คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 479 เจ้ากำลังจะถูกคุณชายใหญ่จัดการ7,769 ตัวอักษร

ตอนที่ 479 เจ้ากำลังจะถูกคุณชายใหญ่จัดการ

เผยเหยียนมองหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมุมปากขึ้น

“แต่ว่าเจ้าก็หน้าตาน่ารักดีนี่ สนใจมาเป็นอนุของข้าหรือไม่?”

หญิงสาวเบิกตากว้าง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

“หุบปาก! เจ้ากำลังจะถูกคุณชายใหญ่จัดการอยู่แล้ว ยังกล้าพล่ามไร้สาระอีกหรือ?!”

เผยเหยียนหัวเราะเยาะ

“ข้านี่แหละคุณชายใหญ่ เจ้าพูดราวกับว่าข้ากำลังจะจัดการตัวเอง ช่างตลกสิ้นดี”

“...”

ผู้คนทั่วทั้งร้านถึงกับพูดไม่ออกเป็นครั้งที่สอง

จี้เสวี่ยหลัวยกมือขึ้นกุมขมับ ก่อนพึมพำอย่างอดไม่ได้

“เหตุใดเจ้าคนนี้ถึงได้โง่เขลาถึงเพียงนี้?”

เผยเหยียนหันไปตามเสียง เมื่อเห็นใบหน้าของจี้เสวี่ยหลัว แววตาของเขาก็ลุกวาวขึ้นทันที

“โอ้ แม่นางช่างงดงามยิ่งนัก!”

เขาจัดอาภรณ์ของตนเองให้เรียบร้อย ก่อนประสานมือด้วยท่าทางสง่างามที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ในเมื่อแม่นางสนใจเรื่องของข้าถึงเพียงนี้ สนใจมาเป็นภรรยาของข้าหรือไม่?”

จี้เสวี่ยหลัวนิ่งค้าง

“เจ้าเข้าใจว่าข้าสนใจเจ้า?”

เผยเหยียนยิ้มอย่างมั่นใจ

“แม่นางไม่ต้องเขินอาย ข้าย่อมเข้าใจดี”

“...”

ทั่วทั้งร้านเงียบกริบยิ่งกว่าเดิม

ฉู่เหวินไคอ้าปากค้างอยู่พักใหญ่ ก่อนยกมือขึ้นชี้หน้าเผยเหยียน

“ไอ้โง่บัดซบเอ๊ย!”

เสียงตะโกนของเขาดังก้องไปทั่วร้าน

ราวกับเขื่อนพังทลาย ฝูงชนซึ่งอดกลั้นมานานเริ่มส่งเสียงด่าทอขึ้นพร้อมกัน

“ใช่! เผยเหยียน ไอ้โง่เอ๊ย!”

“พวกเราพูดกันถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดเจ้ายังคิดว่าคำว่าคุณชายใหญ่หมายถึงตัวเองอยู่อีก?!”

“มันไม่ได้แค่โง่ แต่ยังหลงตัวเองจนไม่มีทางรักษาแล้ว!”

หญิงสาวหลายคนรีบกล่าวเสริมด้วยความรังเกียจ

“หน้าตาอย่างเจ้ายังกล้าชวนผู้อื่นเป็นภรรยาอีกหรือ?”

“มองมันนานกว่านี้ไม่ไหวแล้ว ดวงตากับหูของข้าต้องแปดเปื้อนแน่ ข้าต้องหาอะไรล้างเสียหน่อย”

หญิงสาวข้างกายรีบสะกิดนาง ก่อนบุ้ยใบ้ไปทางยูรัน

“ของล้างตาก็ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ใช่หรือ?”

หญิงสาวคนแรกหันไปมอง ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง

“จริงด้วย ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย”

เผยเหยียนมองผู้คนรอบด้านด้วยความสับสนปนเดือดดาล

“พวกเจ้าพูดเรื่องอะไรกัน? คุณชายใหญ่จะเป็นผู้ใดไปได้นอกจากข้า!”

ชายคนหนึ่งยกมือกุมอกด้วยความอึดอัด

“บัดซบเอ๊ย พวกเราก็บอกว่าไม่ใช่เจ้าอย่างไรเล่า!”

