คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 477 หากมันรู้ตัว เรื่องสนุกก็จบ7,361 ตัวอักษร

ตอนที่ 477 หากมันรู้ตัว เรื่องสนุกก็จบ

เผยเหยียนเชิดหน้าขึ้น ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน

“ไอ้ยาจก กล้าพนันกับข้าหรือไม่? หากเจ้าชนะ ข้าจะเลิกตามตอแยเจ้านับจากวันนี้”

สวี่เฟิงกำหมัดแน่น

“ข้าไปทำอะไรให้เจ้า เหตุใดจึงต้องตามจองล้างจองผลาญข้าไม่หยุดเช่นนี้?”

เขาเหลือบมองกองหินดิบภายในร้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หินแต่ละก้อนมีราคาไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นเหรียญ ต่อให้ทำงานรับจ้างไม่หลับไม่นอน เขาก็ไม่มีทางหาเงินมากเพียงนั้นได้ในเวลาอันสั้น

เผยเหยียนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“ไม่มีเหตุผลอันใด ข้าเพียงรังเกียจคนจนเท่านั้น”

ยูรันขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มสองคนด้านข้าง ก่อนลดเสียงลงจนมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้ยิน

“โอ้ ๆ รังเกียจความจนเสียด้วย แต่กลับใช้เวลาทั้งวันตามรังควานคนจน ดูเหมือนชีวิตมันจะไม่มีเรื่องที่เป็นประโยชน์ให้ทำเลยสินะ”

ชายหนุ่มทั้งสองสะดุ้ง ก่อนคนหนึ่งจะรีบยกมือปิดปากเพื่อกลั้นหัวเราะ

ตรงกลางวงล้อม เผยเหยียนยังคงกล่าวต่อโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกวิจารณ์อยู่ไม่ไกล

“ในเมื่อไม่มีเงินก็ยังมีทางออกอยู่ ส่งพี่สาวที่นอนป่วยของเจ้ามาให้ข้าเสีย ข้าจะหาคนรักษานางและรับนางเป็นอนุ หรือไม่ก็พนันกับข้าวันนี้ หากเจ้าชนะ ทุกอย่างระหว่างเราถือว่าจบสิ้น!”

สวี่เฟิงตวาดด้วยความโกรธ

“อย่าเอาพี่สาวข้ามาเกี่ยวข้อง!”

“เหตุใดจะเกี่ยวข้องไม่ได้? หนี้ที่เจ้าติดข้าอยู่ก็เป็นเพราะนำเงินไปรักษานางไม่ใช่หรือ?”

“ข้าไม่เคยยืมเงินเจ้า! เป็นเจ้าที่จงใจยัดเงินให้เถ้าแก่โรงยา แล้วกล่าวหาว่าข้าติดหนี้แทนต่างหาก!”

เผยเหยียนหัวเราะเยาะ

“แล้วอย่างไร? หนังสือสัญญามีตราประทับจากโรงยาอยู่ครบ เจ้าคิดว่าผู้ใดจะเชื่อคำพูดของคนอย่างเจ้ากัน?”

ยูรันหันไปทางชายหนุ่มสองคน ก่อนกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาเช่นเดิม

“มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่เชื่อคำพูดของมัน หากสวี่เฟิงแพ้ก็เสียทุกอย่าง แต่ต่อให้ชนะ ตัวเองไม่มีทั้งเงินและตบะ แล้วจะบังคับให้อีกฝ่ายรักษาสัญญาได้อย่างไร พวกเจ้าว่าจริงหรือไม่?”

ชายหนุ่มคนแรกรีบพยักหน้า ก่อนกระซิบตอบ

“จริงขอรับ คุณชายใหญ่กล่าวถูกต้องทุกประการ!”

สหายของเขาพยักหน้าตามอย่างแข็งขัน และกดเสียงลงจนแทบไม่ได้ยิน

“ไม่มีหลักประกันแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าเป็นกับดัก!”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“อืม พวกเจ้ายังพอมีสมองอยู่บ้าง”

“...”

