คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 470 ต้องจบก่อนสิ้นยามเว่ย7,572 ตัวอักษร

ตอนที่ 470 ต้องจบก่อนสิ้นยามเว่ย

เยวียนชิงฝูมองตันเถียนกับถังเลือดบนโต๊ะด้วยดวงตาเป็นประกาย

“ว้าว! ถ้าเช่นนั้นข้าก็อยากเห็นจริง ๆ ว่าท่านพี่จัดการห้าวหรงอย่างไร”

นางหันไปมองเยวียนจ้าวคุน

“ตอนแรกข้าคิดจะขอให้ท่านลุงเป็นหนูทดลองให้ท่านพี่แสดงดูสักหน่อย”

ฉินหลัวซือพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“เป็นความคิดที่ดีเหมือนกัน”

เยวียนจ้าวคุนหน้าซีด รีบขยับเข้าไปหาภรรยาทันที

“เมียจ๋า อย่าทำเช่นนั้นเลยนะจ๊ะ!”

“เอาอย่างนี้ หลังจากนี้ข้าจะออกมาช่วยงานที่หอสมบัติด้วย ข้าสัญญาว่าจะไม่อู้งาน เจ้าจะให้ข้าทำสิ่งใดก็ได้ทั้งนั้น!”

เขาตบหน้าอกของตนเอง ก่อนกล่าวอย่างหนักแน่น

“ส่วนตำหนักเสวียนเยว่ ข้ายกให้เจ้าดูแลทั้งหมดเลย!”

ฉินหลัวซือแค่นเสียง

“หึ”

ฟานเหยียนเฟยกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนรีบประสานมือคารวะยูรันอย่างจริงจัง คราวนี้ท่าทางของนางไม่มีความถือตัวหลงเหลืออยู่อีก

“คุณชายใหญ่ เรื่องเมื่อครู่เป็นข้าที่ไร้มารยาทเอง”

“ข้ารีบร้อนและตื่นเต้นมากเกินไป เนื่องจากจำเป็นต้องรีบเดินทางกลับไปใช้โอสถ ทั้งยังกังวลว่าหากพลาดโอกาสนี้ ข้าอาจไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณชายใหญ่อีก”

นางก้มศีรษะลง

“ด้วยเหตุนี้จึงเผลอกระทำเรื่องผิดพลาดลงไป ขอคุณชายใหญ่โปรดอภัยให้ข้าด้วย”

ยูรันเก็บตันเถียนกับถังเลือดกลับเข้าไปในช่องเก็บของ ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้โดยไม่แม้แต่จะหันไปมองฟานเหยียนเฟย

“ท่านแม่ พวกเรากลับตำหนักไปกินข้าวกันก่อนเถอะ”

เขาหันไปมองเยวียนจ้าวคุน

“ส่วนเรื่องงานของตาแก่ จะให้ทำหน้าที่ตรงไหนก็ได้ทั้งนั้น”

“แต่ห้ามเล่นพนันไม่ว่ากรณีใด เว้นแต่จะมีเหวินไคหรือข้าอยู่ด้วยเท่านั้น”

เยวียนจ้าวคุนอ้าปากเหมือนต้องการคัดค้าน ทว่ายูรันกลับหันไปทางเถียนซูเจินเสียก่อน

“แล้วก็ซูเจิน ช่วยเตรียมห้องทำงานรวมขนาดใหญ่เอาไว้สักห้องหนึ่งด้วย”

เถียนซูเจินประสานมือรับคำ

“ทราบแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะจัดเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนมื้อเย็น”

เยวียนจ้าวคุนได้แต่คอตกอย่างหมดอาลัย

ฉินหลัวซือเหลือบมองเขา ก่อนกล่าวออกมาเพียงคำเดียว

“กลับ!”

“จ้ะ เมียจ๋า...”

