ตอนที่ 468 หากยอมไว้ชีวิตองค์หญิง
จ้าวหู่รีบใช้แขนข้างหนึ่งพยุงร่างกาย ก่อนคลานเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้ายูรัน
“คุณชาย ได้โปรดเถิด!”
เขาก้มศีรษะลงจนหน้าผากแทบแตะพื้น
“หากคุณชายยอมไว้ชีวิตองค์หญิง พวกเราจะตอบแทนบุญคุณครั้งนี้อย่างแน่นอน!”
ยูรันขมวดคิ้ว
“สมองแกมีปัญหาหรือเปล่า?”
จ้าวหู่ชะงักไปทันที
“ข้าบอกไปแล้วว่าข้าไม่สังหารผู้ใด แล้วแกจะมาขอให้ข้าไว้ชีวิตนางทำไม?”
ยูรันยกมือขึ้นแคะหู ก่อนหันกลับไปมองตงหวงรั่วหลาน
“เสียเวลาชะมัด ขุดกระดูกเทพกระบี่ ถอดรากปราณกระบี่แต่กำเนิด แล้วรีดโลหิตของนางออกมาเลยดีกว่า”
ใบหน้าของตงหวงรั่วหลานพลันซีดเผือด
นางหันไปมองห้าวหรงซึ่งถูกแขวนอยู่กลางถ้ำ แขนขาทั้งสี่ถูกตัด ตันเถียนถูกควัก และยังถูกรีดเลือดราวกับสัตว์ซึ่งกำลังรอถูกชำแหละ
เพียงนึกว่าตนเองกำลังจะมีสภาพไม่ต่างกัน ร่างกายของนางก็สั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่อาจควบคุม
ทว่าสุดท้าย ตงหวงรั่วหลานกลับกัดฟัน ก่อนค่อย ๆ คลานเข้ามาหายูรัน
“คุณชาย ข้าขอร้อง...”
“ไม่ว่าคุณชายต้องการสิ่งใด ข้ายินดียกให้ทุกอย่าง”
ยูรันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ทุกอย่าง?”
“ใช่”
ตงหวงรั่วหลานพยักหน้า แม้หยาดน้ำตายังคงไหลออกมาไม่หยุด
“ทุกอย่างที่ข้ามี”
“อืม...”
ยูรันทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“แต่ข้าไม่มีสิ่งอื่นที่ต้องการจากเจ้านี่สิ”
“สิ่งที่ข้าต้องการตอนนี้มีเพียงเลือด เนื้อ กระดูก และรากปราณของเจ้า”
เขาย่อตัวลงเล็กน้อย
“เจ้าบอกเองมิใช่หรือว่ายินดียกให้ข้าทุกอย่าง?”
ตงหวงรั่วหลานกัดริมฝีปากจนเลือดซึม
“ถ้าเช่นนั้น...คุณชายจะทำกับข้าเหมือนที่ทำกับห้าวหรงหรือไม่?”
“อืม”
ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
“ถ้าไม่ทำเช่นนั้น แล้วข้าจะเอาของพวกนั้นออกมาจากร่างเจ้าได้อย่างไร?”
“หรือเจ้าคิดจะขุดกระดูกกับรากปราณออกมาด้วยตัวเอง?”
น้ำตาของตงหวงรั่วหลานไหลออกมามากกว่าเดิม
ทว่านางกลับสูดหายใจเข้าลึก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
“ข้ายินดี”
“ขอเพียงคุณชายปล่อยให้ข้ามีชีวิตรอดก็พอ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ลงมือเสียสิ”
“องค์หญิง ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวหู่รีบตะโกนห้าม
ตงหวงรั่วหลานส่ายหน้า ก่อนฝืนยิ้มให้เขา
“ข้าไม่เป็นอะไร”
นางหยิบมีดสั้นออกมาจากแหวนมิติ มือซึ่งกำด้ามมีดยังคงสั่นระริก แต่แววตากลับไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีก
ยูรันมองภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
“หืม ใจเด็ดดีนี่”
“ข้านึกว่าเจ้าจะยอมตายเสียยังดีกว่าต้องควักรากปราณของตนเองออกมา”
ตงหวงรั่วหลานยกปลายมีดขึ้นจ่อบริเวณท้องน้อย
“ข้ายังตายไม่ได้”
แววตาของนางเย็นเยียบลง เมื่อนึกถึงพี่ชายซึ่งสั่งสังหารตนเอง
“ข้ายังต้องกลับไปแก้แค้นพี่สาม”
กล่าวจบ นางก็กัดฟันและแทงมีดลงไปทันที
ทว่าปลายมีดยังไม่ทันสัมผัสอาภรณ์ พลังที่มองไม่เห็นก็หยุดข้อมือของนางเอาไว้กลางอากาศ
“เอ๊ะ?”
