ตอนที่ 470 ต้องจบก่อนสิ้นยามเว่ย
เยวียนชิงฝูมองตันเถียนกับถังเลือดบนโต๊ะด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ว้าว! ถ้าเช่นนั้นข้าก็อยากเห็นจริง ๆ ว่าท่านพี่จัดการห้าวหรงอย่างไร”
นางหันไปมองเยวียนจ้าวคุน
“ตอนแรกข้าคิดจะขอให้ท่านลุงเป็นหนูทดลองให้ท่านพี่แสดงดูสักหน่อย”
ฉินหลัวซือพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“เป็นความคิดที่ดีเหมือนกัน”
เยวียนจ้าวคุนหน้าซีด รีบขยับเข้าไปหาภรรยาทันที
“เมียจ๋า อย่าทำเช่นนั้นเลยนะจ๊ะ!”
“เอาอย่างนี้ หลังจากนี้ข้าจะออกมาช่วยงานที่หอสมบัติด้วย ข้าสัญญาว่าจะไม่อู้งาน เจ้าจะให้ข้าทำสิ่งใดก็ได้ทั้งนั้น!”
เขาตบหน้าอกของตนเอง ก่อนกล่าวอย่างหนักแน่น
“ส่วนตำหนักเสวียนเยว่ ข้ายกให้เจ้าดูแลทั้งหมดเลย!”
ฉินหลัวซือแค่นเสียง
“หึ”
ฟานเหยียนเฟยกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนรีบประสานมือคารวะยูรันอย่างจริงจัง คราวนี้ท่าทางของนางไม่มีความถือตัวหลงเหลืออยู่อีก
“คุณชายใหญ่ เรื่องเมื่อครู่เป็นข้าที่ไร้มารยาทเอง”
“ข้ารีบร้อนและตื่นเต้นมากเกินไป เนื่องจากจำเป็นต้องรีบเดินทางกลับไปใช้โอสถ ทั้งยังกังวลว่าหากพลาดโอกาสนี้ ข้าอาจไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณชายใหญ่อีก”
นางก้มศีรษะลง
“ด้วยเหตุนี้จึงเผลอกระทำเรื่องผิดพลาดลงไป ขอคุณชายใหญ่โปรดอภัยให้ข้าด้วย”
ยูรันเก็บตันเถียนกับถังเลือดกลับเข้าไปในช่องเก็บของ ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้โดยไม่แม้แต่จะหันไปมองฟานเหยียนเฟย
“ท่านแม่ พวกเรากลับตำหนักไปกินข้าวกันก่อนเถอะ”
เขาหันไปมองเยวียนจ้าวคุน
“ส่วนเรื่องงานของตาแก่ จะให้ทำหน้าที่ตรงไหนก็ได้ทั้งนั้น”
“แต่ห้ามเล่นพนันไม่ว่ากรณีใด เว้นแต่จะมีเหวินไคหรือข้าอยู่ด้วยเท่านั้น”
เยวียนจ้าวคุนอ้าปากเหมือนต้องการคัดค้าน ทว่ายูรันกลับหันไปทางเถียนซูเจินเสียก่อน
“แล้วก็ซูเจิน ช่วยเตรียมห้องทำงานรวมขนาดใหญ่เอาไว้สักห้องหนึ่งด้วย”
เถียนซูเจินประสานมือรับคำ
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะจัดเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนมื้อเย็น”
เยวียนจ้าวคุนได้แต่คอตกอย่างหมดอาลัย
ฉินหลัวซือเหลือบมองเขา ก่อนกล่าวออกมาเพียงคำเดียว
“กลับ!”
“จ้ะ เมียจ๋า...”
