คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 469 ตอนมันถูกตัดแขนขายังไม่รู้สึกตัว9,062 ตัวอักษร

ตอนที่ 469 ตอนมันถูกตัดแขนขายังไม่รู้สึกตัว

เนื่องจากยังเหลือเวลาอีกมาก ยูรันจึงตัดสินใจกลับไปยังหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์อีกครั้ง

คราวนี้เขาไม่ได้ใช้ประตูด้านหลัง แต่เดินผ่านประตูหน้าเข้าไปอย่างเปิดเผย

พนักงานหญิงคนเดิมซึ่งยืนต้อนรับอยู่ด้านในรีบประสานมือคารวะ

“ยินดีต้อนรับกลับเจ้าค่ะ คุณชายใหญ่”

ยูรันชะงักฝีเท้า ก่อนหันหน้าไปทางต้นเสียง

“หืม? คราวนี้ความจำดีขึ้นแล้วนี่”

ร่างของพนักงานสาวสะดุ้งทันที นางรีบก้มหน้าลง ไม่กล้าตอบแม้แต่คำเดียว

ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนเดินผ่านนางไปและขึ้นสู่ชั้นสาม


ภายในห้องรับรองอีกแห่งหนึ่ง ผู้ติดตามของฟานเหยียนเฟยรีบเข้ามารายงาน

“ท่านแม่ทัพ คุณชายใหญ่กลับมาแล้วขอรับ!”

ฟานเหยียนเฟยลุกขึ้นจากที่นั่งทันที

“จริงหรือ? แล้วรออะไรอยู่ รีบไปหาเขาสิ!”

“แต่ว่า...”

ผู้ติดตามมีสีหน้าลำบากใจ

“ตอนนี้คุณชายใหญ่อยู่บนชั้นสาม เจ้าของหอแจ้งว่าใกล้ถึงเวลามื้อเที่ยงแล้ว คุณชายอาจไม่สะดวกพบแขก หากต้องการเข้าพบคงต้องรอจนถึงช่วงบ่ายขอรับ”

ฟานเหยียนเฟยกลับไม่สนใจคำเตือน นางก้าวออกจากห้องและเดินตรงไปยังบันไดทันที

“ข้าเป็นถึงแม่ทัพแห่งราชวงศ์จิ่วซวน”

ผู้ติดตามรีบเดินตามไป ก่อนกล่าวเตือนเสียงเบา

“เอ่อ...ข้าน้อยคิดว่าทำเช่นนี้อาจไม่เหมาะเท่าไรนะขอรับ อย่างไรพวกเราก็เป็นแขกของที่นี่”

“แล้วอย่างไร?”

ฟานเหยียนเฟยกล่าวโดยไม่หันกลับมามอง

“ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ควรเห็นแก่หน้าข้าอยู่บ้าง”

ผู้ติดตามอ้าปากเหมือนต้องการกล่าวบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับทำได้เพียงถอนหายใจและเดินตามนางขึ้นไป


ทันทีที่ยูรันเข้ามาภายในห้องรับรองบนชั้นสาม เขาก็สัมผัสได้ถึงตัวตนคุ้นเคยซึ่งกำลังนั่งจิบสุราอยู่ริมหน้าต่าง

“หืม? จี้เสวี่ยหลัว นี่เจ้านั่งอยู่แต่ในห้องนี้อย่างนั้นหรือ?”

จี้เสวี่ยหลัวพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ

“อืม ข้านั่งมองจากด้านบนก็พอแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องลงไปเบียดเสียดกับผู้คนด้านล่าง”

นางยกจอกสุราขึ้นจิบ

“ส่วนสุราก็เพียงสั่งให้คนรับใช้นำขึ้นมาให้เท่านั้น”

“ท่านพี่!”

