คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 472 ของขวัญแก่ท่านอ๋องแห่งราชวงศ์จิ่วซวน8,104 ตัวอักษร

ตอนที่ 472 ของขวัญแก่ท่านอ๋องแห่งราชวงศ์จิ่วซวน

“เพื่ออะไร?”

ฟานเหยียนเฟยตอบอย่างไม่ปิดบัง

“ข้าต้องการนำไปมอบเป็นของขวัญแก่ท่านอ๋องแห่งราชวงศ์จิ่วซวน”

“อีกไม่นานข้าต้องเดินทางกลับทวีปเฮ่าเทียนแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อกลางวันจึงร้อนรนมากเป็นพิเศษ”

นางหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเงื่อนไขสำคัญ

“หากคุณชายใหญ่ยินดีหลอมให้ ข้าจะเตรียมเงินเอาไว้ให้พร้อม เมื่อถึงเดือนสามซึ่งมีการประลองระหว่างทวีป ข้าจะนำเงินทั้งหมดไปมอบให้คุณชายด้วยตนเอง”

“ไม่หลอม”

ยูรันตอบทันที

ฟานเหยียนเฟยชะงัก

“หา?”

ยูรันไม่อธิบาย เขายื่นมือเข้าไปในช่องเก็บของ ก่อนนำขวดหยกใบหนึ่งออกมา

เดิมทีโอสถมหามรรคาทะลวงสวรรค์มีทั้งหมดสิบสองเม็ด เยวียนชิงเหยาใช้ไปหนึ่งเม็ด ส่วนซูเม่ยเหยา เซียวซินเยวี่ย และมู่เสวี่ยหนิงได้รับไปคนละสามเม็ด ตอนนี้จึงเหลืออยู่กับยูรันเพียงสองเม็ดเท่านั้น

เขาเปิดผนึกขวด ก่อนเทโอสถหนึ่งเม็ดลงบนฝ่ามือ

วิ้ง!

โอสถสีทองลอยขึ้นเหนือฝ่ามือ ลวดลายมหามรรคาสิบสองชั้นหมุนวนอยู่บนผิวอย่างช้า ๆ ประกายสายฟ้าหลากสีแล่นผ่านรอบเม็ดยาเป็นระยะ ขณะที่แรงกดดันอันบริสุทธิ์แผ่ออกมาจนพลังภายในห้องสั่นสะเทือน

เพียงมองแวบเดียว ฟานเหยียนเฟยก็สัมผัสได้ว่าโอสถตรงหน้ามีพลังเหนือกว่าโอสถระดับสิบซึ่งนางเคยพบเห็นอย่างเทียบไม่ติด

“นี่มัน...”

“โอสถ”

ยูรันตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

มุมปากของฟานเหยียนเฟยกระตุก

“ข้าเห็นว่าเป็นโอสถ”

“แต่ระดับพลังของมันแตกต่างจากโอสถระดับสิบมากเกินไป นี่คือโอสถระดับใดกันแน่?”

“แน่นอนว่าต้องแตกต่าง”

ยูรันพลิกโอสถในมือเล่นอย่างไม่ใส่ใจ

“โอสถเม็ดนี้ใช้โอสถระดับสิบซึ่งท่านแม่ทัพเห็นในการประมูลวันนี้เฉลี่ยสองเม็ดครึ่งเป็นวัตถุดิบ ยังไม่รวมวัตถุดิบเสริมชนิดอื่น”

“ตอนหลอมมันออกมา สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่เพียงทัณฑ์โอสถธรรมดา แต่เป็นถึงนิมิตโอสถ”

ฟานเหยียนเฟยจ้องโอสถในมือเขาโดยไม่กะพริบตา

“มันมีชื่อว่า ‘โอสถมหามรรคาทะลวงสวรรค์’”

“คนแถวนี้เรียกมันว่าโอสถระดับสิบเอ็ดละมั้ง ข้าเองก็ไม่แน่ใจ เพราะไม่เคยมีผู้ใดกำหนดระดับเอาไว้”

“ส่วนสรรพคุณของมัน คือช่วยพังทลายคอขวดระหว่างระดับหลอมรวมเต๋ากับระดับมหายาน”

“ขอเพียงผู้ใช้บรรลุระดับหลอมรวมเต๋าขั้นสูงแล้ว ไม่ว่าจะเพิ่งเลื่อนขึ้นมา หรือหยุดอยู่ในขั้นนั้นมานานเพียงใด เมื่อกินโอสถเม็ดนี้เข้าไปก็สามารถทะลวงขึ้นสู่มหายานได้ทันที”

“หากตบะยังสะสมไม่ถึงเกณฑ์ โอสถจะยกระดับตบะส่วนที่ขาดให้เองโดยไม่ต้องเสียเวลาบำเพ็ญเพียรเพิ่มเติม”

ฟานเหยียนเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก

“แล้วมันมีข้อเสียหรือไม่?”