ชายหนุ่มทั้งสองมองหน้ากัน แต่ไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้ง

เผยเหยียนเห็นสวี่เฟิงยังคงไม่ยอมตอบรับจึงหมดความอดทน เขาชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างเดือดดาล

“ในเมื่อเจ้าไม่กล้า ข้าจะออกเงินซื้อหินให้เจ้าหนึ่งก้อน! หากเจ้าชนะ ข้าจะไม่หาเรื่องเจ้าอีกและจะยกหนี้ทั้งหมดให้ แต่หากเจ้าแพ้ พี่สาวของเจ้าต้องมาเป็นอนุของข้า!”

เขาแสยะยิ้ม ก่อนหัวเราะเสียงดัง

“หนี้เพียงเล็กน้อย ข้ายกให้ได้อยู่แล้ว ฮ่า ๆๆๆ!”

ยูรันพยักหน้าช้า ๆ ก่อนกระซิบกับชายหนุ่มทั้งสองต่อ

“โอ้ ๆ พอสวี่เฟิงแพ้ เจ้านั่นก็คงฆ่าปิดปากน้องชาย แล้วกลับไปหลอกพี่สาวว่าน้องชายพบอุบัติเหตุระหว่างหาเงินรักษานาง หรือไม่ก็ถูกโจรปล้นจนช่วยเอาไว้ไม่ทัน”

เสียงหัวเราะของเผยเหยียนยังคงดังก้องไปทั่วร้าน ขณะที่ชายหนุ่มสองคนข้างยูรันพยักหน้าตามอย่างพร้อมเพรียง สีหน้าของพวกเขากลับซีดลงเล็กน้อยเมื่อจินตนาการตามคำพูดนั้น

[คุณชายใหญ่ชอบดูเรื่องของชาวบ้านถึงเพียงนี้เลยหรือ? เหตุใดจึงคาดเดาเรื่องต่อจากนี้ได้คล่องแคล่วนัก?!]

หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่อีกด้านเหลือบมองยูรัน ก่อนจะนึกถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ใบหน้าของนางพลันซีดเผือก

นางรีบสะกิดสหายข้างกายแล้วกระซิบถาม

“จะ...เจ้า คนผู้นั้นใช่คุณชายใหญ่หรือไม่?”

หญิงสาวอีกคนมองตามเพียงแวบเดียว ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นทันที

“ต้องใช่แน่ ชุดสีดำ หลับตาอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังหล่อเหลาและมีรูปร่างเช่นนั้น นอกจากคุณชายใหญ่แล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก?”

ชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าได้ยินบทสนทนาเข้าพอดี เขารีบหันกลับมาทำสัญญาณให้ทั้งสองเงียบเสียง

“ชู่ว! พวกเจ้าเบาเสียงหน่อย แล้วรีบสะกิดคนข้าง ๆ ให้รู้ตัวด้วย หากผู้ใดเผลอล่วงเกินเขาขึ้นมา พวกเราอาจพลอยซวยไปด้วย!”

คำเตือนถูกส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนอย่างรวดเร็ว

“คุณชายใหญ่มาแล้วหรือ?”

“อยู่ตรงไหน?”

“ก็คนชุดดำซึ่งยืนหลับตาอยู่นั่นไง อย่าชี้สิ เจ้าอยากตายหรือ?!”

“เขามาตั้งแต่เมื่อใดกัน?”

“ไม่รู้ รีบเงียบไว้ก่อนเถอะ!”

“แล้วเจ้าคนจากสำนักอัคคีพิสุทธิ์ยังไม่รู้ตัวอีกหรือ?”

“ดูจากท่าทางแล้วคงไม่รู้ มิฉะนั้นมันจะยังหัวเราะได้อย่างไร?”