เยวียนชิงฝูรีบวิ่งเข้ามาหาเขาด้วยแววตาเป็นประกาย

“ข้านำโอสถระดับสิบทั้งหมดออกประมูลเรียบร้อยแล้ว ท่านลองทายดูสิเจ้าคะว่าขายได้เงินเท่าไร?”

ยูรันตอบโดยแทบไม่ต้องคิด

“ห้าหมื่นล้านเหรียญ”

เยวียนชิงฝูเบิกตากว้าง

“เอ๊ะ? ท่านพี่รู้ได้อย่างไรเจ้าคะ?!”

“ข้าเดาสุ่มเอา”

ยูรันยักไหล่

“คนแถวนี้มีแต่พวกยาจก ราคาคงไม่สูงไปกว่านี้เท่าไรนัก”

“...”

ผู้คนภายในห้องต่างเงียบลงพร้อมกัน

เยวียนชิงเหยารีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“รันเอ๋อร์ แล้วเรื่องสนุกของลูกเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือ?”

“เร็วกว่าที่คิด”

ยูรันเดินไปนั่งบนเก้าอี้ ก่อนรินชาให้ตนเองหนึ่งถ้วย

“อีกฝ่ายเป็นพวกชอบยืนพล่ามไร้สาระ ทั้งที่มีตบะเพียงระดับหลอมสุญญตา ข้าจึงตัดแขนขา ควักตันเถียน แล้วจับแขวนรีดเลือดเสียเลย จากนั้นก็กลับมา”

“...”

“...”

“...”

ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งห้องอยู่หลายอึดใจ

เยวียนชิงฝูเป็นคนแรกที่ได้สติ นางรีบถามเสียงหลง

“ท่านพี่ว่าอะไรนะเจ้าคะ?!”

“ท่านตัดแขนขาของผู้ฝึกตนระดับหลอมสุญญตาหรือ?!”

ยูรันเอียงศีรษะ

“ทำไมต้องตกใจ?”

“เดิมทีข้านึกว่าจะมีระดับหลอมรวมเต๋าหรือระดับมหายานโผล่ออกมาด้วยซ้ำ แต่เจ้าหมอนั่นกลับกระจอกกว่าที่คิด เอาแต่ยืนพล่ามอยู่ตั้งนานสองนาน”

เยวียนชิงฝูกลืนน้ำลายลงคอ

“แล้วท่านพี่ใช้เวลาจัดการมันนานเท่าไรเจ้าคะ?”

“ครึ่งก้าว”

“ครึ่งก้าว?”

นางกะพริบตาปริบ ๆ

“ครึ่งก้าวหมายความว่าอย่างไร?”

“ก็หมายความว่าข้าจัดการมันเสร็จ ระหว่างที่มันกำลังยกเท้าขึ้นและยังไม่ทันได้วางลงอย่างไรเล่า”

เยวียนจ้าวคุนสะดุ้งเฮือก ก่อนรีบก้มตรวจสอบแขนขาของตนเองโดยไม่รู้ตัว

ฉินหลัวซือเหลือบมองสามีด้วยหางตา

“เจ้าจะกลัวไปทำไม?”

“เก็บความกลัวเอาไว้ใช้ตอนที่ข้าสั่งให้หลานชายตัดแขนขาของเจ้าดีกว่า”

เยวียนจ้าวคุนรีบขยับเข้าไปหา พร้อมเผยรอยยิ้มประจบประแจง

“เมียจ๋า ทำเช่นนั้นไม่ได้นะจ๊ะ หากข้าไม่มีแขนแล้ว ผู้ใดจะทำอาหารเช้าให้เจ้ากัน?”

