ตอนที่ 467 ดูเหมือนเจ้าจะเกิดมาเพื่อเป็นเทพกระบี่
ยูรันยกมือขึ้นแคะหู
[เมื่อไรจะพูดกันจบวะ]
จ้าวหู่กำกระบี่แน่น
“เจ้าไม่กลัวเรื่องนี้ไปถึงพระกรรณขององค์จักรพรรดินีหรือ?!”
ห้าวหรงหัวเราะเบา ๆ
“แล้วผู้ใดจะนำเรื่องไปกราบทูล หากพวกเจ้าทั้งสองตายอยู่ที่นี่?”
“เจ้าเองก็สู้ข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ”
จ้าวหู่โกรธจนใบหน้าแดงก่ำ
[หากข้าไม่บาดเจ็บจากการลอบโจมตีก่อนหน้านี้...หากข้ารู้ตัวเร็วกว่านี้ละก็...]
ยูรันมองสีหน้าของเขา ก่อนถอนหายใจ
[อืม กำลังคิดว่า ‘ถ้าหากข้าไม่บาดเจ็บ’ อะไรทำนองนั้นอยู่แน่ ๆ ดูออกง่ายชะมัด]
ห้าวหรงเดินเข้าไปใกล้แท่นหินทีละก้าว
“เอาละ องค์หญิงทรงอย่าร้องไห้เลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำให้ทุกอย่างจบลงภายในอึดใจเดียวเท่านั้น”
ตงหวงรั่วหลานหลับตาลง น้ำตายังคงไหลไม่หยุด
“ท่านแม่...ลูกไม่น่าแอบออกมาเที่ยวเล่นเลย ลูกขอโทษ...”
จ้าวหู่ขยับมาขวางหน้านาง
“องค์หญิงทรงแข็งพระทัยไว้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะหาทางพาพระองค์หนีออกไปเอง!”
“จะหนีไปที่ใดได้?”
ห้าวหรงแค่นหัวเราะ
“ยันต์หลบหนีของเจ้าหมดแล้ว ต่อให้ยังเหลืออีก ข้าก็ตามหาเจออยู่ดี เพราะพิษในร่างของนางคือเครื่องนำทางชั้นดี”
จ้าวหู่กัดฟันจนเลือดไหลซึม
“เจ้าสารเลว! องค์หญิงทรงเคารพเจ้าเสมือนบิดา แล้วดูสิ่งที่เจ้าทำลงไป!”
“แล้วอย่างไร?”
ห้าวหรงยักไหล่
“หากองค์หญิงจ่ายเงินให้ข้ามากกว่าองค์ชายสาม ข้าก็อาจเอ็นดูนางต่อไปอยู่หรอก แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้นางไม่มีเงิน”
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือของห้าวหรงตบเข้าใส่ใบหน้าของตงหวงรั่วหลาน ร่างของนางกระเด็นไปชนผนังด้านหลัง ก่อนกระอักเลือดออกมาคำโต
“ร้องไห้อยู่ได้ น่ารำคาญจริง”
ยูรันยกมุมปากขึ้น
[โอ้ ๆ ลงมือก่อนแล้วสินะ ข้านึกว่าจะยืนพ่นน้ำลายกันไปถึงค่ำเสียอีก]
“วันนี้ข้าจะสู้ตายกับเจ้า!”
จ้าวหู่คำราม ก่อนพุ่งเข้าใส่ห้าวหรงพร้อมกระบี่ในมือ
เพี๊ยะ!
ทว่าเขายังไม่ทันได้ออกกระบวนท่า ร่างก็ถูกหลังมือตบกระเด็นไปติดผนังอีกด้านและกระอักเลือดออกมา
“จ้าวหู่!”
ตงหวงรั่วหลานพยายามคลานไปหาเขา
“กระหม่อมไม่เป็นอะไรพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ไม่ต้องทรงห่วง รีบหาทางหนีไปเถิด!”
ยูรันยกมือขึ้นแคะหูอีกรอบ
[แม่งเอ๊ย น้ำเน่าจัด ข้าทนดูต่อไม่ไหวแล้ว]
[รีบจัดการแล้วเค้นเลือดจากเจ้าหมอนั่นออกมาดีกว่า]
ห้าวหรงมองสองนายบ่าวด้วยรอยยิ้มเยาะ
“แหม ๆ ช่างรักใคร่และปกป้องกันดีเหลือเกิน”
“แต่น่าเสียดาย ข้าชอบเงินมากกว่าความสัมพันธ์นี่สิ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากมุมมืดของถ้ำ
“ข้าก็ว่างั้น”
รอยยิ้มของห้าวหรงแข็งค้าง
เขาหันขวับไปทางต้นเสียง ก่อนตะโกนด้วยความตกตะลึง
“ใคร?! แกเป็นใคร?!”