“ข้าทนฟังต่อไม่ไหวแล้ว ใครก็ได้ช่วยเฉลยให้มันรู้ตัวเสียที!”

“เปล่าประโยชน์ เจ้าคนนี้เกินเยียวยาแล้ว”

เสี่ยวเถาขยับเข้าไปใกล้ยูรัน ก่อนกระซิบถามอย่างลังเล

“เอ่อ...คุณชายยังไม่คิดจะบอกเขาอีกหรือเจ้าคะ?”

ยูรันรีบยกมือห้าม

“อย่าเพิ่งขัดสิ กำลังสนุกเลย”

ชายหนุ่มสองคนซึ่งยืนอยู่ข้างยูรันได้ยินดังนั้นก็แทบหลั่งน้ำตา

[คุณชาย รีบบอกมันเถอะ พวกข้าทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ!]

ในที่สุดหญิงสาวหน้าตาน่ารักคนเดิมก็ทนไม่ไหว นางแหวกฝูงชนแล้วเดินตรงออกมา

เผยเหยียนเห็นดังนั้นก็คลี่ยิ้มกว้าง ก่อนกางแขนรอรับ

“โอ้ ดูเหมือนแม่นางจะตัดสินใจมาเป็นภรรยาของข้าแล้วสินะ”

ชายคนหนึ่งในฝูงชนถึงกับยกมือกุมท้อง

“พอทีเถอะ! เจ้าคนโง่นี่ยังหลงตัวเองได้อีก ข้าจะอาเจียนอยู่แล้ว!”

หญิงสาวไม่แม้แต่จะชายตามองเผยเหยียน นางเดินผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว ก่อนคุกเข่าลงแล้วกอดขายูรันเอาไว้แน่น

“คุณชายใหญ่เจ้าคะ ได้โปรดจัดการเจ้าคนโง่นั่นทีเถอะ!”

นางเงยหน้าขึ้นพร้อมน้ำตาคลอเบ้า

“หากต้องทนฟังต่อไป ดวงตากับหูของข้าคงใช้การไม่ได้อีกแล้วเจ้าค่ะ ฮือ ๆ!”

เผยเหยียนซึ่งยังคงกางแขนอยู่กลางร้านพลันแข็งค้าง

คนรอบด้านมองหน้ากัน ก่อนจะคุกเข่าลงพร้อมกันราวกับนัดหมายเอาไว้

“คุณชายใหญ่ ได้โปรดจัดการมันเสียทีเถอะขอรับ!”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ อย่างน้อยตบให้มันได้สติสักครั้งก็ยังดี!”

“ข้าอึดอัดจนแทบทนไม่ไหวแล้ว!”

“ได้โปรดช่วยพวกเราด้วยเถอะ!”

เสียงร้องขอดังขึ้นจากทั่วทั้งร้าน กระทั่งเจ้าของร้านกับคนงานยังพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง

ยูรันยืนฟังอยู่พักหนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นแคะหูแล้วถอนหายใจเบา ๆ

“อ้อ...อืม ถ้าเช่นนั้นเรื่องสนุกก็คงจบแล้วสินะ”

คำพูดของเขาทำให้ทั่วทั้งร้านเงียบลงในทันที

เผยเหยียนค่อย ๆ ลดแขนทั้งสองข้างลง เขามองหญิงสาวซึ่งกอดขายูรัน จากนั้นจึงมองผู้คนซึ่งกำลังคุกเข่าหันหน้าไปทางชายหนุ่มชุดดำ

เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงทุกคำพูดก่อนหน้านี้ ใบหน้าของเขาก็ค่อย ๆ ซีดเผือดลง

[เดี๋ยวก่อน...คำว่า ‘คุณชายใหญ่’ ที่พวกมันพูดถึงมาตลอด ไม่ได้หมายถึงข้าหรือ?!]

ยูรันขยับมือเป็นสัญญาณให้หญิงสาวปล่อยขาของตนเอง

นางรีบคลายมือ ก่อนลุกขึ้นถอยกลับไปยืนท่ามกลางฝูงชนอย่างว่าง่าย

ยูรันเดินไปหยุดตรงหน้าแก่นหยกจักรพรรดิม่วง เขายื่นมือออกไปสัมผัสพื้นผิวของมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“อืม ขยะชะมัด”

“...”