ฉินหลัวซือแค่นเสียงเบา ๆ โดยไม่ตอบ

เถียนซูเจินซึ่งยืนรออยู่ด้านข้างจึงถือโอกาสก้าวเข้ามา ก่อนยื่นสมุดบัญชีให้ยูรัน

“นี่คือรายงานทั้งหมดของวันนี้เจ้าค่ะ”

ยูรันรับมาเปิดอ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“อืม ผลตอบรับไม่เลว”

เขาพลิกสมุดบัญชีไปอีกสองสามหน้า

“จากนี้ให้นำของวิเศษระดับหนึ่งถึงระดับแปดออกวางขายตามปกติ ตั้งราคาขายให้สูงกว่าราคาประมูลเล็กน้อย”

“ส่วนกระบี่ขยะระดับแปดนั่น ดันประมูลได้สูงถึงหนึ่งพันล้านเหรียญ เช่นนั้นก็ตั้งราคาขายไว้ที่หนึ่งพันสองร้อยล้านเหรียญแล้วกัน”

ยูรันใช้นิ้วเคาะสมุดบัญชี

“ของวิเศษระดับเจ็ดให้ใช้หนึ่งในสี่ของราคานั้น ระดับถัดลงไปก็หารสี่ต่อกันไปตามลำดับ ส่วนของวิเศษชนิดอื่นให้เทียบราคาตามคุณภาพ เจ้าจะปรับเพิ่มหรือลดตามความเหมาะสมก็ได้”

เถียนซูเจินพยักหน้า ก่อนจดทุกอย่างลงในสมุดอีกเล่มอย่างรวดเร็ว

“สำหรับสินค้าของผู้อื่นที่นำมาฝากประมูล ให้คิดค่าธรรมเนียมตามปกติ”

“ส่วนต่างจากส่วนลดช่วงเปิดกิจการให้หอสมบัติเป็นผู้ชดเชยเอง ห้ามหักเงินส่วนนั้นจากเจ้าของสินค้า”

ดวงตาของเยวียนชิงฝูพลันเป็นประกาย

“ถ้าเช่นนั้น เงินจากโอสถของข้า...”

“ส่วนที่เจ้าถูกหักไป เดี๋ยวข้าจ่ายคืนให้เอง”

ยูรันยังกล่าวไม่ทันจบ เยวียนชิงเหยาก็ยื่นมือออกมาทันที

“มอบให้แม่”

“ท่านแม่!”

เสียงร้องของเยวียนชิงฝูดังลั่นไปทั่วห้อง

ยูรันแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ก่อนก้มอ่านรายงานต่อ

“อีกเรื่องหนึ่ง เงินเดือนของพนักงานน้อยเกินไป เพิ่มให้ทุกคนอีกสามส่วน”

เถียนซูเจินชะงักปลายพู่กัน

“เพิ่มอีกสามส่วนเลยหรือเจ้าคะ?”

“อืม”

ยูรันพยักหน้า

“จากนั้นแบ่งรูปแบบการจ้างงานออกเป็นลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างรายวัน และพนักงานรายเดือนให้ชัดเจน”

“ทุกคนต้องผ่านช่วงทดลองงานสามเดือน เมื่อผ่านเกณฑ์แล้วให้เพิ่มค่าตอบแทนอีกห้าส่วน”

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“ค่าตอบแทนของลูกจ้างรายวันให้ต่ำกว่าพนักงานรายเดือนเล็กน้อย แต่จ่ายเงินให้ทันทีหลังเลิกงาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินด่วน”

“ลูกจ้างรายวันต้องผ่านช่วงทดลองงานสามเดือนเช่นกัน หลังจากนั้นจึงเพิ่มค่าตอบแทนตามเกณฑ์ แต่ยังคงจ่ายเป็นรายวันเหมือนเดิม”

“ให้หัวหน้างานตรวจสอบประสิทธิภาพของทุกคนเดือนละครั้ง หากพบปัญหาซึ่งจัดการเองไม่ได้ ให้รายงานผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าขึ้นไปตามลำดับ อย่าปล่อยให้ปัญหาค้างอยู่โดยไม่มีผู้รับผิดชอบ”

ยูรันปิดสมุดบัญชีลง

“จัดระบบทั้งหมดให้เรียบร้อยก่อนถึงปีใหม่ เท่านี้แหละ”

