ตอนที่ 471 ข้าต้องการว่าจ้างให้หลอมโอสถระดับสิบ
หนึ่งในสี่ชั่วยามหลังเข้าสู่ยามเซิน ยูรันเดินทางกลับมายังหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์
เถียนซูเจินพาเขาขึ้นไปตรวจสอบห้องทำงานรวมแห่งใหม่บนชั้นสูงสุด ห้องทั้งห้องกว้างขวางกว่าที่คาด โต๊ะทำงานหลายตัวถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทั้งยังมีพื้นที่เหลือสำหรับเพิ่มคนได้อีกมาก
ยูรันกวาดตามองรอบห้อง ก่อนพยักหน้า
“ของดีนี่ ทำเสร็จเร็วกว่าที่ข้าคิดเสียอีก”
เถียนซูเจินยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ คุณชายใหญ่”
นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวรายงาน
“ส่วนท่านแม่ทัพฟาน ข้าบอกให้นางกลับมาพบคุณชายหลังมื้อเย็นแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม เช่นนั้นก็ดี”
ยูรันเดินไปหยุดกลางห้อง ก่อนดีดนิ้วดังเป๊าะ
พรึ่บ!
แผ่นป้ายสีดำหลายสิบแผ่น กล่องโลหะสลักอักขระ และกระจกเงาทรงสี่เหลี่ยมจำนวนมากปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนแยกย้ายไปติดตั้งตามโต๊ะและผนังด้วยตนเอง
[เฮ้อ จะสร้างเป็นจอ LED ก็ไม่ได้ สุดท้ายต้องใช้แผ่นป้ายกับกระจกเงามาทำเป็นของวิเศษเลียนแบบแทน]
เถียนซูเจินมองสิ่งของรอบตัวด้วยความตกตะลึง
“คุณชายใหญ่ ของเหล่านี้คือสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”
“มานี่”
ยูรันกวักมือเรียก ก่อนพานางไปหยุดตรงหน้ากล่องโลหะขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่กลางห้อง
“เห็นกล่องนี้หรือเปล่า?”
เถียนซูเจินพยักหน้า
“อย่าปล่อยให้มันพังเด็ดขาด เพราะมันคือแกนกลางซึ่งใช้จัดเก็บข้อมูลทั้งหมดของหอสมบัติ”
จากนั้นยูรันจึงชี้ไปยังแผ่นป้ายสีดำบนโต๊ะ รูปลักษณ์ของมันคล้ายจอคอมพิวเตอร์ เพียงแต่สร้างขึ้นจากแผ่นป้ายอักขระกับกระจกเงา
“สิ่งนี้เชื่อมต่อกับระบบทั้งหมด เจ้าต้องลงชื่อเข้าใช้งานก่อน โดยกำหนดชื่อกับรหัสผ่านของตนเอง ห้ามบอกรหัสให้ผู้อื่นรู้เด็ดขาด”
เมื่อยูรันแตะลงบนแผ่นป้าย แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นบนพื้นผิว ก่อนแสดงรายการจำนวนมากออกมาอย่างเป็นระเบียบ
“หน้าแรกคือแผงควบคุมหลัก จากตรงนี้สามารถตรวจดูสถิติยอดขาย รายรับรายจ่าย ผลการคำนวณ รายชื่อพนักงาน และงานซึ่งยังดำเนินการไม่เสร็จได้ทั้งหมด”
เขาเลื่อนนิ้วไปบนแผ่นป้าย ภาพตรงหน้าพลันเปลี่ยนตามอย่างรวดเร็ว
ยูรันอธิบายระบบจัดการทรัพยากร บัญชี ใบเสร็จ คลังสินค้า การเบิกจ่าย และประวัติการแก้ไขข้อมูลให้นางฟังทีละส่วน
ยิ่งฟัง ดวงตาของเถียนซูเจินก็ยิ่งเบิกกว้างขึ้น
“นะ...นี่มัน...”
