ตอนที่ 478 ในเมื่อกล้าพนันก็ประทับรอยวิญญาณเสีย
เจ้าของร้านรีบให้คนงานเคลียร์พื้นที่ตรงกลาง ก่อนนำสัญญาพนันของตลาดหินหยกออกมาวางบนโต๊ะ
“เพื่อความยุติธรรม ทั้งสองฝ่ายเลือกหินดิบได้ฝ่ายละห้าก้อน หลังผ่าหินแล้วจะตัดสินจากมูลค่ารวมของสิ่งที่อยู่ภายใน ผู้แพ้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงโดยไม่มีข้อโต้แย้ง”
ฉู่เหวินไคชี้ไปทางเผยเหยียน
“ในเมื่อกล้าพนันก็ประทับรอยวิญญาณเสีย จะได้ไม่มีใครกลับคำภายหลัง”
เผยเหยียนแค่นหัวเราะ ก่อนประทับรอยวิญญาณลงบนสัญญาอย่างไม่ลังเล
“ข้าย่อมไม่มีปัญหา เกรงแต่ว่าไอ้ยาจกนั่นจะไม่กล้าเสียมากกว่า”
สวี่เฟิงมองเงื่อนไขบนสัญญาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกัดฟันประทับรอยวิญญาณของตนลงไป
“ข้ารับเดิมพัน!”
หลังสัญญาสมบูรณ์ เผยเหยียนก็เป็นฝ่ายเดินเข้าไปเลือกหินก่อน
เขาใช้ทั้งพลังวิญญาณและเครื่องมือตรวจสอบหินทุกก้อนอย่างละเอียด ไม่นานก็เลือกหินดิบขนาดใหญ่ราคาสูงออกมาครบห้าก้อน แต่ละก้อนต่างมีปราณหยกเล็ดลอดออกมาอย่างชัดเจน
ผู้คนรอบด้านเริ่มกระซิบกัน
“เผยเหยียนมีฝีมือจริง หินทั้งห้าก้อนน่าจะมีหยกอยู่ภายในทั้งหมด”
“โดยเฉพาะก้อนสีแดงตรงกลาง อย่างน้อยต้องเป็นหยกอัคคีระดับกลางแน่!”
เผยเหยียนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งเชิดหน้าขึ้น
“ถึงตาเจ้าแล้ว ไอ้ยาจก”
สวี่เฟิงไม่สนใจคำถากถาง เขาเดินสำรวจหินดิบทีละก้อนอย่างตั้งใจ ทว่าตัวเขาไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบหิน ทำได้เพียงเลือกจากรูปลักษณ์และปราณซึ่งเล็ดลอดออกมาเท่านั้น
เวลาผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็เลือกออกมาได้สี่ก้อน
แม้หินเหล่านั้นจะไม่ได้ดูโดดเด่นเท่าของเผยเหยียน แต่ก็ถือว่าพอมีความเป็นไปได้ว่าจะพบหยกอยู่ภายใน
“เหลืออีกก้อนหนึ่ง”
สวี่เฟิงปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก ก่อนเดินวนอยู่ท่ามกลางกองหินอีกครั้ง
ยูรันซึ่งยืนฟังอยู่ด้านนอกพลันสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนใช้นิ้วเคาะท่อนแขนของตนสองครั้ง แล้วชี้ไปยังมุมหนึ่งของร้านอย่างแนบเนียน
ฉู่เหวินไคเห็นสัญญาณก็ดวงตาเป็นประกาย
เขารีบเดินออกจากฝูงชน ตรงไปยังกองหินราคาถูกซึ่งถูกวางทิ้งไว้ใต้ชั้น ก่อนหยิบหินสีเทาดำขนาดสองฝ่ามือขึ้นมา
พื้นผิวของมันเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว ทั้งยังไม่มีปราณหยกเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย มองอย่างไรก็ไม่ต่างจากก้อนหินธรรมดา
ฉู่เหวินไควางมันลงข้างหินสี่ก้อนของสวี่เฟิง
“ก้อนสุดท้ายเอาก้อนนี้”
สวี่เฟิงชะงัก
“แต่ข้ายังไม่ได้เลือก—”
“ข้าเป็นคนออกเงิน ขอเลือกเองสักก้อนจะเป็นอะไรไป?”