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวของห้าวหรงทันที
[ไม่สิ...ไม่ถูกต้อง มันมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?!]
“ตั้งแต่แรก”
เสียงตอบของยูรันทำให้รูม่านตาของห้าวหรงหดเล็กลง
“ว่าอย่างไรนะ?”
[มันอ่านใจข้าได้อย่างนั้นหรือ?!]
ยูรันถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
“ข้าอ่านใจไม่ได้”
“เพียงแต่ข้าอยู่ตรงนี้มานานแล้ว จึงเดาได้ว่าแกคงกำลังสงสัยว่าข้ามาตั้งแต่เมื่อไร”
เขายกนิ้วขึ้นชี้ใบหน้าของห้าวหรง
“จากนั้นก็คงสงสัยต่อว่าข้าอ่านใจได้หรือเปล่า สีหน้าของแกอ่านออกง่ายจะตายไป”
ห้าวหรงรีบเก็บสีหน้า ก่อนถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“แกเป็นใครกันแน่?!”
จ้าวหู่พยายามยันตัวลุกขึ้น ก่อนเพ่งมองชายหนุ่มในชุดสีดำอย่างพิจารณา
[คนผู้นี้...มิใช่คุณชายใหญ่แห่งหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์หรือ?!]
ยูรันยกมือขึ้นแคะหู
“อืม ข้าชื่อยูรัน”
“ยูรัน?”
ห้าวหรงทวนชื่อนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแค่นหัวเราะออกมา
“อ๋อ ที่แท้ก็คือผู้ครองอันดับหนึ่งของเวทีประลองระดับวิญญาณทารกแห่งทวีปนี่เอง”
“ข้าได้ยินมาว่าคู่ต่อสู้คนอื่นหวาดกลัวจนถอนตัวกันหมด ทำให้แกได้อันดับหนึ่งไปโดยไม่ต้องออกแรงเท่าไรนัก”
เขายกมุมปากขึ้นอย่างดูแคลน
“มาถึงก็ดีแล้ว หากแกตายอยู่ที่นี่ องค์ชายสามซึ่งกำลังจะเข้าร่วมการประลองในเดือนสามของปีหน้าคงยินดีไม่น้อย”
“ต่อให้แกจะแข็งแกร่งกว่าคนในระดับเดียวกันอยู่บ้าง แต่มันก็มีค่าเพียงเท่านั้น”
ยูรันปล่อยให้เขาพูดจนจบ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“จบหรือยัง?”
“หือ?”
“ข้าถามว่าแกพล่ามจบหรือยัง”
ยูรันลดมือลง ก่อนส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
“แกเข้าใจผิดอยู่เรื่องหนึ่ง ดูเหมือนแม้จะอยู่ระดับหลอมสุญญตา แต่ความสามารถในการสืบข่าวของแกกลับไม่ได้เรื่องเท่าไรนัก”
“ตอนเข้าร่วมการประลองครั้งนั้น ข้ายังอยู่เพียงระดับแก่นทองคำต่างหาก”
“อะไรนะ?!”
สีหน้าของห้าวหรงเปลี่ยนไปทันที
[เป็นไปไม่ได้! ผู้บำเพ็ญระดับแก่นทองคำจะเอาชนะคนระดับวิญญาณทารกได้อย่างไร?!]
[จากข่าวที่ได้รับ มันถึงกับเรียกมังกรสายฟ้าออกมาถล่มสนามประลอง แต่วิชาเช่นนั้นอย่างน้อยต้องมีตบะระดับวิญญาณทารกขึ้นไปมิใช่หรือ?!]
ยูรันพยักหน้าเบา ๆ
“อืม เห็นหรือยัง? แค่มองสีหน้าก็รู้แล้วว่าการหาข่าวของแกห่วยแตกจริง ๆ”
“แล้วก็ช่วยจำเอาไว้ด้วย ตอนนี้ข้าอยู่ระดับแปลงเทพแล้ว”
เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผากของห้าวหรง
[แปลงเทพ?!]