“มีสิ”

ยูรันตอบอย่างไม่ลังเล

“ผู้กินยังต้องรับทัณฑ์สวรรค์สำหรับการทะลวงมหายานด้วยตนเอง โอสถไม่ได้ช่วยยกเลิกทัณฑ์ให้”

เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“เป็นอย่างไร สนใจหรือเปล่า ท่านแม่ทัพ?”

หัวใจของฟานเหยียนเฟยเต้นแรงขึ้นทันที

[ข้อเสียมีเพียงต้องรับทัณฑ์สวรรค์อย่างนั้นหรือ?]

[ช่องว่างระหว่างหลอมรวมเต๋ากับมหายานทำให้คนทั่วไปต้องบำเพ็ญเพียรสะสมตบะอีกห้าร้อยถึงหนึ่งพันปี แต่โอสถเม็ดนี้กลับข้ามเวลาทั้งหมดนั้นไปได้!]

[ต่อให้เพิ่งเข้าสู่หลอมรวมเต๋าขั้นสูง ขอเพียงกินมันเข้าไปก็สามารถขึ้นสู่มหายานทันที ส่วนทัณฑ์สวรรค์ ขอเพียงเตรียมสมบัติป้องกันให้พร้อมก็ใช่ว่าจะผ่านไปไม่ได้ อย่างไรก็ไม่ใช่ทัณฑ์นิมิตเสียหน่อย!]

ฟานเหยียนเฟยกำมือแน่น ก่อนถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง

“ถ้าเช่นนั้น...ราคาเท่าไร?”

รอยยิ้มบนใบหน้าของยูรันกว้างขึ้นเล็กน้อย

“โอสถเม็ดนี้ใช้โอสถระดับสิบราคาหนึ่งหมื่นล้านเหรียญเฉลี่ยสองเม็ดครึ่งเป็นวัตถุดิบ เท่ากับมีต้นทุนพื้นฐานสองหมื่นห้าพันล้านเหรียญ”

“นอกจากนั้น ผู้หลอมยังต้องเสี่ยงชีวิตเผชิญนิมิตสวรรค์แทนทัณฑ์โอสถธรรมดา”

เขาวางโอสถลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา

“ท่านแม่ทัพคิดว่าโอสถเช่นนี้ควรมีราคาเท่าไร?”

ฟานเหยียนเฟยกัดฟันแน่น

[บัดซบ! คนผู้นี้โยนปัญหากลับมาให้ข้าเสียอย่างนั้น!]

[หากคิดเฉพาะโอสถระดับสิบสองเม็ดครึ่ง ต้นทุนสองหมื่นห้าพันล้านย่อมถูกต้อง แต่ยังต้องรวมวัตถุดิบเสริมกับความเสี่ยงจากนิมิตสวรรค์เข้าไปอีก]

[ยิ่งไปกว่านั้น โอสถตรงหน้ายังเป็นโอสถสมบูรณ์แบบ มีลวดลายมหามรรคาถึงสิบสองชั้น การเสนอราคาเพียงสองหมื่นห้าพันล้านย่อมไม่ต่างจากดูหมิ่นเขา!]

นางครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนตัดสินใจเสนอราคา

“ถ้าเช่นนั้น ห้าหมื่นล้านเหรียญเป็นอย่างไร?”

ยูรันใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ

“อืม...”

“หากผู้ที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นองค์จักรพรรดินีของท่าน ท่านแม่ทัพคิดว่านางจะตีราคาโอสถเม็ดนี้เท่าไร?”

แรงกดดันมหาศาลพลันถาโถมเข้าสู่จิตใจของฟานเหยียนเฟย

[ผู้ชายคนนี้ไม่ได้คิดราคาด้วยตนเองแม้แต่น้อย กลับผลักให้ข้าเป็นคนกล่าวออกมาทั้งหมด!]

