คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 473 อืม ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน8,281 ตัวอักษร

ตอนที่ 473 อืม ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน

รุ่งเช้า เสียงฝีเท้าเร่งรีบพลันดังขึ้นจากด้านนอก

ตึก ๆ ๆ ๆ!

“คุณชายใหญ่เจ้าคะ!”

เสี่ยวเถาตะโกนเรียกอยู่หน้าห้องด้วยน้ำเสียงร้อนรน

ไม่นาน ประตูก็ถูกเปิดออก หลิงเยวี่ยก้าวออกมาก่อนและถามขึ้น

“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ นายหญิง”

เสี่ยวเถารีบคารวะ ก่อนกล่าวต่ออย่างรวดเร็ว

“คุณหนูเหวินอวี้กำลังจะทะลวงระดับเจ้าค่ะ ตอนนี้เมฆทัณฑ์สวรรค์เริ่มก่อตัวแล้ว แต่นางดันเลือกทะลวงตรงลานซึ่งมีคนอยู่เต็มไปหมด!”

ยูรันเดินตามออกมาจากห้องด้วยท่าทางง่วงงุน

“อืม สงสัยเด็กคนนั้นจะขี้เหงา ถึงได้เลือกทะลวงระดับกลางฝูงชน”

หลิงเยวี่ยเหลือบมองเขา

“เพราะเจ้านั่นแหละ นางจึงเริ่มทำอะไรเหลวไหลเช่นนี้”

ยูรันไม่สนใจคำกล่าวหา เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปทางเสี่ยวเถา

“ไปพาจินหยางมาด้วย นางเพิ่งได้รับกายเทพ เอ่อ...ชื่ออะไรนะ ข้าลืมแล้ว”

หลิงเยวี่ยตอบอย่างเหนื่อยใจ

“กายเทพสุริยันอัสนีสวรรค์”

“อืม นั่นแหละ”

ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ

“ไหน ๆ ทัณฑ์สวรรค์ก็ลงมาแล้ว ให้นางเข้าไปรับด้วยเสียเลย จะได้รวมกันเป็นนิมิต”

หลิงเยวี่ยขยับเข้าไปใกล้ ก่อนเขย่งปลายเท้าจูบริมฝีปากของเขาเบา ๆ

“เจ้าเองก็ไปด้วยสิ”

“ได้”

เสี่ยวเถาซึ่งยืนอยู่ด้านข้างรีบยกมือขึ้นปิดใบหน้า ทว่าดวงตากลับแอบมองลอดซอกนิ้วมายังคนทั้งสอง

[ไม่รู้ว่าข้าจะมีโอกาสเช่นนี้บ้างหรือไม่นะ...]


ลานหน้าตำหนักในยามนี้เต็มไปด้วยผู้คน เหนือศีรษะของทุกคนมีเมฆทัณฑ์สีดำแผ่ขยายออกไปจนแทบปกคลุมท้องฟ้าทั้งผืน

ยูรันเงยหน้ามองอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ใหญ่จริง แล้วเหตุใดนางไม่ไปข้ามทัณฑ์ไกล ๆ?”

เยวียนหลิงซวงกับเยวียนเหวินหลานซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลรีบเดินเข้ามาหา

“คารวะท่านพี่ คารวะพี่สะใภ้หลิง อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ”

“อืม อรุณสวัสดิ์”

ยูรันพยักหน้ารับอย่างเกียจคร้าน

เยวียนเหวินหลานมองไปยังน้องสาวซึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางลาน ก่อนถอนหายใจอย่างจนปัญญา

“เหวินอวี้อยากทะลวงระดับให้ท่านพี่เห็นเจ้าค่ะ ตั้งแต่กลับมาเมื่อวาน นางก็ปิดด่านฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตาย พอใกล้จะทะลวง พวกเราพยายามพานางออกไปนอกเมือง แต่นางกลับงอแงไม่ยอมไปไหน บอกว่าจะรอให้ท่านพี่มาดูให้ได้”

“สุดท้ายทุกคนจนปัญญา จึงต้องปล่อยให้นางทะลวงอยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ”

“อ๋อ”

ยูรันมองเด็กสาวกลางลาน ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามนั้น เดี๋ยวจินหยางกับอาเยวี่ยจะช่วยนางเอง”

เยวียนเหวินอวี้ลืมตาขึ้น เมื่อเห็นเขายืนอยู่ตรงขอบลาน ดวงตาของนางก็เป็นประกาย ก่อนยกมือขึ้นโบกอย่างตื่นเต้น

“พี่ชายจ๋า!”