นางมองรายการข้อมูลทั้งหมดด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ระบบนี้ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!”
“เพิ่งจะเริ่มเท่านั้น”
ยูรันหยิบแผ่นป้ายขนาดเล็กอีกชุดหนึ่งออกมา แล้วส่งให้นาง
“นำของพวกนี้ไปติดตั้งตรงเคาน์เตอร์ชำระเงินทุกจุด แล้วสอนพนักงานให้ใช้เป็นด้วย”
“พนักงานแต่ละตำแหน่งจะมีระดับสิทธิ์ไม่เท่ากัน ผู้ใดมีหน้าที่เพียงขายของก็จะมองเห็นเฉพาะข้อมูลซึ่งจำเป็นต่อการขาย ส่วนหัวหน้างานกับผู้ดูแลจึงจะเข้าถึงบัญชีหรือคลังสินค้าได้”
เขาหยิบกระดาษแผ่นเล็กซึ่งเต็มไปด้วยเส้นสีดำสลับขาวขึ้นมา
“สิ่งนี้เรียกว่า ‘บาร์โค้ด’”
เถียนซูเจินรับมาดูอย่างสงสัย
“นำมันไปติดบนบรรจุภัณฑ์ของสินค้าทุกชิ้น แต่ละชิ้นจะมีรหัสของตนเอง ห้ามใช้ซ้ำกัน”
ยูรันยกของวิเศษรูปร่างคล้ายด้ามจับขึ้นมา ก่อนส่องมันไปทางแผ่นบาร์โค้ด
ติ๊ด!
ชื่อสินค้า ราคา จำนวนคงเหลือ และตำแหน่งภายในคลังปรากฏขึ้นบนแผ่นป้ายทันที
“เพียงใช้ของชิ้นนี้สแกน ระบบก็จะคำนวณยอดเงิน ออกใบเสร็จ และตัดจำนวนสินค้าออกจากคลังให้เอง”
“ทุกขั้นตอนจะถูกบันทึกเอาไว้ ผู้ใดคิดแก้ราคา ยักยอกสินค้า หรือโกงเงิน ย่อมทิ้งร่องรอยไว้ในระบบอย่างแน่นอน”
เถียนซูเจินขยี้ตาของตนเอง ก่อนมองภาพตรงหน้าซ้ำอีกครั้ง
สิ่งเหล่านี้ก้าวล้ำเกินกว่าความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดของนางไปไกลแล้ว
ยูรันเหลือบมองสีหน้าตกตะลึงของนาง ก่อนถอนหายใจอยู่ภายในใจ
[พวกเรียนน้อยซึ่งเอาแต่พึ่งพาพลังทั้งวันก็คงมีปฏิกิริยาประมาณนี้แหละ เฮ้อ...]
เขาโบกมืออย่างเกียจคร้าน
“เอาละ นำไปจัดการให้เรียบร้อย”
เถียนซูเจินรีบกอดแผ่นป้ายกับอุปกรณ์ทั้งหมดเอาไว้ ก่อนประสานมือรับคำด้วยแววตาเป็นประกาย
“เจ้าค่ะ คุณชายใหญ่!”
ระหว่างมื้อเย็น ยูรันซึ่งกำลังคีบอาหารอยู่พลันเงยหน้าขึ้น
“ท่านแม่ไป๋ ท่านแม่ลู่”
ไป๋จิ้งเหวินหันมามองเขา
“ว่าอย่างไร รันเอ๋อร์?”
“หลังจากนี้พวกท่านไปดูระบบงานของหอสมบัติสักหน่อยนะ จะพาผู้ใดไปด้วยก็ได้”
ยูรันเลื่อนสายตาไปทางไป๋หลิง
“แน่นอนว่าหลิงเอ๋อร์ต้องไปด้วย รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องกับระบบจัดการและบัญชีทั้งหมด”
ไป๋หลิงชี้นิ้วเข้าหาตนเอง
“ข้าด้วยหรือ?”