ยูรันย่อตัวลงตรงหน้า ก่อนใช้นิ้วเชยคางของนางขึ้นเล็กน้อย
“น่าประทับใจจริง ๆ”
“เด็ดเดี่ยวสมกับเป็นผู้ฝึกกระบี่ ข้าละเกลียดนิสัยแบบนี้นัก”
ตงหวงรั่วหลานมองใบหน้าของเขาด้วยความสับสน
“คุณชาย นี่หมายความว่าอย่างไร?”
นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนใบหน้าเริ่มแดงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
“หรือว่าท่าน...ต้องการตัวข้า?”
“ไร้สาระ”
ยูรันปล่อยคางของนางทันที
อักขระของผนึกร้อยชีวิตบนหน้าผากพลันส่องแสง พลังชีวิตมหาศาลไหลผ่านร่างของเขา ก่อนถ่ายทอดเข้าสู่ร่างของตงหวงรั่วหลาน
บาดแผลภายนอกของนางสมานตัวอย่างรวดเร็ว อวัยวะภายในซึ่งบอบช้ำกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ พิษร้ายถูกขับออกจากร่างจนหมดสิ้น แก่นทองคำที่เคยแตกร้าวฟื้นคืนดังเดิม กระทั่งดวงวิญญาณซึ่งกำลังแตกซ่านยังกลับมามั่นคงอีกครั้ง
ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ
ตงหวงรั่วหลานก้มมองร่างกายของตนเองด้วยความไม่อยากเชื่อ
“นี่มัน...”
ยูรันไม่สนใจท่าทางตกตะลึงของนาง เขาหยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมา ก่อนดีดนิ้วไปทางจ้าวหู่
ฟิ้ว!
โอสถพุ่งผ่านข้างใบหน้าของชายชราไปเพียงเล็กน้อย
ตู้ม!
ผนังถ้ำด้านหลังยุบตัวลงเป็นหลุมขนาดใหญ่ เศษหินและฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
ส่วนโอสถเม็ดนั้นกลับกลิ้งออกมาจากกองหินโดยไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย
“หยิบไปกินเสีย”
ยูรันกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“เห็นแก่ที่วันนี้ข้าอารมณ์ดี”
จ้าวหู่กลืนน้ำลายลงคอ ก่อนรีบคลานไปเก็บโอสถขึ้นมา
[นี่มันพลังอะไรกัน?!]
[โอสถไม่เกิดรอยแม้แต่น้อย แต่ผนังถ้ำกลับยุบเป็นหลุมใหญ่ถึงเพียงนี้ หากเมื่อครู่เขาดีดมันใส่ศีรษะข้า...]
ชายชราไม่กล้าคิดต่อ รีบนำโอสถเข้าปากอย่างว่าง่าย
ตงหวงรั่วหลานยังคงตรวจสอบร่างกายของตนเองซ้ำไปมา
“ข้าหายแล้ว...”
“เป็นไปได้อย่างไรกัน?”
ยูรันหันหลังให้นาง ก่อนเก็บถังเลือด
“เจ้าหมอนี่ยกให้พวกเจ้าแล้วกัน”
เขาก้าวผ่านร่างของห้าวหรงไปสองก้าว ก่อนชะงักฝีเท้าลง
“อ้อ เกือบลืม”
ยูรันหมุนตัวกลับมา แล้วควักดวงตาทั้งสองข้างของห้าวหรงออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วบีบทิ้งตรงนั้นเลย
“อื้อออออ!”
เสียงกรีดร้องอู้อี้ดังสะท้อนไปทั่วถ้ำ
พรึ่บ!
ร่างของเขาหายไปจากถ้ำทันที ทิ้งให้จ้าวหู่กับตงหวงรั่วหลานมองหน้ากันอยู่ท่ามกลางความเงียบ
“จ้าวหู่”
ตงหวงรั่วหลานเอ่ยเรียกขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง”
“เขาเป็นใครกันแน่?”
จ้าวหู่มองไปยังตำแหน่งซึ่งยูรันเพิ่งหายตัวไป ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง
“เขามีนามว่ายูรันพ่ะย่ะค่ะ”
“จากข้อมูลที่ห้าวหรงกล่าวเมื่อครู่ รวมกับข่าวซึ่งกระหม่อมได้ยินมา เขาคือยอดอัจฉริยะผู้ครองอันดับหนึ่งของการประลองระดับวิญญาณทารกในปีนี้”
“นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้สนับสนุนหลักของหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์ซึ่งเพิ่งเปิดกิจการในวันนี้ จะเรียกว่าเป็นเจ้าของตัวจริงของหอสมบัติก็ไม่ผิดนักพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหู่เว้นจังหวะไปเล็กน้อย
“ผู้คนภายในเมืองต่างหวาดเกรงเขา กระหม่อมจึงคิดว่าเขาน่าจะยอมช่วยองค์หญิง”
“เพราะเหตุใด?”