[หากเสนอราคาต่ำเกินไป ไม่เพียงทำให้เขาไม่พอใจ แต่ยังทำให้ชื่อเสียงของราชวงศ์จิ่วซวนดูย่ำแย่]

[แต่หากเสนอราคาสูงเกินไป เมื่อกลับไปถึงราชวงศ์ ข้าก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อเงินจำนวนมหาศาลนั้นอีก]

[ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ย่ำแย่ทั้งนั้น!]

ภายใต้สีหน้าสงบนิ่ง ยูรันกลับกำลังหัวเราะอยู่ภายในใจ

[ขยะนี่ขายได้เงินเยอะจริง ๆ เดิมทีข้าคิดราคาเอาไว้เพียงสี่หมื่นล้านเท่านั้น ยัยนี่หลอกง่ายชะมัด]

ฟานเหยียนเฟยไม่รู้ความคิดของเขา นางยังคงครุ่นคิดอย่างหนักเพื่อหาข้อเสนอซึ่งราชวงศ์กับยูรันจะยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย

[ต่อให้ข้าใช้โอสถเม็ดนี้สร้างความดีความชอบ จนกลายเป็นคนสนิทของท่านอ๋อง แต่หากเสนอราคาสูงถึงเจ็ดหมื่นห้าพันล้าน ต่อให้ได้รับรางวัลตอบแทนกลับมา ข้าก็อาจขาดทุนอยู่ดี]

[หากขายทรัพย์สินทั้งหมดที่มี ข้าคงรวบรวมเงินได้เพียงสามหมื่นล้าน ต่อให้ขอเงินสมทบจากท่านอ๋อง ยอดรวมอย่างมากก็คงอยู่ที่หกหมื่นล้านเท่านั้น]

[ยิ่งไปกว่านั้น การดึงเงินออกมามากถึงเพียงนี้ยังจะกระทบต่อสภาพคล่องทางการทหารและคลังหลวง เพียงเพื่อโอสถเม็ดเดียว...]

ฟานเหยียนเฟยกัดฟัน ก่อนตัดสินใจเลือกสิ่งอื่นมาชดเชยส่วนต่างแทน

[ขออภัยเพคะ องค์หญิงใหญ่!]

นางเงยหน้าขึ้นและกล่าวอย่างจริงจัง

“ถ้าเช่นนั้น เงินห้าหมื่นล้านเหรียญ พร้อมการอภิเษกสมรสกับองค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์จิ่วซวน เป็นอย่างไร?”

ยูรันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

“ท่านแม่ทัพลองเงยหน้าขึ้นมองข้าให้ชัด ๆ แล้วสบตาข้าสิ”

ฟานเหยียนเฟยทำตามอย่างไม่เข้าใจ

ยูรันชี้ใบหน้าของตนเอง

“หน้าข้าดูเหมือนคนขาดแคลนสตรีหรือ?”

“...”

ฟานเหยียนเฟยตั้งใจมองใบหน้าของเขาให้ชัดเจนตามคำสั่ง

ทว่ายิ่งมอง ดวงตาคู่นั้นกับใบหน้าหล่อเหลาเบื้องหน้ากลับทำให้หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะ ใบหน้าซึ่งเคยเคร่งขรึมเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้

สุดท้าย ผู้ที่เสียอาการกลับกลายเป็นฟานเหยียนเฟยเสียเอง

[หล่อเหลามาก...]

[จริงด้วย คนผู้นี้ทั้งมีความสามารถเหนือสามัญสำนึกและมีรูปลักษณ์ถึงเพียงนี้ เขาจะขาดแคลนสตรีได้อย่างไร?]

[ข้อเสนอเรื่ององค์หญิงใหญ่ไม่มีทางทำให้เขาสนใจเลยแม้แต่น้อย!]

ยูรันสะบัดมือ ก่อนโยนโอสถมหามรรคาทะลวงสวรรค์ไปให้นาง

ฟานเหยียนเฟยรีบยื่นมือรับเอาไว้ตามสัญชาตญาณ

“นี่หมายความว่าอย่างไร?”

“ให้”

“ให้?”

นางก้มมองโอสถในมืออย่างไม่อยากเชื่อ

“อืม ให้เจ้าไปเลย”

ฟานเหยียนเฟยชะงักอยู่ครู่หนึ่ง

“แล้วราคาเล่า?”

ยูรันชี้ใบหน้าของตนเองอีกครั้ง

“หน้าข้าดูเหมือนคนขาดเงินหรือ?”