“ใช่”
ยูรันพยักหน้า
“ข้าซุ่มทำของพวกนั้นมาหลายวันแล้ว พวกเจ้าไปลองศึกษาดูเสียหน่อย อย่างน้อยต้องรู้จักระบบก่อนจึงจะใช้งานเป็นไม่ใช่หรือ?”
มู่หรงฉินมีสีหน้าสนใจขึ้นมาทันที
“ดีเลย ของที่ท่านพี่สร้างขึ้นมาย่อมต้องยอดเยี่ยมมากแน่ ข้าไปดูด้วยเจ้าค่ะ”
โม่ชิงเฟิงรีบยกมือขึ้น
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไปด้วย!”
นางกล่าวต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
“คราวนี้ข้าต้องเป็นคนแรก หากชักช้าแล้วถูกกล่าวหาว่าไร้ประโยชน์อีกจะทำอย่างไร?”
ทันทีที่คำพูดจบ ทุกคนรอบโต๊ะก็หันไปมองนางพร้อมกัน
ไป๋หลิงขมวดคิ้ว
“ศิษย์พี่ใหญ่พูดเช่นนี้ เท่ากับว่าพวกเราทุกคนต้องไปด้วยไม่ใช่หรือ?”
หนานอวี้วางตะเกียบลงบนโต๊ะ
“แม่งเอ๊ย! วันนี้ข้ามีนัดเล่นเกมกับอิงอิงและซีซีเอาไว้แล้วนะโว๊ย!”
นางหันไปถลึงตาใส่โม่ชิงเฟิง
“เดิมทีคิดว่าจะเล่นกันสบาย ๆ สักหน่อย ศิษย์พี่ใหญ่นี่พูดจาไม่รู้ตาม้าตาเรือเสียจริง!”
โม่ชิงเฟิงอ้าปากค้าง
“อะไรกันเล่า?!”
“ข้าไม่พูดก็ถูกด่าว่าไร้ประโยชน์ พอข้ารีบพูดก่อนก็ยังถูกด่าอีก สรุปแล้วจะให้ข้าทำอย่างไรกันแน่?!”
สุ่ยหลานอิงรีบหันไปปลอบหนานอวี้
“ไปด้วยกันเถอะเจ้าค่ะพี่หญิง ท่านพี่อุตส่าห์สร้างระบบพวกนั้นขึ้นมาให้พวกเราแล้ว”
นางเหลือบมองยูรัน ก่อนกล่าวอย่างมีเหตุผล
“หากพวกเราเก่งกาจเหมือนท่านพี่ได้ ต่อให้นอนทั้งวันก็คงไม่มีผู้ใดกล้าห้ามเหมือนกัน ดูอย่างท่านพี่สิ ใครจะกล้าว่าเขากันเจ้าคะ?”
หนานอวี้แค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
“จิ๊!”
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าเบา ๆ
“อืม ข้าไปอยู่แล้ว ข้าเองก็อยากทำสิ่งที่สามีทำได้ให้เป็นเหมือนกัน”
นางหันไปทางเซี่ยหลานอิง
“แล้วท่านอาเล่า จะไปด้วยหรือไม่?”
เซี่ยหลานอิงยกมุมปากขึ้น
“ไปสิ!”
“ข้าจะได้เอาเรื่องระบบมหัศจรรย์พวกนั้นกลับไปโม้ให้เสด็จลุงฟัง ฮ่า ๆๆ!”
ฉู่เหวินโหรวซึ่งนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เริ่มรู้สึกกดดันขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
[ข้าเพิ่งเข้ามาอยู่กับพวกนาง แล้วจะตามคนอื่นทันหรือเปล่านะ?]
[ฮือ ๆ พี่เสวี่ยหลัว เมื่อไรท่านจะเข้าฮาเร็มของท่านพี่เสียที ข้าจะได้มีเพื่อนเริ่มเรียนไปพร้อมกัน!]
