ตอนที่ 475 เช่นนั้นก็ไม่ต้องพบกัน
ยูรันมองหงหงซึ่งกำลังซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเยวียนหมิงเยว่ ก่อนเอ่ยถามขึ้น
“หมิงเยว่ หากมันเป็นตัวเมีย เจ้าคิดจะตั้งชื่อว่าอะไร?”
เยวียนหมิงเยว่ตอบทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิด
“จินจินเจ้าค่ะ!”
“...”
ยูรันยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
[เฮ้อ เอาเถอะ เด็กน้อยก็คือเด็กน้อย]
เยวียนเหวินอวี้ซึ่งเพิ่งกลับมาถึงลานรีบเดินเข้าไปหาเขา เมื่อเห็นลูกหงส์ในอ้อมแขนของเยวียนหมิงเยว่ ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความอิจฉา
“ท่านพี่ ข้าเองก็อยากได้สัตว์วิเศษบ้างเจ้าค่ะ!”
“ก็ได้อยู่หรอก”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“บนยอดเขาจันทรามีอยู่มากมาย ทั้งหงส์ฟ้า กิเลน และม้านิลมังกร รอให้พวกมันมีลูกก่อน หากมีตัวใดถูกใจเจ้า เจ้าก็รับมาเลี้ยงได้”
เยวียนเหวินอวี้คว้าแขนเสื้อของเขาอย่างตื่นเต้น
“จริงนะเจ้าคะ?”
“จริงสิ”
เยวียนชิงฝูรีบแทรกขึ้นมาทันที
“ท่านพี่ แล้วข้าเล่า?”
“เหมือนกัน”
“โอ้!”
ดวงตาของสองเด็กสาวเป็นประกายขึ้นพร้อมกัน
เยวียนจิ้งจือซึ่งยืนฟังอยู่ด้านข้างรีบกระแอมเบา ๆ
“อะแฮ่ม หลานชาย ไม่ทราบว่าญาติคนอื่น...”
ยูรันหันไปทางเขา ก่อนพยักหน้า
“อืม นั่นสินะ ญาติคนอื่นก็เหมือนกัน หากสัตว์วิเศษตัวใดเต็มใจเลือกพวกเขา ข้าก็ไม่ขัดข้อง”
เยวียนจิ้งจือยิ้มกว้างในทันที ทว่าเมื่อกวาดตามองไปรอบลานกลับไม่พบบุตรสาวของตนเองแม้แต่เงา
[หน็อย! จือหลิงหายไปไหนของนาง เหตุใดไม่รู้จักมาอยู่ใกล้หลานชายบ้าง?!]
[หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป วาสนาของสายเราคงหลุดลอยไปหมดแน่!]
ภายในเรือนพักของสายรองที่เจ็ด
“ฮัดเช้ย!”
เยวียนจือหลิงยกมือขึ้นลูบจมูก ก่อนหันไปหาโจวซูหนิง มารดาของนางซึ่งกำลังนั่งดื่มชาอยู่ฝั่งตรงข้าม
“ท่านแม่ ข้าว่าต้องมีใครกำลังนินทาข้าอยู่แน่นอนเจ้าค่ะ”
โจวซูหนิงหัวเราะเบา ๆ
“ก็คงเป็นพ่อของเจ้านั่นแหละ”
นางวางถ้วยชาลง ก่อนมองไปยังทิศทางของลานกว้าง
“จะว่าไป เมื่อครู่มีทัณฑ์สวรรค์ลงกลางตำหนัก ผู้คนต่างพากันไปมุงดูกันหมด เหตุใดเจ้าจึงไม่ไปกับพวกเขาเล่า?”
เยวียนจือหลิงส่ายหน้า
“ไม่เจ้าค่ะ ข้าอยากอยู่ดื่มชาเป็นเพื่อนท่านแม่มากกว่า”
โจวซูหนิงมองบุตรสาวด้วยแววตารู้ทัน
“เจ้าแน่ใจหรือ? บุตรชายของพี่ชิงเหยาทั้งหล่อเหลาและมากความสามารถถึงเพียงนั้น เจ้าไม่อยากไปอยู่ใกล้เขาบ้างเลยหรือ?”
ใบหน้าของเยวียนจือหลิงแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย
“ท่านแม่ เลิกพูดเรื่องนี้เสียทีเถอะเจ้าค่ะ”
นางยกถ้วยชาขึ้นบดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง
“พี่น้องคนอื่นไปอยู่กับท่านพี่กันมากมายแล้ว เขาจะมีเวลามาสนใจข้าได้อย่างไร?”
“เจ้าไปหาเขาเพียงไม่กี่ครั้ง แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเขาไม่มีเวลาให้เจ้า?”