ไม่นาน ทุกคนก็ทยอยออกจากห้องรับรองไป เหลือเพียงฟานเหยียนเฟยกับเถียนซูเจินอยู่ภายใน

เถียนซูเจินมองแม่ทัพหญิงตรงหน้า ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“ท่านแม่ทัพฟาน วันนี้กลับไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ”

“โชคดีที่วันนี้คุณชายใหญ่อารมณ์ดี ไม่เช่นนั้นท่านอาจไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้โดยมีอวัยวะครบสามสิบสองส่วนแล้ว”

ฟานเหยียนเฟยมองประตูซึ่งยูรันเพิ่งเดินผ่าน ก่อนใบหน้าซีดลงอีกครั้ง

เถียนซูเจินกล่าวต่อ

“หลังมื้อเย็นค่อยกลับมาใหม่ คุณชายใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะพูดคุยกับท่าน เพียงแต่คราวหน้าควรเข้ามาอย่างนอบน้อมและรอให้ได้รับอนุญาตเสียก่อน”

“หากยังวางอำนาจเช่นเมื่อครู่ คนซึ่งมาหาเรื่องเขาในเมืองนี้ล้วนมีจุดจบไม่ดีสักราย”

น้ำเสียงของนางจริงจังขึ้นเล็กน้อย

“ไม่ว่าจะเป็นคนในตระกูลเยวียนหรือแม้แต่เชื้อพระวงศ์ ทุกคนยังต้องเกรงใจคุณชาย ท่านเองก็ไม่ควรเป็นข้อยกเว้น”

เถียนซูเจินผายมือไปทางประตู

“เชิญท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ”

ฟานเหยียนเฟยชะงักไปทันที

[ว่าอย่างไรนะ? แม้แต่องค์รัชทายาทยังไม่กล้าวางอำนาจต่อหน้าเขาอย่างนั้นหรือ?!]

นางถอนหายใจยาว ก่อนประสานมือให้เถียนซูเจิน

“เข้าใจแล้ว ข้าจะกลับมาใหม่หลังมื้อเย็น”

กล่าวจบ ฟานเหยียนเฟยก็หันหลังและเดินออกจากห้องไปอย่างสงบ แตกต่างจากตอนเข้ามาอย่างสิ้นเชิง


ทันทีที่ฟานเหยียนเฟยกลับเข้ามาภายในห้องรับรอง ผู้ติดตามก็รีบเข้าไปหา

“ท่านแม่ทัพ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”

ฟานเหยียนเฟยทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ก่อนถอนหายใจยาว

“ข้าเกือบพิการแล้ว”

“อะไรนะขอรับ?!”

ผู้ติดตามร้องเสียงหลง รีบกวาดตามองแขนขาของนางทันที

ฟานเหยียนเฟยยกมือขึ้นห้าม

“ข้ายังไม่เป็นอะไร”

นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“เจ้ารู้จักห้าวหรงหรือไม่?”

“รู้จักขอรับ”

ผู้ติดตามพยักหน้า

“มันเป็นยอดฝีมือระดับหลอมสุญญตาซึ่งอยู่ข้างกายองค์ชายสามแห่งราชวงศ์ตงหวง เหตุใดท่านแม่ทัพจึงถามถึงมัน?”

“ห้าวหรงน่าจะตายไปแล้ว”

สีหน้าของผู้ติดตามแข็งค้าง

ฟานเหยียนเฟยกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง

“มันไปล่วงเกินคุณชายใหญ่ จึงถูกตัดแขนขาและควักตันเถียนออกจากร่าง”

“เมื่อครู่คุณชายใหญ่นำทั้งตันเถียนกับเลือดแก่นแท้ของมันออกมาวางให้ข้าดู กลิ่นอายซึ่งหลงเหลืออยู่บนทั้งสองสิ่งเป็นของห้าวหรงไม่ผิดแน่ ข้าไม่มีทางจำผิด”

นางก้มมองฝ่ามือของตนเอง เมื่อนึกถึงคำข่มขู่เมื่อครู่ ปลายนิ้วยังคงสั่นเล็กน้อย

“คุณชายใหญ่บอกว่า เขาจัดการห้าวหรงได้ภายในช่วงเวลากะพริบตาเพียงครั้งเดียว”

ใบหน้าของผู้ติดตามซีดเผือก

“ถ้าเช่นนั้น...หมายความว่าพวกเราไม่มีโอกาสแล้วหรือขอรับ?”