หลังมื้อเย็น ทุกคนเดินทางมายังหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์เพื่อศึกษาระบบงานใหม่พร้อมกัน
เมื่อเห็นขบวนสตรีซึ่งทยอยเดินเข้ามาภายในห้องทำงาน เถียนซูเจินก็ได้แต่ยกมือขึ้นปาดเหงื่อ
[เหตุใดภรรยาของคุณชายใหญ่จึงมีมากถึงเพียงนี้?!]
[เพียงองค์รัชทายาทคนเดียวข้าก็แทบรับมือไม่ไหวแล้ว นี่ยังมีมารดาบุญธรรมซึ่งมีฐานะเป็นแม่สามีของพวกนางอีกตั้งสองคน!]
นางเหลือบมองไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิง ก่อนแผ่นหลังจะเย็นวาบ
[ได้ข่าวว่าคุณชายใหญ่รักและเคารพทั้งสองท่านมาก ไม่ได้การ ข้าต้องจัดคนดูแลพวกนางเป็นพิเศษ]
[ต้องสั่งให้พนักงานทุกคนจดจำใบหน้าเอาไว้ ห้ามล่วงเกินเด็ดขาด แล้วก็ต้องเตรียมป้ายแสดงสถานะแยกเฉพาะให้แต่ละคนด้วย!]
ความคิดนับร้อยประดังเข้ามาในหัวของเถียนซูเจิน นางรีบวางแผนเตรียมการสารพัดอย่าง เพื่อป้องกันไม่ให้ศีรษะของตนเองหลุดออกจากบ่าในสักวันหนึ่ง
ระหว่างที่ทุกคนกำลังศึกษาระบบงาน ยูรันกลับแยกตัวไปนั่งดูผู้คนเล่นพนันอยู่ภายในห้องรับรองชั้นบนของหอพนัน
ไม่นาน เจาเจาก็เดินเข้ามาประสานมือคารวะ
“คุณชายใหญ่ ท่านแม่ทัพฟานมาขอเข้าพบเจ้าค่ะ”
ยูรันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนดีดนิ้วดังเป๊าะ
“อืม ข้ารู้แล้วว่าลืมอะไร”
เจาเจากะพริบตาปริบ ๆ อย่างไม่เข้าใจ
ยูรันโบกมือไปทางประตู
“ให้ท่านแม่ทัพเข้ามา”
“จากนั้นเจ้าไปที่ตำหนักเสวียนเยว่ แล้วตามหาสาวใช้ชื่อเสี่ยวเถา บอกนางให้มาคอยประสานงานทุกอย่างของหอสมบัติแห่งนี้ และทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของท่านแม่ข้า”
เจาเจารีบก้มศีรษะรับคำ
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ คุณชายใหญ่”
เจาเจารีบออกจากห้องไปตามคำสั่ง
ไม่นาน ฟานเหยียนเฟยก็เดินเข้ามาภายใน คราวนี้นางหยุดรออยู่หน้าประตู ก่อนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“คารวะคุณชายใหญ่”
“เรื่องเมื่อกลางวันเป็นข้าที่เสียมารยาทเอง หวังว่าคุณชายใหญ่จะไม่ถือสา”
“อืม”
ยูรันไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเดิมอีก เขาเพียงผายมือเชิญให้นางนั่งลงตรงข้าม
“แล้วท่านแม่ทัพใหญ่จากทวีปเฮ่าเทียนมีธุระอันใดกับข้า?”
ฟานเหยียนเฟยนั่งลง ก่อนสูดหายใจเข้าลึก
“ข้าขอเข้าเรื่องโดยตรง”
นางมองยูรันด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าต้องการว่าจ้างคุณชายใหญ่ให้ช่วยหลอมโอสถระดับสิบหนึ่งชนิด”