ไม่นาน ทุกคนก็ทยอยออกจากห้องรับรองไป เหลือเพียงฟานเหยียนเฟยกับเถียนซูเจินอยู่ภายใน
เถียนซูเจินมองแม่ทัพหญิงตรงหน้า ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“ท่านแม่ทัพฟาน วันนี้กลับไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
“โชคดีที่วันนี้คุณชายใหญ่อารมณ์ดี ไม่เช่นนั้นท่านอาจไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้โดยมีอวัยวะครบสามสิบสองส่วนแล้ว”
ฟานเหยียนเฟยมองประตูซึ่งยูรันเพิ่งเดินผ่าน ก่อนใบหน้าซีดลงอีกครั้ง
เถียนซูเจินกล่าวต่อ
“หลังมื้อเย็นค่อยกลับมาใหม่ คุณชายใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะพูดคุยกับท่าน เพียงแต่คราวหน้าควรเข้ามาอย่างนอบน้อมและรอให้ได้รับอนุญาตเสียก่อน”
“หากยังวางอำนาจเช่นเมื่อครู่ คนซึ่งมาหาเรื่องเขาในเมืองนี้ล้วนมีจุดจบไม่ดีสักราย”
น้ำเสียงของนางจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ไม่ว่าจะเป็นคนในตระกูลเยวียนหรือแม้แต่เชื้อพระวงศ์ ทุกคนยังต้องเกรงใจคุณชาย ท่านเองก็ไม่ควรเป็นข้อยกเว้น”
เถียนซูเจินผายมือไปทางประตู
“เชิญท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ”
ฟานเหยียนเฟยชะงักไปทันที
[ว่าอย่างไรนะ? แม้แต่องค์รัชทายาทยังไม่กล้าวางอำนาจต่อหน้าเขาอย่างนั้นหรือ?!]
นางถอนหายใจยาว ก่อนประสานมือให้เถียนซูเจิน
“เข้าใจแล้ว ข้าจะกลับมาใหม่หลังมื้อเย็น”
กล่าวจบ ฟานเหยียนเฟยก็หันหลังและเดินออกจากห้องไปอย่างสงบ แตกต่างจากตอนเข้ามาอย่างสิ้นเชิง
ทันทีที่ฟานเหยียนเฟยกลับเข้ามาภายในห้องรับรอง ผู้ติดตามก็รีบเข้าไปหา
“ท่านแม่ทัพ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
ฟานเหยียนเฟยทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ก่อนถอนหายใจยาว
“ข้าเกือบพิการแล้ว”
“อะไรนะขอรับ?!”
ผู้ติดตามร้องเสียงหลง รีบกวาดตามองแขนขาของนางทันที
ฟานเหยียนเฟยยกมือขึ้นห้าม
“ข้ายังไม่เป็นอะไร”
นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เจ้ารู้จักห้าวหรงหรือไม่?”
“รู้จักขอรับ”
ผู้ติดตามพยักหน้า
“มันเป็นยอดฝีมือระดับหลอมสุญญตาซึ่งอยู่ข้างกายองค์ชายสามแห่งราชวงศ์ตงหวง เหตุใดท่านแม่ทัพจึงถามถึงมัน?”
“ห้าวหรงน่าจะตายไปแล้ว”
สีหน้าของผู้ติดตามแข็งค้าง
ฟานเหยียนเฟยกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“มันไปล่วงเกินคุณชายใหญ่ จึงถูกตัดแขนขาและควักตันเถียนออกจากร่าง”
“เมื่อครู่คุณชายใหญ่นำทั้งตันเถียนกับเลือดแก่นแท้ของมันออกมาวางให้ข้าดู กลิ่นอายซึ่งหลงเหลืออยู่บนทั้งสองสิ่งเป็นของห้าวหรงไม่ผิดแน่ ข้าไม่มีทางจำผิด”
นางก้มมองฝ่ามือของตนเอง เมื่อนึกถึงคำข่มขู่เมื่อครู่ ปลายนิ้วยังคงสั่นเล็กน้อย
“คุณชายใหญ่บอกว่า เขาจัดการห้าวหรงได้ภายในช่วงเวลากะพริบตาเพียงครั้งเดียว”
ใบหน้าของผู้ติดตามซีดเผือก
“ถ้าเช่นนั้น...หมายความว่าพวกเราไม่มีโอกาสแล้วหรือขอรับ?”