“ข้าไม่รู้ละ อย่างไรข้าก็ไม่อยากไปเจ้าค่ะ”
โจวซูหนิงถอนหายใจอย่างจนปัญญา
“เอาเถอะ ตามใจเจ้า แต่ภายหลังอย่ามานั่งเสียใจก็แล้วกัน”
หลังเยวียนจือหลิงกลับเข้าห้องของตนเอง โจวซูหนิงยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ดวงตาเผยแววครุ่นคิด
[ข้าคงต้องช่วยนางสักหน่อย หากปล่อยให้พลาดโอกาสดี ๆ แล้วมานั่งเสียใจภายหลังคงยิ่งแย่]
[อีกอย่าง จิ้งจือก็เอาแต่บ่นเรื่องนี้ให้ข้าฟังอยู่ทุกวี่ทุกวัน]
เยวียนหมิงเยว่กอดหงหงเอาไว้ในอ้อมแขน ก่อนหันไปหายูรัน
“ท่านพี่ ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
“อืม”
นางหันไปคว้ามือเยวียนเทียนเยว่ซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ
“เทียนเยว่ ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปเตรียมที่นอนให้หงหง!”
กล่าวจบ เยวียนหมิงเยว่ก็ลากสหายจากไปทั้งที่ยังอุ้มลูกหงส์ฟ้าเอาไว้แน่น
ยูรันมองตามเด็กสาวทั้งสอง ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“เด็กหนอเด็ก”
หนานอวี้ขยับเข้ามากอดแขนเขา
“ถ้าเช่นนั้น คืนนี้พวกเรามาทำเด็กกันบ้างดีหรือไม่ สามี?”
ยูรันหันไปมองนาง
“หืม? หากหมายถึงคืนนี้ก็ได้ แต่ถ้าหมายถึงมีลูกจริง ๆ ตอนนี้คงไม่ได้หรอก”
หนานอวี้ชะงัก
“ทำไมเล่า? หรือเจ้าไม่อยากมีลูกกับข้า?”
“ใครบอก?”
ยูรันยกมือขึ้นลูบศีรษะนางอย่างแผ่วเบา
“หากเจ้าอยากมี ข้าย่อมไม่ขัด แต่ต้องไม่ใช่ช่วงนี้แน่นอน”
“ประวัติศาสตร์ที่ถูกลบเลือนกับเรื่องของแดนเซียนยังไม่กระจ่าง พวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภายหน้าจะต้องเผชิญอันตรายแบบใด หากรีบมีลูกตอนนี้ เจ้าคิดว่าตนเองจะปกป้องลูกได้หรือ?”
หนานอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าอย่างยอมรับ
“คงไม่ได้”
นางถอนหายใจเล็กน้อย
“เอาเถอะ พวกเรายังมีชีวิตอีกยาวนาน รอให้ทุกอย่างสงบลงก่อนก็ได้”
ทว่าครู่ต่อมา แววตาของนางกลับเป็นประกายขึ้นอีกครั้ง
“ถ้าเช่นนั้นคืนนี้...”
“ข้าก็บอกว่าได้แล้วไง”
เยวียนชิงฝูซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลหน้าแดงก่ำ ก่อนรีบกล่าวแทรก
“พี่สะใภ้ อย่าพูดเรื่องเช่นนี้กลางวันแสก ๆ ต่อหน้าผู้อื่นสิเจ้าคะ!”
หลังมื้ออาหารเย็น
เสี่ยวเถาเดินเข้ามาหายูรัน ก่อนคารวะอย่างนอบน้อม
“คุณชายใหญ่เจ้าคะ ฮูหยินโจวต้องการพบท่านเป็นการส่วนตัวเจ้าค่ะ”
“ใครนะ?”
“โจวซูหนิงเจ้าค่ะ นางเป็นภรรยาของผู้อาวุโสเยวียนจิ้งจือ”
“อ๋อ เข้าใจแล้ว”
ยูรันลุกขึ้น ก่อนสังเกตเห็นสีหน้าเหนื่อยล้าของเสี่ยวเถา
“ช่วงนี้งานของเจ้าค่อนข้างมากสินะ เถาเถา ลองหาผู้ช่วยเพิ่มสักสองสามคนเถอะ หากหาเองไม่สะดวกก็ให้เถียนซูเจินช่วยจัดการ”
เสี่ยวเถารีบส่ายหน้า
“ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ คุณชายมอบโอกาสให้บ่าวถึงเพียงนี้ บ่าวเป็นเพียงสาวใช้ต่ำต้อย มิกล้าเรียกร้องสิ่งใดมากกว่านี้”
ยูรันขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เจ้ากับคนอื่นแตกต่างกันตรงไหน? เลือดในกายก็เป็นสีเดียวกันแท้ ๆ เหตุใดจึงชอบแบ่งแยกสูงต่ำกันนัก?”
เสี่ยวเถาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มศีรษะลง
“บ่าวจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ”
“อืม”
เสี่ยวเถาพาเขาไปหยุดหน้าห้องรับรองส่วนตัว ก่อนเปิดประตูให้
“ฮูหยินโจวรออยู่ด้านในเจ้าค่ะ บ่าวขอตัวก่อน”
ขณะที่นางกำลังจะถอยออกไป ยูรันกลับเรียกเอาไว้
“เถาเถา”
เสี่ยวเถารีบหยุดฝีเท้าและหันกลับมา
“เจ้าคะ?”