ครืนนนน!

เสียงฟ้าร้องดังสนั่นจนร่างเล็กสะดุ้งโหยง

จินหยางเดินเข้าไปแบกนางขึ้นบ่า ก่อนพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยไม่เปิดโอกาสให้คัดค้าน

“ว้าย! พี่สะใภ้ แบบนี้จะดีหรือเจ้าคะ?!”

“สบายใจได้”

จินหยางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“ข้ากับอาจารย์ก็เพิ่งเคยช่วยรับทัณฑ์แทนผู้อื่นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน”

“...”

สีหน้าของเยวียนเหวินอวี้พลันซีดลงกว่าเดิม

หลิงเยวี่ยปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ ก่อนกล่าวอย่างสงบนิ่ง

“ช่วงแรกเจ้าต้องรับด้วยตนเอง เพื่อให้ฐานพลังหลังทะลวงมั่นคงเสียก่อน ส่วนที่เหลือพวกเราจะจัดการให้”

นางเงยหน้ามองเมฆดำซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

“อาจเจ็บอยู่บ้าง เพราะนี่เป็นนิมิต”

เยวียนเหวินอวี้กลืนน้ำลาย ก่อนพยักหน้ารับอย่างกล้าหาญ

“ขะ...ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

เปรี้ยงงง!

สายอัสนีแรกฟาดลงมาใส่ร่างของนางโดยไม่เปิดโอกาสให้เตรียมใจ เสียงกรีดร้องดังลั่นไปทั่วลาน ท่ามกลางสายตาเป็นห่วงระคนขบขันของผู้คนเบื้องล่าง

หลังจากเยวียนเหวินอวี้รับทัณฑ์หลายสายด้วยตนเอง ลมปราณภายในร่างก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง รากฐานพลังถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์

จินหยางกับหลิงเยวี่ยจึงก้าวเข้าไปขวางด้านหน้านาง

ทันใดนั้น เมฆทัณฑ์ทั่วท้องฟ้าก็เดือดพล่าน แสงอัสนีสีทองกับสีครามพุ่งสลับกันอยู่ภายใน ก่อนหลอมรวมกลายเป็นนิมิตขนาดมหึมาซึ่งกดทับลงมาเหนือทั้งสามคน

เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

เสียงระเบิดดังต่อเนื่องอยู่พักใหญ่ กระทั่งอัสนีสายสุดท้ายถูกจินหยางกับหลิงเยวี่ยดูดกลืนจนหมด เมฆทัณฑ์บนท้องฟ้าจึงค่อย ๆ สลายตัวไป

ทันทีที่กลับลงมาถึงพื้น เยวียนเหวินอวี้ก็วิ่งโผเข้าไปกอดยูรันทั้งน้ำตา

“แงงง! พี่ชายจ๋า เจ็บมากเลย!”

นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ

“แต่ข้าสร้างรากฐานสำเร็จแล้ว ท่านต้องรักษาสัญญานะเจ้าคะ!”

“อืม เอาไปสิ”

ยูรันหยิบไหสุราสีดำออกมาส่งให้นางตามที่สัญญาไว้

เยวียนเหวินหลานมองไหสุราในมือน้องสาวด้วยสีหน้าลังเล

“เอ่อ...ท่านพี่ ให้น้องเล็กดื่มสุราทั้งไหจะดีหรือเจ้าคะ?”

ยูรันเอียงศีรษะ

“สุราไหนี้ไม่มีพิษตกค้างและแทบไม่ทำให้นางเมา ตอนนี้นางสร้างรากฐานสำเร็จแล้ว ต่อให้มีฤทธิ์สุราหลงเหลืออยู่บ้างก็สามารถขับออกจากร่างได้เอง ไม่เป็นอะไรหรอก”

ได้ยินดังนั้น เยวียนเหวินอวี้ก็รีบเปิดผนึกไหทันที

ฟุ้ง!

กลิ่นองุ่นหอมหวานเจือกลิ่นอายเย็นสดชื่นแผ่กระจายไปทั่วลานในพริบตา ผู้คนซึ่งได้กลิ่นต่างหันมามองเป็นตาเดียว

“สุราอะไรกัน เหตุใดจึงหอมถึงเพียงนี้?!”