ผู้คนที่จำยูรันได้ต่างรีบหุบปาก ส่วนคนที่ยังไม่รู้จักเขา เมื่อได้รับฟังวีรกรรมเพียงไม่กี่ประโยคก็พลันสงบเสงี่ยมขึ้นมาในทันที

เสียงพูดคุยรอบด้านค่อย ๆ เบาลงทีละน้อย จนกระทั่งทั่วทั้งร้านตกอยู่ในความเงียบ เหลือเพียงเสียงหัวเราะลำพองของเผยเหยียนดังก้องอยู่เพียงผู้เดียว

ฉู่เหวินไคมองไปรอบ ๆ ก่อนกระซิบกับจี้เสวี่ยหลัว

“โอ้ ๆ พี่สะใภ้ ดูเหมือนคนอื่นจะเริ่มรู้ตัวแล้วว่าพี่เขยมา จึงพากันเงียบหมดเลย”

จี้เสวี่ยหลัวพยักหน้าเบา ๆ

“อืม มีเพียงคนที่ควรรู้ตัวมากที่สุดเท่านั้นที่ยังไม่รู้อะไรเลย”

เสียงหัวเราะของเผยเหยียนค่อย ๆ แผ่วลง เมื่อไม่มีผู้ใดหัวเราะตามแม้แต่คนเดียว

เขากวาดตามองผู้คนรอบด้านด้วยความหงุดหงิด ก่อนชี้หน้าสวี่เฟิง

“ว่าอย่างไร? เจ้ากล้าหรือไม่ ไอ้กระจอก!”

สวี่เฟิงกัดฟันแน่น

“การเดิมพันที่มีแต่ข้าเป็นฝ่ายสูญเสีย ต่อให้ไม่รับก็ไม่ได้หมายความว่าข้าขลาด!”

เผยเหยียนแค่นหัวเราะ

“คนจนเช่นเจ้าก็เก่งแต่หาข้ออ้าง หากเป็นลูกผู้ชายจริง เหตุใดจึงไม่กล้าเดิมพันเพื่อช่วยพี่สาวของตนเอง?”

“อย่าเอาความปลอดภัยของพี่สาวข้ามาวัดกับศักดิ์ศรีไร้สาระของเจ้า!”

“ความปลอดภัย?”

เผยเหยียนหัวเราะเยาะ

“แม้แต่เงินซื้อโอสถ เจ้าก็ยังไม่มีปัญญาหามา แล้วเจ้าจะปกป้องนางได้อย่างไร? หากส่งนางมาเป็นอนุของข้า อย่างน้อยนางก็ยังได้รับการรักษาและมีชีวิตสุขสบายกว่าการอดตายอยู่กับเจ้า!”

สวี่เฟิงถลึงตาใส่อีกฝ่าย

“หากต้องตกอยู่ในมือคนอย่างเจ้า ต่อให้นางมีชีวิตอยู่ก็คงทรมานยิ่งกว่าตาย!”

“เจ้า!”

ยูรันฟังทั้งสองโต้เถียงกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

[ดื้อกันอยู่ได้ แบบนี้ต้องใส่ไฟสักหน่อย]

เขาหันหน้าไปทางตำแหน่งของฉู่เหวินไค แล้วใช้นิ้วเคาะท่อนแขนของตนเองสองครั้ง

ฉู่เหวินไคเห็นสัญญาณก็เด้งตัวลุกจากเก้าอี้ทันที

จี้เสวี่ยหลัวรีบถาม

“เจ้าจะทำอะไร?”

ฉู่เหวินไคยิ้มกว้าง

“เดี๋ยวพี่สะใภ้ก็รู้เอง”

เขาเดินแทรกฝูงชนออกไป ก่อนกระแอมเสียงดัง

“อะแฮ่ม! สวี่เฟิง ไอ้กระจอก เจ้ายังกลัวอะไรอีก? เป็นลูกผู้ชายแท้ ๆ แต่กลับไม่กล้าปกป้องพี่สาวของตนเอง เช่นนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน!”

สวี่เฟิงหันขวับมามองเขา

“เจ้าเป็นใครอีก?!”