เถียนซูเจินรีบประสานมือ

“ข้าจะเร่งดำเนินการทันทีเจ้าค่ะ”

“เดี๋ยวก่อน”

ยูรันยกมือห้ามนางเอาไว้

“เหมือนจะยังขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง”

เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดีดนิ้วดังเป๊าะ

“อ๋อ จากนี้ให้พนักงานทำงานสัปดาห์ละสี่วัน วันละสี่ชั่วยามก็พอ”

“อีกสามวันเป็นวันหยุด ให้แต่ละคนเลือกวันหยุดของตนเองในแต่ละสัปดาห์ เพียงจัดเวรไม่ให้กระทบกับงานภายในหอก็พอ”

เถียนซูเจินมองเขาอย่างไม่แน่ใจ

“จะดีหรือเจ้าคะ?”

“ดีสิ”

ยูรันตอบทันที

“ทำงานน้อย มีเวลาพักมาก ได้เงินเยอะ แถมพวกเรายังมอบส่วนลดให้พนักงานอีกไม่ใช่หรือ?”

“เจ้าต้องรู้จักวิธีบริหารคนให้มากกว่านี้ ใช้งานเยี่ยงทาสแล้วผู้ใดจะจงรักภักดีต่อเจ้า?”

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่าทางสบายอารมณ์

“เมื่อพนักงานมีเวลาพัก พวกเขาก็มีเวลาออกไปจับจ่ายใช้เงิน สุดท้ายเงินเหล่านั้นย่อมหมุนเวียนกลับมาหาพวกเราอยู่ดี”

“โดยเฉพาะหอพนัน ค่อยไปหลอกเอาเงินคืนจากตรงนั้นภายหลังก็ได้”

ยูรันยกมุมปากขึ้น ก่อนหัวเราะอย่างชอบใจ

“เพราะต่อให้พวกเราไม่โกง พวกผีพนันก็ยังลงเดิมพันแบบโง่ ๆ กันเองอยู่แล้ว ฮ่า ๆๆๆ!”

เยวียนชิงเหยามองบุตรชายด้วยแววตาภาคภูมิใจ

“สมแล้วที่เป็นลูกชายของแม่ ช่างฉลาดหลักแหลมนัก”

ประตูห้องรับรองถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา สาวใช้คนหนึ่งรีบก้าวเข้ามา ก่อนประสานมือคารวะ

“คุณชายใหญ่ มีแขกมาขอเข้าพบเจ้าค่ะ”

ยูรันวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ

“ใคร?”

สาวใช้ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังมาจากด้านนอก

ฟานเหยียนเฟยเดินผ่านประตูเข้ามาภายในห้องด้วยตนเอง

“เอ๊ะ? ไม่ได้นะเจ้าคะ!”

สาวใช้รีบหันกลับไปขวาง

“ท่านจะเข้ามาเช่นนี้ไม่ได้ คุณชายใหญ่ยังไม่ได้อนุญาตเลยเจ้าค่ะ!”

ฟานเหยียนเฟยไม่แม้แต่จะหันไปมองนาง สายตายังคงจับจ้องอยู่บนร่างของยูรัน

“ข้ามีนามว่าฟานเหยียนเฟย เป็นแม่ทัพแห่งราชวงศ์จิ่วซวนจากทวีปเฮ่าเทียน”

นางประสานมือให้เขาอย่างพอเป็นพิธี

“ข้าต้องการพูดคุยกับคุณชายใหญ่เป็นการส่วนตัวสักครู่ เกี่ยวกับโอสถระดับสิบ”

“...”

ไม่มีผู้ใดภายในห้องเอ่ยตอบ

ทุกคนเพียงนั่งมองฟานเหยียนเฟยซึ่งถือวิสาสะเดินเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยสายตาแตกต่างกันไป

ยูรันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้

[อืม ราชวงศ์จากต่างทวีปถึงสองแห่งปรากฏตัวขึ้นในวันเดียวกัน ดูเหมือนคงมาสำรวจสถานการณ์ของที่นี่กันสินะ]

[แต่ว่า...]

เขานิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามเรื่องซึ่งดูไม่เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย

“เจ้ารู้จักคนที่ชื่อห้าวหรงหรือเปล่า?”

ฟานเหยียนเฟยชะงัก ก่อนพยักหน้า

“รู้จักสิ”

“มันเป็นองครักษ์ในสังกัดองค์ชายสาม และเคยทำหน้าที่เลี้ยงดูองค์หญิงสี่แห่งราชวงศ์ตงหวงมาตั้งแต่ยังเยาว์”

นางขมวดคิ้วเล็กน้อย

“เหตุใดคุณชายจึงถามถึงมัน? หรือว่าท่านรู้จักห้าวหรงด้วย?”

ยูรันไม่ได้ตอบ เขาเพียงยื่นมือเข้าไปในช่องเก็บของ ก่อนนำสิ่งของสองอย่างออกมาวางบนโต๊ะ

ตุบ!

สิ่งแรกคือตันเถียนซึ่งยังคงหลงเหลือกลิ่นอายพลังระดับหลอมสุญญตา ส่วนอีกสิ่งคือถังซึ่งบรรจุเลือดแก่นแท้สีแดงเข้มเอาไว้จนเกือบเต็ม

“สองอย่างนี้เป็นของมัน”

เยวียนชิงฝูมองถังตรงหน้า ก่อนเสียงเริ่มสั่น

“ทะ...ท่านพี่”

“อย่าบอกนะเจ้าคะว่าเลือดเต็มถังนี่...”

“อืม ของมันเหมือนกัน”

ยูรันพยักหน้า ก่อนหันกลับไปทางฟานเหยียนเฟย

“เจ้ารู้หรือไม่ เจ้าหมอนั่นไร้มารยาทเหมือนกับเจ้าไม่มีผิด”

แววตาของฟานเหยียนเฟยพลันเย็นเยียบลง

ทว่ายูรันกลับกล่าวต่อโดยไม่สนใจท่าทีของนาง

“แล้วเจ้ารู้หรือเปล่าว่าข้าจัดการมันอย่างไร?”

“ตอนที่แขนขาทั้งสี่กับตันเถียนของมันถูกข้าตัดออกจากร่าง มันยังไม่ทันรู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น”

“ห้าวหรงอยู่ระดับหลอมสุญญตา แต่เจ้าอยู่เพียงระดับแปลงเทพ เช่นนั้นเจ้าลองเดาดูสิ หากเจ้ากะพริบตาขึ้นมาครั้งหนึ่ง แขนขาของเจ้าจะยังอยู่ครบหรือเปล่า?”

ร่างของฟานเหยียนเฟยสะดุ้งเฮือก

ความเย็นเยียบเมื่อครู่หายไปจากใบหน้าของนางจนหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยเม็ดเหงื่อซึ่งค่อย ๆ ไหลลงมาตามขมับ

นางจ้องตันเถียนบนโต๊ะอย่างละเอียด

ไม่ผิดแน่ กลิ่นอายพลังซึ่งหลงเหลืออยู่เป็นของห้าวหรงอย่างแน่นอน

ส่วนเลือดแก่นแท้ภายในถังเลือดก็แผ่กลิ่นอายของกายาหยางบริสุทธิ์ออกมาอย่างเข้มข้น ในบรรดาคนที่นางรู้จัก มีเพียงห้าวหรงผู้เดียวเท่านั้นซึ่งครอบครองกายาชนิดนี้

หลักฐานทั้งสองอย่างยืนยันคำพูดของยูรันได้อย่างสมบูรณ์

ฟานเหยียนเฟยเผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

[นี่ข้ากำลังทำอะไรลงไปกันแน่?!]