม่ทัพมองการณ์ไกลยิ่งนักขอรับ!”


ภายในถ้ำร้างนอกเมืองจันทราเร้น

ยูรันเดินลึกเข้าไปภายในถ้ำอย่างไม่รีบร้อน ไม่นานก็มาถึงโถงหินขนาดเล็กซึ่งมีร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนอนอยู่บนแท่นหิน

อาภรณ์ของนางฉีกขาดและเปื้อนโลหิตไปเกือบทั้งตัว บาดแผลจำนวนมากเปิดกว้างจนมองเห็นเนื้อด้านใน ใบหน้าซีดเผือกปกคลุมด้วยสีม่วงจาง ๆ ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบตรวจจับไม่ได้

ยูรันยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกวาดจิตสัมผัสตรวจสอบร่างกายของนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

[ผู้คุ้มกันภาษาอะไรกัน ถึงปล่อยให้เจ้านายบาดเจ็บจนมีสภาพเช่นนี้]

[นึกถึงตาแก่จางขึ้นมาเลย กลับไปคราวนี้คงต้องแวะไปด่าสักหน่อย]

เขาตรวจสอบอาการของหญิงสาวอย่างละเอียด

[ครึ่งก้าวสู่วิญญาณทารก แก่นทองคำแตกร้าวจนแทบกลายเป็นผง อวัยวะภายในกำลังล้มเหลว จิตวิญญาณแตกซ่าน แถมยังถูกพิษอีกชนิดหนึ่ง]

[พิษอะไรก็ไม่รู้ แต่กระจอกสิ้นดี]

[หากปล่อยเอาไว้อีกไม่กี่ชั่วยามคงตายแน่ แต่ในเมื่อข้าอยู่ตรงนี้ก็เป็นเพียงเรื่องขี้ปะติ๋ว รอดูไปก่อนแล้วกัน]

ยูรันเดินไปยืนพิงผนังถ้ำอย่างสบายอารมณ์

เขาเปิดใช้ [ทัศนะศูนย์] ตั้งแต่ก่อนเข้ามาแล้ว ต่อให้ยืนอยู่ตรงหน้า ผู้อื่นก็ไม่อาจมองเห็นหรือสัมผัสถึงตัวตนของเขาได้

ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อ เสียงฝีเท้าเร่งรีบจึงดังมาจากทางเข้าถ้ำ

ชายชุดดำสวมหน้ากากพุ่งเข้ามาภายในโถงหิน ก่อนรีบตรงไปยังแท่นซึ่งหญิงสาวนอนอยู่

ยูรันยังคงยืนกอดอกพิงกำแพง

[นานชิบหาย แค่ระยะทางเท่านี้กลับใช้เวลาถึงหนึ่งเค่อ]

เขากวาดตามองชายชุดดำอีกครั้ง

[แปลงเทพขั้นสูง ตบะก็นับว่าไม่เลว ดูจากอาการบาดเจ็บคงถูกผู้บำเพ็ญหลอมสุญญตาขัดขวางระหว่างทาง]

[คงเป็นญาติพี่น้องส่งคนมาสังหารหญิงสาวผู้นี้ตามเคย น่าเบื่อจริง ๆ]

ชายชุดดำคุกเข่าลงข้างแท่นหิน ก่อนถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าของชายชราซึ่งเต็มไปด้วยคราบโลหิต

“องค์หญิงสี่! ข้าน้อยกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

เขารีบหยิบขวดหยกออกจากแหวนมิติ

“นี่คือโอสถรักษาบาดแผล พระองค์รีบเสวยก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”

ชายชราประคองศีรษะของนางขึ้น ก่อนป้อนโอสถประสานกายและตันเถียนเข้าไปในปาก

เพียงโอสถละลายลงสู่ลำคอ พลังยาบริสุทธิ์ก็แผ่กระจายไปทั่วร่างในพริบตา

บาดแผลเหวอะหวะภายนอกสมานตัวด้วยความเร็วซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อวัยวะภายในกับเส้นลมปราณที่เสียหายฟื้นคืนสู่สภาพสมบูรณ์ แม้แต่แก่นทองคำซึ่งแตกร้าวจนแทบกลายเป็นผงก็กลับมาประสานกันอีกครั้ง

ทว่าพิษสีม่วงยังคงไหลเวียนอยู่ในร่าง ส่วนจิตวิญญาณซึ่งกำลังแตกซ่านก็ยังไม่ได้รับการฟื้นฟู

ไม่นาน เปลือกตาของหญิงสาวก็ค่อย ๆ ขยับ

“จ้าวหู่...”

ชายชรากุมมือนางเอาไว้แน่น

“กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะองค์หญิง!”

“กระหม่อมเข้าไปยังเมืองใกล้เคียงมา โชคดีที่มีหอสมบัติแห่งหนึ่งเพิ่งเปิดกิจการในวันนี้ และนำโอสถสมบูรณ์แบบออกประมูลพอดี”

เขามองบาดแผลซึ่งหายไปด้วยความยินดีจนน้ำตาคลอ

“กระหม่อมประมูลมันมาได้ในราคาสามแสนเจ็ดหมื่นสองพันเหรียญ โอสถเป็นของจริง บาดแผลกับแก่นทองคำของพระองค์ฟื้นฟูแล้ว!”

จ้าวหู่เงยหน้าขึ้นอย่างซาบซึ้ง

“ขอบคุณสวรรค์ที่ยังไม่ทอดทิ้งพระองค์!”