ตงหวงรั่วหลานยังคงมองไปยังทิศทางที่ยูรันจากไปโดยไม่ละสายตา
“กระหม่อมเองก็ไม่ทราบเหตุผลแน่ชัด”
จ้าวหู่ส่ายหน้า
“เพียงแต่คุณชายผู้นั้นใจกว้างอย่างยิ่ง ของซึ่งเขานำออกมาขายมีทั้งโอสถ สมบัติวิเศษ และของล้ำค่าอีกมากมาย”
“ของแต่ละชิ้นล้วนมีมูลค่าสูงจนน่าตกใจ แต่เขากลับเปิดให้ทุกคนเข้าร่วมประมูลในราคาตั้งต้นต่ำมาก ทั้งยังมอบส่วนลดจนแทบไม่ต่างจากแจกให้เปล่า”
ดวงตาของตงหวงรั่วหลานไหววูบ
“ยังมีอะไรอีก?”
“โอสถทุกชนิดซึ่งเขาหลอมขึ้นด้วยตนเองล้วนเป็นโอสถสมบูรณ์แบบพ่ะย่ะค่ะ”
“ส่วนของวิเศษซึ่งสร้างขึ้น แม้จะถูกจัดให้อยู่เพียงระดับสอง แต่อานุภาพจริงกลับอาจเทียบเคียงของวิเศษระดับสามหรือระดับสี่ได้”
น้ำเสียงของจ้าวหู่ค่อย ๆ ตื่นเต้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เขายังมีสุราซึ่งหมักขึ้นเอง เพียงจิบเล็กน้อยก็อาจทำให้ผู้ดื่มเกิดการบรรลุได้ ถึงขั้นมีคนกล่าวว่าเพียงสูดกลิ่นโอสถหรือกลิ่นสุราของเขา บาดแผลบางส่วนก็เริ่มสมานตัวแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ตงหวงรั่วหลานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองร่างของห้าวหรง
“เจ้าดูรอยตัดบนแขนขาของมันสิ”
“เจ้าคิดว่าเขาบรรลุเจตกระบี่แล้วหรือยัง?”
จ้าวหู่มองบาดแผลเรียบเนียนเหล่านั้น ก่อนส่ายหน้าอย่างจนใจ
“กระหม่อมมิอาจทราบได้พ่ะย่ะค่ะ”
“เพียงห้าวหรงถอยหลังไปครึ่งก้าว ทุกอย่างก็จบลงแล้ว กระหม่อมเองอยู่ระดับแปลงเทพเช่นเดียวกับคุณชายแท้ ๆ แต่กลับมองตามการเคลื่อนไหวของเขาไม่ทันแม้แต่น้อย”
ตงหวงรั่วหลานหรี่ตาลงเล็กน้อย
“เขาต้องบรรลุเจตกระบี่แล้วแน่ ๆ”
นางก้มมองมือของตนเอง
“ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจมองออกได้ในพริบตาว่า ทั้งร่างของข้ากำลังแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่”
จ้าวหู่พยักหน้า ก่อนหันกลับไปมองห้าวหรงด้วยสายตาเย็นชา
“แล้วองค์หญิงจะทรงจัดการกับห้าวหรงอย่างไรต่อพ่ะย่ะค่ะ?”
“ให้กระหม่อมบั่นคอมันทิ้งตรงนี้เลยหรือไม่?”
“ไม่ต้อง”
ตงหวงรั่วหลานส่ายหน้า
“หากคุณชายยูรันต้องการสังหารมัน เขาคงลงมือไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องเหลือไว้ให้ถึงมือพวกเรา”
“การที่เขาจงใจปล่อยให้ห้าวหรงยังมีชีวิตอยู่ ต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่”
จ้าวหู่ครุ่นคิดตาม ก่อนดวงตาพลันเป็นประกาย
“หรือว่าเขาต้องการให้องค์หญิงใช้โอกาสนี้จัดการองค์ชายสาม?”
“เป็นไปได้”
ตงหวงรั่วหลานมองห้าวหรงด้วยแววตาเย็นเยียบ
“หากนำตัวมันกลับไปทั้งเป็น พวกเราก็จะมีพยานยืนยันว่าใครเป็นผู้ว่าจ้างมันมาสังหารข้า”
จ้าวหู่สูดหายใจเข้าลึก
“คุณชายผู้นั้นคิดเผื่อเอาไว้ถึงขั้นนี้เชียวหรือ...”
ตงหวงรั่วหลานไม่ตอบ นางเพียงหันกลับไปมองทางออกของถ้ำอีกครั้ง
“ห้ามเลือดให้มันก่อน แล้วนำตัวกลับไปพร้อมกัน”
“ข้าจะรายงานเรื่องทั้งหมดต่อท่านแม่ และให้นางเป็นผู้ลงทัณฑ์มันด้วยตนเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวหู่รีบใช้พลังปิดบาดแผลทั่วร่างของห้าวหรง ก่อนแบกมันขึ้นบนบ่า
ไม่นาน ร่างของคนทั้งสามก็ออกจากถ้ำและหายลับไป