“เมื่อมีโอกาสมาอยู่ตรงหน้า ก็จงไขว่คว้าเอาไว้ เพียงอย่าปล่อยให้ความต้องการของตนเองกลายเป็นความโลภ”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“คนที่รู้จักคว้าโอกาสและรู้จักพอ ย่อมมีคุณค่ามากพอให้ข้าสนับสนุน”
ดวงตาของเสี่ยวเถาสั่นไหวเล็กน้อย นางรีบประสานมือคารวะ
“ขอบพระคุณคุณชายใหญ่ที่สั่งสอนเจ้าค่ะ”
หลังเสี่ยวเถาจากไป ยูรันจึงเดินเข้าไปภายในห้อง
โจวซูหนิงกำลังนั่งรออยู่ข้างโต๊ะชา เมื่อเห็นเขาเข้ามา นางก็วางถ้วยชาลง
ยูรันประสานมือคารวะ
“คารวะท่านอาสะใภ้โจว”
โจวซูหนิงพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มอย่างพึงพอใจ
“อืม สมแล้วที่เป็นบุตรชายของพี่ชิงเหยา หล่อเหลาไม่เบาเลย นั่งลงก่อนสิ”
ยูรันนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“ไม่ทราบว่าท่านอาสะใภ้มีเรื่องอันใดหรือ?”
“ข้าไม่อ้อมค้อมก็แล้วกัน”
โจวซูหนิงสูดหายใจเล็กน้อย ก่อนกล่าวเข้าเรื่อง
“จือหลิง บุตรสาวของข้าเอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือน ไม่ยอมออกไปพบผู้ใด นางคิดว่าเจ้าไม่ได้สนใจและคงไม่มีเวลาให้นาง”
“นางยังเด็กและคิดมากเกินไป ส่วนบุตรชายคนเล็กของข้าเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย ข้าจึงไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไรนัก”
นางมองยูรันอย่างคาดหวัง
“หากมีโอกาส เจ้าช่วยพูดคุยหรือใช้เวลาอยู่กับนางบ้างได้หรือไม่?”
ยูรันยิ้มบาง ๆ
“ไม่ว่าผู้ใดมาหาข้า ข้าย่อมดูแลเหมือนกันอยู่แล้ว”
“ตั้งแต่มาถึงตำหนัก ข้าไม่ได้เป็นฝ่ายออกไปหาผู้ใดเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่ก็เพียงอยู่เฉย ๆ และรอให้พวกเขามาหาเท่านั้น”
โจวซูหนิงชะงักเล็กน้อย
“เช่นนั้นเจ้าหมายความว่า หากจือหลิงไปหา เจ้าก็ยินดีอยู่เป็นเพื่อนนางสินะ?”
“อืม”
ยูรันพยักหน้า
“หรือหากนางส่งคนมาเรียก ข้าก็จะไปหาเช่นเดียวกับที่ท่านอาสะใภ้เรียกข้ามาในวันนี้ เพียงแต่นิสัยของข้าหากไม่มีเรื่องสำคัญ จะไม่ชอบเป็นฝ่ายเดินทางไปหาผู้ใดก่อน นางจึงอาจเข้าใจผิดได้”
โจวซูหนิงยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
“ขอบคุณเจ้ามาก ถ้าเช่นนั้นข้าจะกลับไปบอกบุตรสาวของข้าเอง”
“ตามที่ท่านอาสะใภ้สะดวก หากไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ข้าขอตัวก่อน”
“อืม ขอบใจเจ้ามาก”
โจวซูหนิงกลับมาถึงเรือนพัก ก่อนเดินเข้าไปหาบุตรสาวซึ่งยังคงนั่งอ่านตำราอยู่ตามลำพัง
“แม่คุยกับพี่ชายของเจ้าเรียบร้อยแล้ว”
มือของเยวียนจือหลิงชะงักทันที
“ทะ...ท่านแม่ไปคุยเรื่องอะไรกับเขาเจ้าคะ?”
“เรื่องของเจ้าน่ะสิ”
โจวซูหนิงนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“เขาบอกว่าไม่ว่าใครไปหา เขาก็ยินดีพูดคุยและใช้เวลาอยู่ด้วย หากเจ้าส่งคนไปเรียก เขาก็จะมาหาเช่นกัน”
ใบหน้าของเยวียนจือหลิงแดงขึ้นเรื่อย ๆ
“ใครขอให้ท่านแม่ไปพูดเรื่องเช่นนี้กันเจ้าคะ?!”
“ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ไปหาเขาเสียสิ”
“ไม่ไปเจ้าค่ะ!”
นางตอบทันที ก่อนยกตำราขึ้นบดบังใบหน้า
“ข้าไม่ไปหาเขาเองเด็ดขาด หากท่านพี่อยากพบข้าก็ให้เขามาหาเอง”
“แต่เขาบอกแล้วว่าไม่ชอบเป็นฝ่ายไปหาผู้ใดก่อน”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องพบกันเจ้าค่ะ!”
โจวซูหนิงมองใบหูแดงก่ำของบุตรสาว ก่อนถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ
[ปากแข็งเหมือนพ่อของนางไม่มีผิด]