“เพียงสูดกลิ่นเข้าไป ลมปราณของข้าก็ไหลเวียนเร็วขึ้นแล้ว!”

“ของล้ำค่าเช่นนี้ คุณชายใหญ่กลับยกให้เด็กคนหนึ่งทั้งไหเลยหรือ?”

แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสซึ่งยืนอยู่รอบลานยังพากันกลืนน้ำลายอย่างห้ามไม่อยู่

เยวียนเหวินอวี้เลียริมฝีปาก ก่อนยกไหขึ้นจิบหนึ่งคำ

ดวงตาของนางพลันเบิกกว้าง ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข

“อร่อย! สุราองุ่นไหนี้อร่อยที่สุดเลย!”

เยวียนเหวินหลานขยับเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้ม

“น้องเล็ก ให้พี่ลองชิมสักคำ—”

“ไม่ให้!”

เยวียนเหวินอวี้รีบกอดไหแนบอก ก่อนถอยหนีไปหลายก้าว

“ไปไกล ๆ เลยนะ นี่เป็นของข้าคนเดียว!”

เยวียนจิ้งไห่กระแอมเบา ๆ

“ลูกรัก เช่นนั้นให้พ่อลองชิมเพียงคำเดียวได้หรือไม่?”

“ไม่ได้!”

นางหันหลังป้องกันไหสุราจากทุกคนอย่างระแวดระวัง

“ข้าบอกแล้วว่านี่เป็นของข้า พี่ชายจ๋าสัญญาเอาไว้ ใครก็ห้ามแย่ง! หากอยากดื่มก็ไปขอพี่ชายจ๋าเองสิ!”

สายตาหลายคู่หันไปหายูรันพร้อมกัน

“ไม่ให้”

ยูรันปฏิเสธทันที ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ในเมื่อข้ามอบให้นางแล้ว สุราไหนี้ก็เป็นของนาง หากนางไม่ยอมแบ่ง ผู้ใดก็ห้ามขโมยหรือแย่งชิง”

เขาค่อย ๆ กวาดสายตามองคนรอบลาน

“ถ้าใครกล้าทำ ข้าจะตัดแขนมันทิ้ง”

มือหลายคู่ซึ่งกำลังขยับอยู่พลันหยุดชะงัก ก่อนรีบซ่อนกลับเข้าไปในแขนเสื้ออย่างพร้อมเพรียง

เยวียนเหวินอวี้แลบลิ้นใส่ทุกคน

“แบร่! ข้าไปดื่มที่อื่นดีกว่า”

นางวิ่งออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับมาตะโกน

“พี่ชายจ๋า ตอนเย็นไปหอพนันกับข้าด้วยนะเจ้าคะ!”

“อืม ได้สิ”

หลิงเยวี่ยมองตามร่างของเยวียนเหวินอวี้ ก่อนหันกลับมาตำหนิเขา

“เห็นหรือยัง? เจ้าตามใจนางจนเสียคนหมดแล้ว”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“พวกเจ้าเองก็ตามใจนางไม่ใช่หรือ?”

“ข้าไม่นับ”

หลิงเยวี่ยตอบโดยไม่ลังเล

“อืม”

ยูรันมองไปยังทิศทางที่เด็กสาววิ่งจากไป

“โตขึ้นนางต้องกลายเป็นพวกขี้เหล้าแน่ ๆ เหมือนใครบางคน”

หลัวจินหยางซึ่งยืนอยู่ด้านข้างรีบกล่าวขึ้นทันที

“ไม่ใช่ข้านะ”

ยูรันหันไปทางนาง

“ข้ายังไม่ได้เอ่ยชื่อผู้ใดเลย”

“...”

“ไปฝึกหมักสุราต่อเถอะ หากเจ้าทำได้ดีพอ วันหนึ่งอาจมีทัณฑ์สุราโผล่ลงมาก็ได้”

เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าซึ่งเพิ่งกลับมาแจ่มใส

“วิถีสวรรค์ของโลกนี้ชอบสร้างอะไรแปลก ๆ อยู่แล้ว”

หลัวจินหยางยกสองนิ้วขึ้นเป็นเชิงรับคำ ก่อนร่างของนางจะหายวับไปจากลาน

ยูรันถอนหายใจ

“เฮ้อ มีแต่อะไรแปลก ๆ”

หลิงเยวี่ยเหลือบมองเขาอย่างมีความหมาย

“รวมถึงเจ้าด้วย”

นางขยับเข้าไปคลอเคลียอยู่ในอ้อมแขนของเขาครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นจูบริมฝีปากเบา ๆ

“ถ้าเช่นนั้นข้าไปก่อนนะ สามี”

กล่าวจบ ร่างของนางก็หายไปทันที

เยวียนหลิงซวงรอจนหลิงเยวี่ยจากไปแล้วจึงเดินเข้ามาหา

“ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้ท่านพี่ว่างหรือไม่เจ้าคะ?”