[จากแก่นทองคำก้าวขึ้นสู่แปลงเทพภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน เท่ากับข้ามผ่านขอบเขตใหญ่ถึงสองระดับ มันต้องกำลังข่มขู่ข้าแน่!]
“เหลวไหล!”
ห้าวหรงตวาดเสียงดังราวกับต้องการกลบความหวั่นไหวภายในใจ
“ต่อให้เป็นอัจฉริยะเพียงใด ก็ไม่มีทางข้ามขอบเขตใหญ่สองระดับภายในเวลาเพียงหนึ่งหรือสองเดือนได้!”
“เฮ้อ...”
ยูรันถอนหายใจยาว
“พอเถอะ ข้าทนฟังพวกแกพ่นน้ำลายกันมานานพอแล้ว ยิ่งชักช้าเท่าไรก็ยิ่งเสียเวลาเค้นเลือดจากตัวแกเท่านั้น”
ห้าวหรงชะงัก
“เค้นเลือด?”
“แกหมายถึงเลือดอะไร?”
ยูรันชี้นิ้วไปทางเขา
“แกมีกายาหยางบริสุทธิ์อยู่มิใช่หรือ?”
“ข้าจะเอาเลือดของแกไปกลั่นรวมกับกายาอัคคีและกายาอัสนี เพื่อสร้างกายาเพลิงตะวันขึ้นมา”
“วัตถุดิบทั้งสามอย่างมีอยู่ครบพอดี ขาดเพียงเลือดจากตัวแกเท่านั้น”
สีหน้าของห้าวหรงพลันมืดมนลง
“หึ! ไอ้กระจอกอย่างแกคิดจะเค้นเลือดจากข้าหรือ?”
“ต่อให้แกอยู่ระดับแปลงเทพจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเอาชนะข้าซึ่งอยู่ระดับหลอมสุญญตาได้!”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“อย่างนั้นหรือ?”
“แต่ตอนอยู่ระดับแก่นทองคำ ข้าก็เอาชนะคนระดับวิญญาณทารกมาแล้วนี่”
“...”
ภายในถ้ำพลันเงียบสนิท จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของทุกคน
เหงื่อเย็นไหลลงมาตามขมับของห้าวหรง
[ถ้าหากมันอยู่ระดับแปลงเทพจริง และยังสามารถต่อสู้ข้ามขอบเขตใหญ่ได้เหมือนครั้งก่อน...]
[เช่นนั้นข้าซึ่งอยู่ระดับหลอมสุญญตา...]
เขาจ้องใบหน้าสงบนิ่งของยูรัน เปลือกตาของอีกฝ่ายยังคงปิดสนิท ทว่ารอยยิ้มตรงมุมปากกลับทำให้ความหวาดระแวงภายในใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
[ไม่สิ เดี๋ยวก่อน! มันเป็นคนตาบอดมิใช่หรือ แล้วเหตุใดจึงมองเห็นสีหน้าของข้าได้?!]
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ห้าวหรงก็เผลอกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
ห้าวหรงเผลอถอยหลังไปเพียงครึ่งก้าว
พรึ่บ!
ภาพตรงหน้าของเขาพลันดับวูบ
เมื่อทุกอย่างกลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง ภาพซึ่งปรากฏขึ้นกลับทำให้ทั้งจ้าวหู่และตงหวงรั่วหลานตกตะลึงจนไม่อาจกล่าวสิ่งใดออกมา
ห้าวหรงถูกแขวนอยู่กลางถ้ำราวกับหมูซึ่งกำลังรอถูกชำแหละ แขนขาทั้งสี่ของเขาหายไปจนหมดสิ้น ตันเถียนถูกควักออกจากร่าง และภายในปากยังมีก้อนหินอุดเอาไว้จนไม่อาจเปล่งเสียงได้
แม้บาดแผลทั่วร่างจะรุนแรงถึงเพียงนั้น แต่พลังสายหนึ่งกลับประคองชีวิตของเขาเอาไว้ ทำให้ไม่อาจหมดสติหรือตายลงได้
ส่วนยูรันกำลังยืนถือถังหยกอยู่ข้างกายเขาอย่างสงบ เลือดสีแดงเข้มค่อย ๆ ไหลลงไปภายในถังทีละหยด
จ้าวหู่เบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า
[เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น?!]