ฉู่เหวินไคตบไหล่เขาเบา ๆ
“เชื่อข้าเถอะ ก้อนนี้ดูมีอนาคตกว่าหน้าเผยเหยียนตั้งเยอะ”
“เจ้า!”
เผยเหยียนหน้าเขียวคล้ำ ก่อนหลุดหัวเราะเมื่อมองหินสีเทาดำบนโต๊ะ
“คิดจะแข่งกับข้าด้วยขยะก้อนนี้หรือ? ต่อให้ผ่าออกมาร้อยครั้ง ข้างในก็คงไม่มีสิ่งใดนอกจากฝุ่น!”
ฉู่เหวินไคเหลือบมองยูรันอีกครั้ง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อย เขาก็ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ
“จะเป็นขยะหรือไม่ ผ่าออกมาเดี๋ยวก็รู้เอง”
หินดิบทั้งสิบก้อนถูกนำมาวางเรียงกลางร้าน ขณะที่คนงานยกเครื่องมือผ่าหินเข้ามาท่ามกลางสายตาของทุกคน
เสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
“นั่นใช่หินที่คุณชายใหญ่เลือกหรือไม่?”
“ต้องใช่แน่ ข้าเห็นเขาส่งสัญญาณให้คุณชายฉู่ด้วยตาตนเอง”
“แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร มันก็เป็นเพียงก้อนหินธรรมดานะ”
“เจ้ากำลังสงสัยสายตาของคุณชายใหญ่หรือ?”
“เขาหลับตาอยู่ไม่ใช่หรือ...”
“ชู่ว! เงียบไว้แล้วรอดูเถอะ!”
คนงานเริ่มจากหินของเผยเหยียนก่อน ก้อนแรกถูกผ่าออกเป็นหยกวารีเนื้อดี ส่วนก้อนที่สองและสามต่างมีหยกระดับกลางซ่อนอยู่ภายใน แม้ก้อนที่สี่จะพบเพียงหยกแตกร้าว แต่มูลค่ารวมก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมาถึงก้อนสีแดงซึ่งทุกคนจับตามอง แสงสีชาดก็ส่องลอดออกมาตั้งแต่คมมีดกรีดผ่านเปลือกหินชั้นแรก
“หยกอัคคีระดับสูง!”
เสียงอุทานดังขึ้นทั่วทั้งร้าน
ผู้ประเมินรีบเข้าไปตรวจสอบ ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“หยกอัคคีก้อนนี้มีเนื้อบริสุทธิ์ถึงแปดส่วน มูลค่าอย่างน้อยหนึ่งล้านห้าแสนเหรียญ เมื่อรวมกับอีกสี่ก้อน มูลค่าทั้งหมดของฝ่ายเผยเหยียนอยู่ที่สองล้านหนึ่งแสนเหรียญ!”
เผยเหยียนหัวเราะอย่างลำพอง
“เห็นหรือยังไอ้ยาจก? ต่อให้ผ่าหินของเจ้าทั้งหมดออกมา ก็ไม่มีทางเอาชนะข้าได้!”
สวี่เฟิงไม่ตอบ เพียงกำหมัดแน่นและมองคนงานนำหินของตนขึ้นมาวาง
หินก้อนแรกว่างเปล่า
ก้อนที่สองมีหยกวิญญาณระดับต่ำขนาดเพียงปลายนิ้ว
ก้อนที่สามพบหยกเนื้อดี ทว่ามีรอยร้าวพาดผ่านจนแทบไม่เหลือมูลค่า ส่วนก้อนที่สี่แม้จะมีหยกสมบูรณ์อยู่ภายใน แต่มูลค่ากลับไม่ถึงสองแสนเหรียญ
เสียงหัวเราะของเผยเหยียนดังขึ้นทุกครั้งที่หินถูกผ่า
“รวมกันแล้วยังไม่ถึงหนึ่งในสิบของข้าด้วยซ้ำ! เจ้ายอมแพ้เสียตอนนี้ แล้วกลับไปเตรียมตัวส่งพี่สาวมาให้ข้าดีกว่า!”