“มีอะไรหรือ?”

“ท่านพี่ช่วยพาข้ากับหลิงซินไปชมหอสมบัติแห่งใหม่หน่อยได้ไหมเจ้าคะ?”

เยวียนเหวินหลานรีบกล่าวเสริม

“ข้าเองก็อยากไปด้วยเจ้าค่ะ”

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“อืม วันนี้ข้าน่าจะว่าง ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”

เยวียนหลิงซวงหันไปเรียกเยวียนหลิงซินซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน เมื่ออีกฝ่ายรีบวิ่งเข้ามาสมทบ ทั้งสี่คนจึงออกจากตำหนักและมุ่งหน้าไปยังหอสมบัติแห่งใหม่ด้วยกัน

สามวันต่อมา ณ ลานกว้างหน้าตำหนัก

เหล่าศิษย์กับคนรับใช้ซึ่งเดินผ่านไปมาต่างลอบมองร่างของยูรันและกระซิบกระซาบกันไม่หยุด

“เอ่อ...คุณชายใหญ่กำลังทำอะไรอยู่?”

“หรือว่าเขากำลังตรัสรู้?”

“ข้าว่าเขากำลังนอนเฉย ๆ มากกว่า”

“อืม ข้ายืนดูมานานแล้ว ดูเหมือนว่าจะนอนเฉย ๆ จริง ๆ”

กลางลานกว้าง ยูรันกำลังนอนแผ่อยู่บนพื้นราวกับออกมาอาบแดด ไม่มีท่าทีว่ากำลังฝึกวิชาหรือตรัสรู้แม้แต่น้อย

แม้ผู้คนรอบด้านจะสงสัยจนแทบทนไม่ไหว แต่กลับไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปรบกวนเขา

ไม่นาน เยวียนชิงฝูก็เดินเข้ามาในลาน เมื่อเห็นพี่ชายนอนอยู่บนพื้น นางจึงรีบตรงเข้ามาหา

“ท่านพี่ มานอนทำอะไรอยู่ตรงนี้เจ้าคะ? ไม่ไปเล่นพนันหรือ?”

ยูรันยังคงหลับตา ก่อนตอบอย่างเกียจคร้าน

“อืม ข้ากำลังรอ”

“รออะไรเจ้าคะ?”

“รอให้มีใครสักคนไปก่อเรื่องที่หอสมบัติ”

ยูรันพลิกตัวเล็กน้อยเพื่อหาท่านอนที่สบายกว่าเดิม

“จากนั้นเสี่ยวเถาก็จะวิ่งมาตะโกนว่า ‘คุณชายใหญ่เจ้าคะ ที่หอสมบัติเกิดเรื่องแล้ว!’ ข้าจะได้ตามไปจัดการและมีเรื่องสนุกให้ทำเสียที”

เขาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

“ข้านอนรอมานานแล้ว แต่จนถึงตอนนี้กลับยังไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลย”

เยวียนชิงฝูกะพริบตาปริบ ๆ

“เอ่อ...เช่นนั้นเหตุใดท่านพี่ไม่ไปรออยู่ที่หอสมบัติเลยเล่าเจ้าคะ? หากเกิดเรื่องขึ้นจริง ท่านจะได้อยู่ดูตั้งแต่ต้น”

“ไม่ได้”

ยูรันปฏิเสธทันที

“หากข้าไปนั่งรออยู่ที่นั่น จะดูเหมือนข้ารู้ล่วงหน้ามากเกินไป ข้าต้องนอนรอให้คนวิ่งมาตามถึงจะเป็นธรรมชาติ”

“...”

เยวียนชิงฝูอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง

“มันแตกต่างกันตรงไหนหรือเจ้าคะ?”

“ต่างสิ”

“ต่างกันอย่างไร?”

“อืม...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”