เขาโบกมือไล่อย่างเกียจคร้าน

“หากไม่มีเรื่องอื่นแล้วก็ไปได้ ข้ายังต้องดูคนเล่นพนันต่อ”

ฟานเหยียนเฟยมองโอสถในมือสลับกับใบหน้าของเขา แม้ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่สุดท้ายกลับเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติ

“ถ้าเช่นนั้น ขอบคุณคุณชายใหญ่มาก”

นางประสานมือคารวะ ก่อนลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไป

ทันทีที่ประตูปิดลง ยูรันก็ส่ายหน้าอย่างสมเพช

“ยัยนี่โง่สุด ๆ”

“ไม่ยอมจ่ายเงิน เท่ากับติดหนี้บุญคุณข้ามหาศาลแทน ยังกล้ารับของฟรีไปหน้าตาเฉยได้อย่างไร?”

เขาหยิบขนมขึ้นมากินหนึ่งชิ้น

“ไม่ใช่คนสนิทของข้าเสียหน่อย บ้าหรือเปล่า?”


ฟานเหยียนเฟยกลับมาถึงห้องพักภายในโรงเตี๊ยม

ผู้ติดตามซึ่งรออยู่ด้านในรีบลุกขึ้นมาต้อนรับ

“เป็นอย่างไรบ้างขอรับ ท่านแม่ทัพ?”

ฟานเหยียนเฟยไม่ได้ตอบในทันที นางนำขวดหยกออกจากแหวนมิติ ก่อนเทโอสถสีทองลงบนฝ่ามือให้เขาดู

“นะ...นี่มัน?!”

ผู้ติดตามเบิกตากว้าง เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันกับลวดลายมหามรรคาสิบสองชั้นบนผิวโอสถ

ฟานเหยียนเฟยจึงเล่าเรื่องสรรพคุณของโอสถมหามรรคาทะลวงสวรรค์ รวมถึงการที่ยูรันมอบมันให้นางโดยไม่คิดเงินอย่างคร่าว ๆ

หลังฟังจบ ผู้ติดตามกลับขมวดคิ้วแน่น

“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยขอบังอาจกล่าวบางอย่างได้หรือไม่?”

“ว่ามา”

“การที่ท่านรับโอสถเม็ดนี้มาโดยไม่จ่ายสิ่งใดตอบแทน เท่ากับพวกเราติดหนี้บุญคุณคุณชายใหญ่ครั้งมหาศาลมิใช่หรือขอรับ?”

ฟานเหยียนเฟยชะงัก

ผู้ติดตามกล่าวต่อด้วยสีหน้าจริงจัง

“หากนำโอสถไปถวายท่านอ๋องและช่วยให้พระองค์ทะลวงขึ้นสู่มหายานได้สำเร็จ ราชวงศ์จิ่วซวนย่อมไม่อาจคิดร้ายต่อคุณชายใหญ่ได้อีก”

“ที่สำคัญ ความดีความชอบในการช่วยท่านอ๋องทะลวงมหายานจะกลายเป็นของคุณชายใหญ่โดยตรง ไม่ใช่ของท่านแม่ทัพนะขอรับ”

“...”

ดวงตาของฟานเหยียนเฟยค่อย ๆ เบิกกว้าง

“บัดซบ!”

นางยกมือขึ้นกุมศีรษะ

“ข้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท!”

“ต้องเป็นเพราะข้ามัวแต่มองใบหน้าหล่อเหลาของเขาจนเสียอาการ จึงพลาดเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปแน่!”

ผู้ติดตามมองนางด้วยสีหน้าซับซ้อน

[เอ่อ...ข้าน้อยคิดว่าไม่น่าจะใช่เหตุผลนั้นนะขอรับ]

ฟานเหยียนเฟยลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้

“ไป! พวกเราจะออกเดินทางกลับคืนนี้เลย!”

นางเก็บโอสถกลับเข้าไปในแหวนมิติ ก่อนเดินตรงไปยังประตูด้วยท่าทางเร่งรีบ

“ไม่ว่าอย่างไร พวกเราต้องกลับถึงทวีปเฮ่าเทียนภายในเจ็ดวัน!”

กล่าวจบ ร่างของนางก็พุ่งออกจากห้องไปทันทีโดยไม่คิดรอผู้ติดตามแม้แต่น้อย

ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบวิ่งตามออกไป

“ท่านแม่ทัพ รอข้าน้อยด้วยขอรับบบบบ!”