ใบหน้าของสวี่เฟิงซีดลงเรื่อย ๆ เขาหันไปมองหินสีเทาดำก้อนสุดท้าย ความหวังที่เหลืออยู่แทบดับสิ้นเมื่อเห็นรอยแตกร้าวทั่วทั้งก้อน
ฉู่เหวินไคกลับยืนกอดอกอย่างสบายอารมณ์
“รีบผ่าเถอะ ของดีที่สุดย่อมต้องเก็บไว้ท้ายสุด”
คนงานพยักหน้า ก่อนค่อย ๆ กรีดเปลือกหินออกทีละชั้น
เศษหินสีเทาร่วงลงสู่พื้นอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีปราณหยกหรือแสงสว่างเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย
เผยเหยียนแสยะยิ้ม
“ข้าบอกแล้วว่ามันเป็นขยะ ต่อให้ผ่าจนเหลือเพียงฝุ่นก็ไม่มีสิ่งใด—”
แกร๊ก!
เสียงแตกร้าวแผ่วเบาดังขึ้น
ทันใดนั้น แสงสีม่วงเข้มก็พุ่งออกจากรอยผ่า ปราณบริสุทธิ์แผ่กระจายไปทั่วร้านจนผู้คนรอบด้านรู้สึกสดชื่นขึ้นมาในทันที
ผู้ประเมินเบิกตากว้าง ก่อนรีบพุ่งเข้าไปห้ามคนงาน
“หยุดมือ! ด้านในคือแก่นหยกจักรพรรดิม่วง!”
คนงานชะงักค้าง มือซึ่งถือเครื่องมือผ่าหินสั่นระริก
ผู้ประเมินสวมถุงมือแล้วค่อย ๆ ลอกเปลือกหินส่วนที่เหลือออกด้วยตนเอง ไม่นาน แก่นหยกสีม่วงขนาดเท่ากำปั้นก็ปรากฏต่อหน้าทุกคน แสงภายในไหลเวียนราวกับกลุ่มเมฆมีชีวิต
“เนื้อหยกสมบูรณ์ ไม่มีรอยร้าวแม้แต่น้อย ทั้งยังมีปราณบริสุทธิ์เกินเก้าส่วน...”
เขากลืนน้ำลาย ก่อนประกาศด้วยเสียงสั่น
“มูลค่าไม่ต่ำกว่าสิบล้านเหรียญ!”
ทั่วทั้งร้านเงียบสนิทไปชั่วขณะ ก่อนเสียงฮือฮาจะระเบิดขึ้นราวกับฟ้าถล่ม
สวี่เฟิงยืนแข็งค้าง ดวงตาแดงก่ำขึ้นเรื่อย ๆ เขาพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้สุดกำลัง แต่ริมฝีปากกลับสั่นจนไม่อาจกล่าวสิ่งใดออกมาได้
สิบล้านเหรียญไม่เพียงพอสำหรับรักษาพี่สาวเท่านั้น แต่ยังมากพอให้สองพี่น้องใช้ชีวิตโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินไปอีกนาน
เจ้าของร้านตรวจสอบผลลัพธ์อีกครั้ง ก่อนประกาศอย่างชัดเจน
“ฝ่ายสวี่เฟิงมีมูลค่ารวมสิบล้านหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นเหรียญ เป็นฝ่ายชนะการเดิมพันครั้งนี้!”
“เป็นไปไม่ได้!”
เผยเหยียนตวาดจนเสียงแหบพร่า
“ก้อนนั้นไม่ได้เป็นของสวี่เฟิง มันเป็นคนอื่นเลือกให้ ผลลัพธ์นี้ไม่นับ!”
ฉู่เหวินไคเลิกคิ้ว
“ข้าเป็นคนจ่ายเงิน สวี่เฟิงยอมรับหินก้อนนี้ต่อหน้าทุกคน และก่อนผ่าเจ้าก็ไม่ได้คัดค้านแม้แต่คำเดียว เหตุใดพอแพ้แล้วจึงเพิ่งนึกขึ้นได้?”