[เพียงพริบตาเดียว คุณชายใหญ่ก็ตัดแขนขาของห้าวหรง ควักตันเถียนออกมา แล้วจับมันแขวนรีดเลือดได้อย่างไรกัน?!]
สีหน้าของตงหวงรั่วหลานซีดเผือดไม่ต่างกัน
[ข้ามองไม่ทันเลยแม้แต่น้อย...]
[คนผู้นี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!]
ยูรันมองเลือดภายในถังหยก ก่อนยกมือขึ้นแคะหู
“อืม เลือดแก่นแท้มีเพียงถังเดียวเองหรือ? น้อยชะมัด”
ทันใดนั้น เสียงอู้อี้ก็ดังออกมาจากลำคอของห้าวหรง
“อื้อ! อื้อ ๆๆ!”
ยูรันเงยหน้าขึ้นมอง
“หืม แกอยากพูดอะไรอย่างนั้นหรือ?”
เขาตบไหล่ของอีกฝ่ายเบา ๆ
“วางใจได้ ข้าไม่สังหารใครหรอกนะ”
“อื้อออ!”
“เอา ๆ เข้าใจแล้ว”
ยูรันยื่นมือไปดึงก้อนหินซึ่งอุดอยู่ในปากของห้าวหรงออกมา
ทันทีที่ปากเป็นอิสระ ห้าวหรงก็สูดหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนถามออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“แก...ทำได้อย่างไร?”
ยูรันเอียงศีรษะ
“ก็แค่ตัดแขนขาแล้วควักตันเถียนออกมา ไม่ต่างจากการควักลูกตาเท่าไรนัก ทำแบบเดียวกันก็ได้แล้ว ไม่เห็นจะยากตรงไหน”
“แล้วแกเองก็เข้าใจผิดอยู่อย่างหนึ่ง”
ห้าวหรงกัดฟันข่มความเจ็บปวด ก่อนเงยหน้ามองเขา
ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน
“พวกแกชอบเอาการประลองกับการต่อสู้เอาชีวิตมาปะปนกัน แล้วคิดไปเองว่าสิ่งที่เห็นบนเวทีคือฝีมือทั้งหมดของข้า”
“นี่เป็นการฆ่ากันนะ ข้าจะมัวแต่ตั้งท่า ร่ายรำ แล้วเรียกมังกรอัสนีออกมาให้แกยืนดูอยู่หรือ?”
“ช่างไร้สาระ”
ริมฝีปากของห้าวหรงสั่นระริก
“สังหารข้าเถอะ...”
“อืม ไม่ได้”
ยูรันส่ายหน้า
“ข้าไม่สังหารผู้ใด”
“สังหารข้าเสีย!”
ห้าวหรงตะโกนออกมาจนเสียงแหบแห้ง
“แกยังกล้าพูดว่าตนเองไม่สังหารคนได้อย่างไร?! สภาพของข้าตอนนี้ไม่ต่างจากตกนรกทั้งเป็น!”
ยูรันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ก็นั่นแหละ”
“อะไรนะ...?”
“ก็นั่นแหละที่ข้าต้องการ”
ยูรันหยิบก้อนหินขึ้นมาอีกครั้ง
“ถ้าสังหารทิ้ง เรื่องก็จบง่ายเกินไปสำหรับคนเห็นแก่เงินอย่างแก ว่าไหม?”
กล่าวจบ เขาก็ยัดก้อนหินกลับเข้าไปในปากของห้าวหรงตามเดิม
“อื้ออออ!”
ยูรันไม่สนใจเสียงดิ้นรนอีก เขาหันกลับไปมองจ้าวหู่กับตงหวงรั่วหลานแทน
“เอาละ แล้วพวกแกสองคนจะเอาอย่างไรต่อ?”
สายตาของเขาหยุดอยู่บนร่างขององค์หญิง ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“หืม? องค์หญิงสี่ตงหวงรั่วหลานเองก็มีของดีอยู่ไม่น้อยนี่”
“กายาเทพกระบี่ รากปราณเทพกระบี่แต่กำเนิด เจตจำนงเทพกระบี่ กระทั่งกระดูกทั่วร่างยังเป็นกระดูกเทพกระบี่อีก”
“ดูเหมือนเจ้าจะเกิดมาเพื่อเป็นเทพกระบี่โดยเฉพาะเลยนะ”