“ข้าเป็นเพียงคนที่ทนดูคนขี้ขลาดไม่ได้เท่านั้น”

ฉู่เหวินไคชี้ไปยังกองหินดิบภายในร้าน

“ก้อนเดียวจะไปสนุกอะไร แข่งกันไปเลยคนละห้าก้อน! เงินส่วนของเจ้า ข้าจะออกให้เองทั้งหมด!”

“อะไรนะ?”

ไม่เพียงสวี่เฟิง แม้แต่เผยเหยียนก็ชะงักไปเช่นกัน

ฉู่เหวินไคแอบเหลือบมองยูรัน เมื่อเห็นอีกฝ่ายยกนิ้วโป้งให้ รอยยิ้มของเขาก็ยิ่งกว้างกว่าเดิม

ผู้คนรอบด้านเห็นสัญญาณนั้นอย่างชัดเจน แต่ละคนจึงเข้าใจทันทีว่าควรทำอย่างไร

“นั่นสิ! มีคนยอมออกเงินให้แล้ว เจ้ายังไม่กล้าอีกหรือ?”

“หากชนะ ไม่เพียงลบหนี้ได้ แต่ยังทำให้มันเลิกตามรังควานพี่สาวเจ้าเสียที!”

“แข่งกันห้าก้อนจึงจะวัดฝีมือได้ ก้อนเดียวอาศัยเพียงโชคก็ชนะได้แล้ว!”

“รีบรับเดิมพันสิ หรือเจ้าคิดจะหลบอยู่หลังพี่สาวไปตลอดชีวิต?”

เสียงกดดันดังขึ้นจากรอบทิศ สวี่เฟิงมองผู้คนรอบด้านด้วยสีหน้าไม่น่าไว้วางใจ ก่อนหันกลับไปหาฉู่เหวินไค

“เจ้าแน่ใจนะว่าจะออกเงินให้ข้า? หากหินทั้งห้าก้อนกลายเป็นขยะทั้งหมด เจ้าจะมาโทษข้าภายหลังไม่ได้”

ฉู่เหวินไคโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“เงินเพียงเท่านี้ไม่ใช่ปัญหา คุณชายใหญ่เองก็ไม่ว่าอะไรหรอก”

กล่าวจบ เขาก็เหลือบมองยูรันอีกครั้ง

เผยเหยียนได้ยินคำว่า ‘คุณชายใหญ่’ ก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่เนื่องจากตนเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลเผย จึงคิดไปเองว่าฉู่เหวินไคกำลังเรียกขานตนเพื่อประจบประแจง

[ดูเจ้าโง่นี่สิ ต่อหน้าทำเป็นสนับสนุนสวี่เฟิง แต่ความจริงกลับรีบประจบข้าเสียแล้ว ฮ่า ๆๆๆ!]

สวี่เฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกัดฟันตอบ

“ได้ ในเมื่อเจ้ากล้าจ่าย ข้าก็กล้าเดิมพัน!”

ยูรันรีบยกมือปิดปากเพื่อซ่อนรอยยิ้ม

เสี่ยวเถาขยับเข้ามากระซิบถาม

“คุณชายเจ้าคะ ทำเช่นนี้จะดีหรือ?”

“ดีสิ สนุกออก”

ผู้คนรอบด้านเริ่มกระซิบกระซาบกันอีกครั้ง

“เมื่อครู่ข้านึกว่าคุณชายฉู่กำลังหาเรื่องใส่ตัวเสียแล้ว”

“เจ้าไม่เห็นหรือว่าคุณชายใหญ่เป็นคนส่งสัญญาณให้เขาเอง?”

“เห็นสิ ไม่เช่นนั้นผู้ใดจะกล้าสอดมือเข้าไปในเรื่องนี้กัน?”

“แล้วเผยเหยียนยังคิดว่าคำว่า ‘คุณชายใหญ่’ หมายถึงตัวเองอีกหรือ?”

“ชู่ว! เบาเสียงหน่อย หากมันรู้ตัวตอนนี้ เรื่องสนุกก็จบกันพอดี!”