“ไม่ใช่”
ฟานเหยียนเฟยส่ายหน้า
“เขายังไม่ได้ปฏิเสธเรื่องโอสถ เพียงแต่เจ้าของหอบอกให้ข้ากลับไปพบเขาใหม่หลังมื้อเย็น”
นางหลับตาลง ก่อนยกมือนวดหว่างคิ้ว
“เมื่อครู่ข้าโอหังมากเกินไป ถือวิสาสะบุกเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้าทำพลาดไปแล้ว”
ผู้ติดตามครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เช่นนั้นพวกเราควรเตรียมของขวัญไปขอขมาคุณชายใหญ่หรือไม่ขอรับ?”
ฟานเหยียนเฟยลืมตาขึ้น ก่อนถอนหายใจอีกครั้ง
“แล้วจะมีของขวัญใดทำให้เขาถูกใจได้?”
“ทั้งเงินทอง โอสถ สมบัติวิเศษ และของล้ำค่า เขามีทุกอย่างมากกว่าพวกเราเสียอีก”
ผู้ติดตามอ้าปาก ก่อนค่อย ๆ ปิดลงโดยไม่มีคำตอบ
ช่วงมื้อเที่ยง ภายในห้องอาหารของตำหนักเสวียนเยว่
ทุกคนกำลังนั่งรับประทานอาหารร่วมกันตามปกติ ยูรันซึ่งนั่งอยู่ข้างเยวียนชิงเหยาพลันเงยหน้าขึ้น
“จินหยาง”
หลัวจินหยางหันมามองเขา
“ว่าอย่างไร?”
“ตอนบ่ายไปกับข้าหน่อย”
หลัวจินหยางชะงัก ก่อนดวงตาค่อย ๆ เบิกกว้าง
“หรือว่าสามีคิดจะทำเรื่องนั้นกับข้าตอนกลางวันแสก ๆ?”
เสียงตะเกียบกระทบถ้วยภายในห้องหยุดลงพร้อมกัน
ทุกคนหันไปมองหลัวจินหยางเป็นตาเดียว
“อะแฮ่ม!”
นางรีบกระแอมแก้เก้อ ก่อนโบกมือปฏิเสธ
“ข้าล้อเล่นเท่านั้น ข้าไม่ได้เป็นเหมือนศิษย์พี่ใหญ่เสียหน่อย”
“...”
ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ
“ช่างเถอะ”
“ข้าได้เลือดแก่นแท้จากกายาหยางบริสุทธิ์มาแล้ว”
ดวงตาของหลัวจินหยางพลันเป็นประกาย
ยูรันคีบอาหารเข้าปาก ก่อนกล่าวต่ออย่างสบายอารมณ์
“มีไอ้โง่จากที่ใดไม่รู้คิดจะมาสู้กับข้า ข้าจึงตัดแขนขา ควักตันเถียน แล้วรีดเลือดแก่นแท้ของมันออกมาราวกับเชือดหมู”
“ส่วนพลังงานที่ต้องใช้สร้างกายา ก็ใช้พลังจากตันเถียนของมันนั่นแหละ”
“เจ้าหมอนั่นอยู่ระดับหลอมสุญญตา พลังภายในน่าจะเพียงพอให้สร้างกายาเพลิงตะวันได้สำเร็จ”
“คราวนี้เจ้าจะมีกายาสายสุริยันเป็นของตนเองเสียที”
หลัวจินหยางยกมือขึ้นอย่างดีใจ
“เย้!”
ทันใดนั้น เสียงบ่นด้วยความอิจฉาก็ดังระงมขึ้นรอบโต๊ะอาหาร
“โชคดีชะมัด...”
“แล้วเมื่อไรจะถึงคราวของพวกเราบ้างนะ?”
หลัวจินหยางยกมุมปากขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ก่อนคีบอาหารเข้าปากด้วยอารมณ์ดีกว่าเดิมหลายเท่า
ช่วงปลายยามเว่ย ภายในห้องส่วนตัวซึ่งมีม่านพลังหลายชั้นปิดกั้นอย่างแน่นหนา
ยูรันนำเลือดแก่นแท้ของกายาหยางบริสุทธิ์ออกมาทั้งถัง ก่อนสกัดเอาเพียงแก่นแท้ที่บริสุทธิ์ที่สุด แล้วหลอมรวมเข้ากับโลหิตกายาอัคคีและโลหิตกายาอัสนีบางส่วน
เปลวเพลิงกับสายฟ้าไหลวนอยู่ภายในโลหิตสีทองเจิดจ้า กลิ่นอายร้อนแรงประหนึ่งดวงตะวันค่อย ๆ แผ่กระจายออกมาจนทั่วทั้งห้อง
ระหว่างนั้น ยูรันยังเพาะโลหิตกายาชนิดต่าง ๆ เพิ่มขึ้นพร้อมกันไปด้วย
หลังผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เบื้องหน้าของเขาก็มีถังโลหิตวางเรียงกันอยู่สี่ใบ ได้แก่โลหิตกายาเพลิงตะวัน โลหิตกายาอัคคี โลหิตกายาอัสนี และโลหิตกายาวารีหลอมสมุทร
จากเดิมซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่หยด ตอนนี้โลหิตแต่ละชนิดกลับเพิ่มจำนวนขึ้นจนเต็มถัง
เมื่อมีทั้งโลหิตกายาซึ่งเข้ากับกลิ่นอายดั้งเดิมของหลัวจินหยาง และพลังจากตันเถียนระดับหลอมสุญญตาคอยสนับสนุน การหล่อเลี้ยงจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นราวกับปอกกล้วยเข้าปาก
ไม่นาน ครรภ์แห่งดวงดาวก็ส่องแสงเจิดจ้า ก่อนทารกหญิงตัวน้อยจะถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิงสีทองและประกายอัสนี
หลัวจินหยางตรวจสอบทารกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลืมตาขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง
“เสร็จแล้ว!”
นางครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างกระตือรือร้น
“ข้าจะตั้งชื่อกายานี้ว่า ‘กายเทพสุริยันอัสนีสวรรค์’”
ยูรันกะพริบตาปริบ ๆ
“เอ่อ...แล้วแต่เจ้า”
หลัวจินหยางเหลือบมองเวลา ก่อนขยับเข้ามาใกล้เขาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ถ้าเช่นนั้น สามี...”
นางใช้นิ้วลากวนอยู่บนหน้าอกของเขาอย่างแผ่วเบา
“พวกเรายังเหลือเวลาอีกเล็กน้อย ช่วยดับไฟให้ข้าหน่อยได้หรือไม่? ตอนนี้ภายในห้องมีเพียงเราสองคนเองนะ”
ยูรันมองนางด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“พวกเจ้านี่มันยิ่งกว่าปีศาจราคะของแท้เสียอีก”
หลัวจินหยางยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน
“ช่วยไม่ได้นี่นา ก็เจ้าเป็นเสียแบบนี้ แล้วจะมีสตรีคนใดอดทนไหวกัน?”
“ตอนกลางคืนพวกเจ้าก็ผลัดกันมาอยู่กับข้าอยู่แล้ว ยังคิดจะเอาเปรียบเวลาเพิ่มอีกหรือ?”
“ถือว่าเป็นรางวัลพิเศษให้ข้าก็แล้วกัน”
ยูรันถอนหายใจอย่างจนใจ
“ก็ได้ แต่ต้องจบก่อนสิ้นยามเว่ย”
หลัวจินหยางไม่รอให้เขาเปลี่ยนใจ นางปลดอาภรณ์ชั้นนอกออกทันที ก่อนโถมตัวเข้าไปกอดคอและประกบริมฝีปากกับเขา