“ไม่ใช่”

ฟานเหยียนเฟยส่ายหน้า

“เขายังไม่ได้ปฏิเสธเรื่องโอสถ เพียงแต่เจ้าของหอบอกให้ข้ากลับไปพบเขาใหม่หลังมื้อเย็น”

นางหลับตาลง ก่อนยกมือนวดหว่างคิ้ว

“เมื่อครู่ข้าโอหังมากเกินไป ถือวิสาสะบุกเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้าทำพลาดไปแล้ว”

ผู้ติดตามครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“เช่นนั้นพวกเราควรเตรียมของขวัญไปขอขมาคุณชายใหญ่หรือไม่ขอรับ?”

ฟานเหยียนเฟยลืมตาขึ้น ก่อนถอนหายใจอีกครั้ง

“แล้วจะมีของขวัญใดทำให้เขาถูกใจได้?”

“ทั้งเงินทอง โอสถ สมบัติวิเศษ และของล้ำค่า เขามีทุกอย่างมากกว่าพวกเราเสียอีก”

ผู้ติดตามอ้าปาก ก่อนค่อย ๆ ปิดลงโดยไม่มีคำตอบ


ช่วงมื้อเที่ยง ภายในห้องอาหารของตำหนักเสวียนเยว่

ทุกคนกำลังนั่งรับประทานอาหารร่วมกันตามปกติ ยูรันซึ่งนั่งอยู่ข้างเยวียนชิงเหยาพลันเงยหน้าขึ้น

“จินหยาง”

หลัวจินหยางหันมามองเขา

“ว่าอย่างไร?”

“ตอนบ่ายไปกับข้าหน่อย”

หลัวจินหยางชะงัก ก่อนดวงตาค่อย ๆ เบิกกว้าง

“หรือว่าสามีคิดจะทำเรื่องนั้นกับข้าตอนกลางวันแสก ๆ?”

เสียงตะเกียบกระทบถ้วยภายในห้องหยุดลงพร้อมกัน

ทุกคนหันไปมองหลัวจินหยางเป็นตาเดียว

“อะแฮ่ม!”

นางรีบกระแอมแก้เก้อ ก่อนโบกมือปฏิเสธ

“ข้าล้อเล่นเท่านั้น ข้าไม่ได้เป็นเหมือนศิษย์พี่ใหญ่เสียหน่อย”

“...”

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ

“ช่างเถอะ”

“ข้าได้เลือดแก่นแท้จากกายาหยางบริสุทธิ์มาแล้ว”

ดวงตาของหลัวจินหยางพลันเป็นประกาย

ยูรันคีบอาหารเข้าปาก ก่อนกล่าวต่ออย่างสบายอารมณ์

“มีไอ้โง่จากที่ใดไม่รู้คิดจะมาสู้กับข้า ข้าจึงตัดแขนขา ควักตันเถียน แล้วรีดเลือดแก่นแท้ของมันออกมาราวกับเชือดหมู”

“ส่วนพลังงานที่ต้องใช้สร้างกายา ก็ใช้พลังจากตันเถียนของมันนั่นแหละ”

“เจ้าหมอนั่นอยู่ระดับหลอมสุญญตา พลังภายในน่าจะเพียงพอให้สร้างกายาเพลิงตะวันได้สำเร็จ”

“คราวนี้เจ้าจะมีกายาสายสุริยันเป็นของตนเองเสียที”

หลัวจินหยางยกมือขึ้นอย่างดีใจ

“เย้!”

ทันใดนั้น เสียงบ่นด้วยความอิจฉาก็ดังระงมขึ้นรอบโต๊ะอาหาร

“โชคดีชะมัด...”

“แล้วเมื่อไรจะถึงคราวของพวกเราบ้างนะ?”

หลัวจินหยางยกมุมปากขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ก่อนคีบอาหารเข้าปากด้วยอารมณ์ดีกว่าเดิมหลายเท่า


ช่วงปลายยามเว่ย ภายในห้องส่วนตัวซึ่งมีม่านพลังหลายชั้นปิดกั้นอย่างแน่นหนา

ยูรันนำเลือดแก่นแท้ของกายาหยางบริสุทธิ์ออกมาทั้งถัง ก่อนสกัดเอาเพียงแก่นแท้ที่บริสุทธิ์ที่สุด แล้วหลอมรวมเข้ากับโลหิตกายาอัคคีและโลหิตกายาอัสนีบางส่วน

เปลวเพลิงกับสายฟ้าไหลวนอยู่ภายในโลหิตสีทองเจิดจ้า กลิ่นอายร้อนแรงประหนึ่งดวงตะวันค่อย ๆ แผ่กระจายออกมาจนทั่วทั้งห้อง

ระหว่างนั้น ยูรันยังเพาะโลหิตกายาชนิดต่าง ๆ เพิ่มขึ้นพร้อมกันไปด้วย

หลังผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เบื้องหน้าของเขาก็มีถังโลหิตวางเรียงกันอยู่สี่ใบ ได้แก่โลหิตกายาเพลิงตะวัน โลหิตกายาอัคคี โลหิตกายาอัสนี และโลหิตกายาวารีหลอมสมุทร

จากเดิมซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่หยด ตอนนี้โลหิตแต่ละชนิดกลับเพิ่มจำนวนขึ้นจนเต็มถัง

เมื่อมีทั้งโลหิตกายาซึ่งเข้ากับกลิ่นอายดั้งเดิมของหลัวจินหยาง และพลังจากตันเถียนระดับหลอมสุญญตาคอยสนับสนุน การหล่อเลี้ยงจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นราวกับปอกกล้วยเข้าปาก

ไม่นาน ครรภ์แห่งดวงดาวก็ส่องแสงเจิดจ้า ก่อนทารกหญิงตัวน้อยจะถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิงสีทองและประกายอัสนี

หลัวจินหยางตรวจสอบทารกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลืมตาขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง

“เสร็จแล้ว!”

นางครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างกระตือรือร้น

“ข้าจะตั้งชื่อกายานี้ว่า ‘กายเทพสุริยันอัสนีสวรรค์’”

ยูรันกะพริบตาปริบ ๆ

“เอ่อ...แล้วแต่เจ้า”

หลัวจินหยางเหลือบมองเวลา ก่อนขยับเข้ามาใกล้เขาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ถ้าเช่นนั้น สามี...”

นางใช้นิ้วลากวนอยู่บนหน้าอกของเขาอย่างแผ่วเบา

“พวกเรายังเหลือเวลาอีกเล็กน้อย ช่วยดับไฟให้ข้าหน่อยได้หรือไม่? ตอนนี้ภายในห้องมีเพียงเราสองคนเองนะ”

ยูรันมองนางด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

“พวกเจ้านี่มันยิ่งกว่าปีศาจราคะของแท้เสียอีก”

หลัวจินหยางยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน

“ช่วยไม่ได้นี่นา ก็เจ้าเป็นเสียแบบนี้ แล้วจะมีสตรีคนใดอดทนไหวกัน?”

“ตอนกลางคืนพวกเจ้าก็ผลัดกันมาอยู่กับข้าอยู่แล้ว ยังคิดจะเอาเปรียบเวลาเพิ่มอีกหรือ?”

“ถือว่าเป็นรางวัลพิเศษให้ข้าก็แล้วกัน”

ยูรันถอนหายใจอย่างจนใจ

“ก็ได้ แต่ต้องจบก่อนสิ้นยามเว่ย”

หลัวจินหยางไม่รอให้เขาเปลี่ยนใจ นางปลดอาภรณ์ชั้นนอกออกทันที ก่อนโถมตัวเข้าไปกอดคอและประกบริมฝีปากกับเขา