ผู้คนทั่วทั้งร้านยกมือขึ้นปาดเหงื่อพร้อมกัน

[แก่นหยกจักรพรรดิม่วงมูลค่าสิบล้านเหรียญยังถูกเรียกว่าขยะ แล้วสมบัติที่พวกเราครอบครองอยู่จะเรียกว่าอะไร?!]

ยูรันหันหน้าไปทางเจ้าของร้าน

“หากนำมันไปหลอมเป็นของวิเศษ เจ้าคิดว่าจะมีราคาเท่าไร?”

เจ้าของร้านปาดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง

“เรียนคุณชายใหญ่ ข้าน้อยมิอาจประเมินได้ ราคาของมันย่อมขึ้นอยู่กับระดับและความสามารถของสิ่งที่หลอมออกมา”

ยูรันพยักหน้า

“อืม มีเหตุผล”

เขายกมือขึ้นประสานมุทรา

“เตาหลอม”

“เปิด”

ครืน!

มิติด้านหลังและรอบกายของยูรันพลันแปรเปลี่ยนเป็นห้วงจักรวาลขนาดย่อม

ไม่มีตัวเตา ไม่มีฝาปิด และไม่มีกระถางสำหรับใส่วัตถุดิบ มีเพียงท้องฟ้าอันไร้ขอบเขต ดวงดาวนับไม่ถ้วน และเปลวเพลิงหลากสีซึ่งหมุนวนอยู่ท่ามกลางจักรวาลราวกับดาราจักร

ประกายไฟแต่ละจุดสว่างวาบและดับสูญ ดูคล้ายดวงดาวนับล้านกำลังถือกำเนิดขึ้นภายในเปลวเพลิงเดียวกัน

ผู้คนทั่วทั้งร้านเงยหน้ามองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย

ยูรันโยนแก่นหยกจักรพรรดิม่วงเข้าไปทั้งก้อน จากนั้นจึงหยิบแร่และวัตถุดิบอีกหลายชนิดออกจากช่องเก็บของแล้วโยนตามเข้าไป

เปลวเพลิงดาราสวรรค์พุ่งเข้าห่อหุ้มวัตถุดิบทั้งหมดในทันที

ใบหน้าของสวี่เฟิงซีดเผือก

[ไม่นะ! นั่นคือแก่นหยกมูลค่าสิบล้านเหรียญของข้า!]

แร่ทุกชนิดละลายกลายเป็นของเหลวหลากสี ก่อนสิ่งเจือปนจะถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น กระแสวัตถุดิบแต่ละสายค่อย ๆ หลอมรวมเข้ากับแก่นหยกจักรพรรดิม่วง แล้วควบแน่นขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว

ไม่กี่ลมหายใจต่อมา เปลวเพลิงทั้งหมดก็แยกออกจากกัน

กำไลหยกสีม่วงวงหนึ่งลอยออกมาจากห้วงดารา บนผิวกำไลมีลวดลายของหมู่ดาวสลักอยู่ภายใน เนื้อหยกเปล่งแสงอ่อนโยนพร้อมแผ่พลังซึ่งช่วยหล่อเลี้ยงทั้งร่างกายและดวงวิญญาณออกมาอย่างต่อเนื่อง

ยูรันคลายมุทรา ห้วงจักรวาลด้านหลังจึงค่อย ๆ เลือนหายไป ก่อนมิติภายในร้านจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

เขาคว้ากำไลเอาไว้แล้วส่งให้เจ้าของร้าน

“ไหนลองดูสิ คราวนี้เจ้าคิดว่าของชิ้นนี้มีราคาเท่าไร?”

เจ้าของร้านรับกำไลมาด้วยมือสั่นเทา ก่อนตรวจสอบมันซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผาก

“นะ...นี่มัน...”

เจ้าของร้านกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“ของวิเศษระดับเก้าไม่ผิดแน่! หากประเมินตามเกณฑ์ของหอสมบัติซึ่งคุณชายใหญ่กำหนดเอาไว้ ราคาของมันต้องไม่ต่ำกว่าสองพันห้าร้อยล้านเหรียญ!”