เจ้าของร้านพยักหน้า
“ตามกฎของตลาด ผู้สนับสนุนสามารถช่วยเลือกหินได้ หากผู้เข้าเดิมพันยินยอม ผลตัดสินจึงถูกต้องทุกประการ”
เผยเหยียนกัดฟันจนเลือดไหลออกจากมุมปาก
“พวกเจ้าร่วมมือกันโกง! หินขยะเช่นนั้นจะมีแก่นหยกจักรพรรดิม่วงอยู่ข้างในได้อย่างไร? พวกเจ้าต้องแอบสับเปลี่ยนหินแน่!”
เจ้าของร้านมีสีหน้าเย็นชา
“หินทั้งสิบก้อนถูกเลือกจากร้านของข้าและผ่าโดยคนของข้าต่อหน้าทุกคน คุณชายเผยกำลังกล่าวหาว่าตลาดหินหยกของเราร่วมมือโกงท่านหรือ?”
สายตาของผู้คนรอบด้านเริ่มเปลี่ยนเป็นดูแคลน
“แพ้ก็คือแพ้ ยังคิดจะใส่ร้ายทั้งร้านอีกหรือ?”
“เมื่อครู่เป็นคนประทับรอยวิญญาณลงบนสัญญาด้วยตนเองแท้ ๆ”
“รีบยกเลิกหนี้แล้วเลิกยุ่งกับพี่สาวของสวี่เฟิงเสียที!”
เผยเหยียนมองสัญญาพนันซึ่งลอยอยู่กลางอากาศ แววตาพลันฉายความบ้าคลั่ง
“สัญญาไร้สาระ ข้ามีของวิเศษสำหรับยกเลิกมันอยู่แล้ว!”
เขาหยิบแผ่นหยกสีดำออกจากอกเสื้อ ก่อนบีบจนแตกละเอียด
ครืนนนน!
หมอกสีเทาพุ่งออกจากเศษหยกและเข้าห่อหุ้มสัญญาพนัน รอยวิญญาณของเผยเหยียนถูกกัดกร่อนอย่างรวดเร็ว ก่อนตัวสัญญาจะฉีกขาดออกเป็นสองส่วนต่อหน้าสายตาของทุกคน
ฝูงชนรอบด้านแตกตื่นทันที
“เฮ้ย! เผยเหยียน เจ้ากำลังทำอะไร?!”
“มันฉีกสัญญาพนันจริง ๆ!”
“บัดซบเอ๊ย เจ้านี่ชีวิตจบสิ้นแล้ว!”
เผยเหยียนแผดเสียงหัวเราะอย่างไม่เกรงกลัว
“จบสิ้นอะไรของพวกเจ้า? ข้าเป็นถึงผู้บำเพ็ญระดับแก่นทองคำขั้นสูง ส่วนไอ้สวะสวี่เฟิงก็เป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น!”
เขาชี้ไปยังเศษสัญญาบนพื้น
“ในเมื่อสัญญาถูกทำลายแล้ว ใครจะทำอะไรข้าได้? ฮ่า ๆๆๆ!”
ฉู่เหวินไคยกมือกุมศีรษะ
“ไอ้...ไอ้โง่เอ๊ย เจ้าไม่น่าทำเช่นนี้เลยจริง ๆ”
เผยเหยียนหันไปมองเขา ก่อนยิ้มอย่างได้ใจ
“ตอนนี้เพิ่งรู้จักกลัวหรือ? สายไปแล้ว!”
ฉู่เหวินไคอ้าปากค้าง
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าหมายถึง—”
“เผยเหยียน เจ้า...เจ้า...”
หญิงสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่งกล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“คุณชายใหญ่ไม่มีทางปล่อยเจ้าเอาไว้แน่!”
เผยเหยียนชะงักเล็กน้อย ก่อนยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“พูดจาไร้สาระอะไรของเจ้า? ข้าก็คือคุณชายใหญ่ แล้วเหตุใดข้าต้องไม่ปล่อยตัวเองเอาไว้ด้วย?”
“...”
หญิงสาวถึงกับพูดไม่ออก