ยูรันซึ่งยืนอยู่ข้างกำแพงคิ้วกระตุก

[จะขอบคุณสวรรค์ทำไมวะ ขอบคุณข้าสิ ข้าเป็นคนนำโอสถออกมาให้ประมูลนะโว๊ย]

หญิงสาวพยายามขยับตัว แต่กลับต้องยกมือกุมศีรษะ

“เกิดอะไรขึ้น...เหตุใดข้าจึงจำอะไรไม่ได้?”

“พระองค์ถูกลอบสังหารพ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวหู่รีบอธิบาย

“ก่อนหน้านี้พระองค์ได้รับบาดเจ็บสาหัส แก่นทองคำแตกร้าว อวัยวะภายในเสียหาย และจิตวิญญาณกำลังแตกซ่าน กระหม่อมจึงพาพระองค์หนีมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ก่อนเข้าเมืองไปตามหาหมอ”

หญิงสาวขมวดคิ้ว ใบหน้ายังคงซีดเซียว

“ข้ายังเวียนศีรษะอยู่...”

“พระองค์ทรงพักผ่อนก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ แม้บาดแผลกับตันเถียนจะฟื้นฟูแล้ว แต่พิษยังคงอยู่ในร่าง และจิตวิญญาณก็ยังไม่หยุดแตกซ่าน”

“อืม...”

ยูรันเหลือบมองจ้าวหู่

[ตาแก่นี่เองก็บาดเจ็บไม่น้อย แต่ยังเลือกใช้โอสถกับเจ้านายก่อน นับว่าซื่อสัตย์ใช้ได้]

[เอาเถอะ หากคนที่ตามมาเป็นมหายานยิ่งดี ข้าไม่ได้ระเบิดภูเขามาหลายวันแล้ว กำลังเบื่ออยู่พอดี]

ตึก...ตึก...ตึก...

เสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่งดังมาจากทางเข้าถ้ำ

“แหม ๆ จ้าวหู่คนเก่งของเรา ที่แท้ก็พาองค์หญิงมาแอบอยู่ที่นี่เอง”

ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาภายในโถงหินด้วยรอยยิ้มเย็นชา

ยูรันกวาดจิตสัมผัสผ่านร่างของเขา ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย

[หลอมสุญญตาขั้นต้น? กระจอกชิบหาย]

[เดี๋ยวก่อน...นั่นมันกายาหยางบริสุทธิ์มิใช่หรือ?!]

ดวงตาของยูรันเป็นประกายขึ้นทันที

[ของดีนี่หว่า! หากนำเลือดของมันไปกลั่นรวมกับกายาอัคคีและกายาอัสนี ก็น่าจะสร้างกายาเพลิงตะวันให้จินหยางได้พอดี]

[ในที่สุดจินหยางก็มีของให้ใช้แล้ว โชคดีจริง ๆ!]

ยูรันแทบระงับความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ เขาอยากพุ่งเข้าไปเค้นเลือดของอีกฝ่ายออกมาให้หมดตัวเสียเดี๋ยวนั้น

จ้าวหู่รีบชักกระบี่ออกมาขวางหน้าองค์หญิง

“ห้าวหรง! เจ้าคนทรยศ!”

ห้าวหรงยกนิ้วขึ้นส่ายไปมา

“อ๊ะ ๆ กล่าวเช่นนั้นไม่ถูก”

“ข้าเพียงรับงานมาสังหารองค์หญิงสี่ แต่ดันพลาดไปเสียได้ ไม่นึกว่าเจ้าจะมียันต์หลบหนีซ่อนเอาไว้อีกแผ่น”

หญิงสาวบนแท่นหินฝืนลุกขึ้นนั่ง

“ผู้ใดส่งเจ้ามา?”

ห้าวหรงประสานมือให้นางอย่างขอไปที

“พระองค์น่าจะทรงทราบคำตอบอยู่แล้วมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงตงหวงรั่วหลาน?”

“องค์ชายสามเป็นผู้ว่าจ้างกระหม่อมเอง”

ใบหน้าของตงหวงรั่วหลานซีดลงกว่าเดิม

“ทำไมกัน...”

“ข้าไม่เคยทำสิ่งใดให้พี่สามเลย เหตุใดเขาจึงต้องการสังหารข้า?”

ห้าวหรงถอนหายใจราวกับกำลังอธิบายเรื่องธรรมดา

“พระองค์จะตรัสเช่นนั้นก็ไม่ถูก ใครใช้ให้พระองค์เข้าถึงเจตกระบี่ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้เล่า?”

“ทั้งที่องค์ชายสามอยู่ขอบเขตวิญญาณทารก แต่กลับพ่ายแพ้ให้พระองค์ซึ่งยังไม่ทะลวงขึ้นสู่วิญญาณทารกต่อหน้าผู้คนมากมาย พระองค์คิดว่าเขาจะไม่แค้นได้หรือ?”

หยาดน้ำตาไหลออกจากดวงตาของตงหวงรั่วหลาน

“เพียงเพราะเรื่องเท่านี้เองหรือ...”

“ทรงอย่าถือโทษกระหม่อมเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเองก็ไม่มีทางเลือก องค์ชายสามทรงจ่ายหนักจริง ๆ”

ตงหวงรั่วหลานมองเขาด้วยแววตาสั่นไหว

“เท่าไร?”

ห้าวหรงยกมือขึ้น ก่อนกางนิ้วออกห้านิ้ว

“ห้าพันล้านเหรียญ”

น้ำตาของตงหวงรั่วหลานไหลออกมามากกว่าเดิม

“ห้าพันล้าน...ชีวิตของข้ากับความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง มีค่าเพียงเท่านี้เองหรือ...”