เสียงฮือฮาระเบิดขึ้นทั่วทั้งร้านอีกครั้ง

“บัดซบ! คุณชายใหญ่นำหยกมาหลอมให้ดูต่อหน้าทุกคน แล้วสร้างของวิเศษระดับเก้าออกมาในเวลาไม่กี่ลมหายใจจริง ๆ!”

“แล้วสมบัติชิ้นนี้จะตกเป็นของผู้ใดกัน?”

“ถามอะไรโง่ ๆ ก็ต้องเป็นของสวี่เฟิงสิ แก่นหยกจักรพรรดิม่วงเป็นของเขาไม่ใช่หรือ?”

“ถูกต้อง คุณชายใหญ่ใจกว้างถึงเพียงนี้ ย่อมต้องมอบกำไลคืนให้สวี่เฟิงอยู่แล้ว!”

“บัดซบเอ๊ย สวี่เฟิงถูกวาสนาก้อนใหญ่หล่นทับเข้าให้แล้ว!”

สวี่เฟิงได้ยินคำพูดเหล่านั้นก็รู้สึกหวั่นใจ เขามองกำไลในมือเจ้าของร้านด้วยความไม่แน่ใจ

[คุณชายใหญ่อาจยอมคืนหยกมูลค่าสิบล้านให้ข้า แต่ของวิเศษระดับเก้าราคาสองพันห้าร้อยล้าน...เขาจะใจกว้างถึงเพียงนั้นจริงหรือ?]

ยูรันไม่ได้กล่าวถึงกำไล เขาเพียงหันหน้าไปทางเผยเหยียนอย่างช้า ๆ

เผยเหยียนสะดุ้งเฮือก ก่อนถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

“อืม แล้วข้าควรทำอย่างไรกับเจ้าคนโง่นี่ดีนะ?”

ฉู่เหวินไครีบวิ่งเข้ามาหายูรันทันที

“พี่เขย ข้ามีความเห็น!”

เขาชี้หน้าเผยเหยียน ก่อนร่ายความผิดออกมารวดเดียวโดยแทบไม่หยุดหายใจ

“เจ้าคนโง่นี่หลงตัวเองและไม่ยอมฟังผู้ใด เช่นนั้นก็ทำลายแก้วหูมันเสีย! มันชอบวางอำนาจและใช้พลังข่มเหงผู้อื่น เช่นนั้นก็ทำลายตบะมันเสีย!”

ฉู่เหวินไคยกนิ้วขึ้นอีกหนึ่งนิ้ว

“มันกล่าววาจาสามหาวโอหัง คิดว่าตนเองยิ่งใหญ่คับฟ้า ทั้งยังทำลายสัญญาต่อหน้าทุกคน เช่นนั้นก็เอากล่องเสียงมันไปด้วย!”

นิ้วอีกหนึ่งนิ้วถูกยกขึ้นตามมา

“มันมีตาแต่กลับไม่รู้จักดูสถานการณ์ ทั้งยังเอาแต่โปรยเสน่ห์ไปทั่ว ทั้งที่หน้าตายังหล่อเหลาไม่ถึงครึ่งหนึ่งของท่าน เช่นนั้นก็—”

ฉู่เหวินไคชะงัก ก่อนเหลือบมองดวงตาซึ่งปิดสนิทของยูรัน แล้วรีบแก้คำพูด

“ข้าหมายถึงมันมีดวงตาแต่ใช้ไม่เป็นนะพี่เขย ไม่ได้หมายความว่าผู้มองไม่เห็นมีปัญหา!”

ยูรันพยักหน้า

“อืม พูดต่อสิ”

“แล้วมันยังกล้าพูดจาแทะโลมพี่สะใภ้ต่อหน้าข้าอีก เรื่องนี้ยิ่งให้อภัยไม่ได้!”

จี้เสวี่ยหลัวพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ข้าเห็นด้วย”

ฝูงชนรอบด้านรีบตะโกนสนับสนุนเป็นทอด ๆ

“ข้าก็เห็นด้วย!”

“ทำลายแก้วหูมัน!”

“ทำลายตบะด้วย!”

“เอากล่องเสียงมันไปเสีย จะได้ไม่ต้องพูดจาไร้สาระอีก!”

“คุณชายฉู่กล่าวถูกต้องทุกประการ!”