คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 480 ข้าคงดูเป็นคนใจร้ายเกินไป7,741 ตัวอักษร

ตอนที่ 480 ข้าคงดูเป็นคนใจร้ายเกินไป

เผยเหยียนกลืนน้ำลาย ก่อนก้าวถอยหลังอย่างหวาดกลัว

“ยะ...อย่าเข้ามานะ! ข้ามาจากสำนักอัคคีพิสุทธิ์ และยังเป็นผู้สืบทอดของสำนักด้วย! หากพวกเจ้ากล้าทำอะไรข้า สำนักอัคคีพิสุทธิ์ไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าเอาไว้แน่!”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“อืม เข้าใจแล้ว”

เขายกมือขึ้นอย่างไม่รีบร้อน

พรึ่บ!

ไม่มีผู้ใดมองเห็นว่ายูรันลงมือเมื่อใด รู้เพียงว่าร่างของเผยเหยียนพลันแข็งค้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นในพริบตา

โลกตรงหน้าของเขามืดสนิท เสียงทั้งหมดหายไปจากการรับรู้ ลำคอไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้แม้แต่น้อย ขณะที่พลังภายในร่างรั่วไหลออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับตันเถียนซึ่งถูกนำออกไป

เผยเหยียนอ้าปากกว้าง ทว่าไม่มีเสียงร้องหลุดออกมาแม้แต่คำเดียว เขาทำได้เพียงดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น

[ดวงตาของข้า! เสียงของข้า! ตบะของข้า! หูของข้า! ไม่!!!]

ผู้คนรอบด้านมองรอยตัดอันเรียบเนียนซึ่งไม่มีโลหิตไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว ก่อนจะยกมือขึ้นกุมดวงตา ลำคอ ใบหู และท้องน้อยของตนเองโดยพร้อมเพรียง

ยูรันเก็บตันเถียนของเผยเหยียนเข้าไปในช่องเก็บของ ก่อนถอนหายใจ

“อืม หากปล่อยให้ดิ้นอยู่ตรงนี้ต่อไป ข้าคงดูเป็นคนใจร้ายเกินไปหน่อย”

เขายกมือชี้คนในฝูงชนทีละคน

“เจ้า เจ้า เจ้า เจ้า แล้วก็เจ้า พวกเจ้าห้าคนมานี่”

ชายทั้งห้าสะดุ้งพร้อมกัน ก่อนรีบเดินออกมาด้วยสีหน้าหวาดระแวง

ยูรันสะบัดมือ แหวนมิติห้าวงก็ลอยไปหยุดตรงหน้าพวกเขา

“ในแหวนมีเงินคนละหนึ่งแสนเหรียญ ถือเป็นค่าจ้าง พวกเจ้าช่วยนำมันไปโยนทิ้งไว้ใกล้สำนักอัคคีพิสุทธิ์ที ไปพร้อมกันทั้งห้าคนนั่นแหละ รีบโยนแล้วรีบกลับ อย่ามัวเสียเวลาอยู่แถวนั้น”

ชายทั้งห้ารับแหวนไปตรวจสอบ เมื่อเห็นจำนวนเงินด้านใน ดวงตาของแต่ละคนก็เป็นประกาย

“ได้เลยขอรับคุณชายใหญ่!”

“พวกข้าจะจัดการให้เรียบร้อย!”

ยูรันชี้ไปทางเผยเหยียนซึ่งยังคงดิ้นอยู่บนพื้น

“อีกเดี๋ยวมันคงกินโอสถรักษาบาดแผล แล้วหาทางเรียกคนจากสำนักมาช่วย แม้ตอนนี้จะไม่มีตบะเหลืออยู่แล้ว แต่พวกเจ้าก็ระวังตัวกันด้วย”

“เข้าใจแล้วขอรับ!”

ชายทั้งห้าช่วยกันยกร่างของเผยเหยียนขึ้น ก่อนรีบแบกออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว

ยูรันฟังเสียงฝีเท้าของพวกเขาห่างออกไป ก่อนพึมพำ

“น่าสมเพชจริง ๆ”

จากนั้นเขาจึงหันกลับมาทางเจ้าของร้าน

“เมื่อครู่ถึงไหนแล้วนะ...อ๋อ กำไล”

ยูรันรับกำไลหยกจักรพรรดิม่วงกลับมา ก่อนตรวจสอบความสามารถของมันอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ใช้ได้”

เขาหมุนกำไลเล่นอยู่ในมือ

“ความสามารถหลักของมันคือการป้องกันสมบูรณ์ ตราบใดที่ยังมีพลังปราณสะสมอยู่ การโจมตีจากภายนอกจะไม่สามารถเข้าถึงตัวผู้สวมใส่ได้ ยิ่งการโจมตีรุนแรงเท่าไร พลังสำรองก็จะยิ่งถูกใช้มากขึ้นเท่านั้น”

ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจ

“มันสามารถกักเก็บพลังปราณได้มากเทียบเท่าพลังทั้งหมดของผู้บำเพ็ญระดับหลอมรวมเต๋าหนึ่งคน ผู้สวมใส่สามารถดึงพลังส่วนนี้ออกมาเติมให้ตนเองได้เช่นกัน”

“นอกจากนี้ ตัวกำไลยังช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายและดวงวิญญาณอยู่ตลอดเวลา แต่หากพลังสำรองหมดลง ความสามารถในการป้องกันก็จะหยุดทำงานจนกว่าจะเติมพลังเข้าไปใหม่”

กล่าวจบ ยูรันก็โยนกำไลไปทางสวี่เฟิง

สวี่เฟิงรีบยื่นมือออกไปรับอย่างลนลาน เขามองของวิเศษระดับเก้าในมือด้วยความไม่อยากเชื่อ

“คะ...คุณชายใหญ่ ท่านจะมอบมันให้ข้าจริงหรือ?”

“วัตถุดิบเป็นของเจ้า ของที่หลอมออกมาย่อมเป็นของเจ้า จะถามทำไม?”

ยูรันหันหลังแล้วโบกมือ

“หมดเรื่องแล้วก็แยกย้าย หวังว่าครั้งต่อไปที่ข้าได้ยินชื่อเจ้า จะไม่ใช่ข่าวว่ากำไลถูกผู้อื่นขโมยไปแล้ว”

กล่าวจบ เขาก็เดินออกจากร้านไปพร้อมกับเสี่ยวเถา

ฉู่เหวินไครีบหันกลับไปเรียกจี้เสวี่ยหลัว

“พี่สะใภ้ รีบตามไปเร็ว!”

จี้เสวี่ยหลัวพยักหน้า ก่อนเดินตามทั้งสองออกไปอย่างรวดเร็ว

หลังพวกยูรันลับสายตาไปแล้ว สวี่เฟิงจึงนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

ฉู่เหวินไคบอกว่าจะเป็นคนออกเงินค่าหินให้ ทว่าเมื่อครู่กลับรีบวิ่งตามยูรันออกไปโดยยังไม่ได้ชำระเงินแม้แต่เหรียญเดียว

สวี่เฟิงมองกำไลในมือ ก่อนเดินเข้าไปหาเจ้าของร้านด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน

“เถ้าแก่ เรื่องค่าหินทั้งห้าก้อน...ข้าขอติดเอาไว้ก่อนได้หรือไม่? หลังขายกำไลชิ้นนี้แล้ว ข้าจะรีบนำเงินกลับมาจ่ายทันที”

เจ้าของร้านส่ายหน้า

“ไม่เป็นไรขอรับ การได้เห็นคุณชายสร้างของวิเศษต่อหน้าต่อตา นับเป็นบุญตาของข้าแล้ว หินเพียงห้าก้อนถือเป็นของขวัญจากร้านก็แล้วกัน”

เขาชี้ไปทางถนนด้านนอก

“เจ้ารีบนำกำไลไปฝากประมูลที่หอสมบัติเถอะ ของวิเศษชิ้นนี้มีราคาไม่ต่ำกว่าสองพันห้าร้อยล้านเหรียญอย่างแน่นอน”

ผู้คนรอบด้านรีบกล่าวสนับสนุน

“ใช่แล้ว เจ้ารีบไปเสีย! คราวก่อนกระบี่ระดับแปดยังถูกประมูลไปถึงหนึ่งพันล้านเหรียญ กำไลระดับเก้าชิ้นนี้ดีกว่ากระบี่เล่มนั้นตั้งไม่รู้กี่เท่า ราคาย่อมต้องสูงกว่าแน่นอน!”

“เจ้ามีวาสนาถึงเพียงนี้ ทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากคุณชายใหญ่ด้วยตนเอง ภายหลังอย่าลืมกลับไปขอบคุณเขาให้ดีเล่า!”

ชายคนหนึ่งตบไหล่สวี่เฟิงเบา ๆ

“เจ้าอย่ามัวคิดมาก หอสมบัติเองก็เป็นกิจการของคุณชายใหญ่ หากเขาตั้งใจจะเอากำไลคืน คงไม่มอบให้เจ้าแล้วปล่อยให้นำไปขายในร้านของตนเองหรอก”

“ถูกต้อง! เจ้ามัวแต่ทำงานหาเงินทั้งวันทั้งคืนไม่ใช่หรือ? รีบไปเถอะ พี่สาวของเจ้ายังรอใช้โอสถรักษาอยู่นะ!”

“หากนำไปฝากประมูลคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าก็รอรับเงินได้เลย หอสมบัติจ่ายเงินให้ทันทีหลังการประมูลสิ้นสุด!”

“พอได้เงินแล้ว เจ้าก็ซื้อโอสถไปรักษาพี่สาวได้ทันที ต่อให้ซื้อของดีที่สุด เงินก็ยังเหลืออีกมาก!”

สวี่เฟิงก้มมองกำไลในมือ น้ำตาค่อย ๆ ไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว

เขาประสานมือคารวะผู้คนรอบด้านอย่างจริงใจ

“ขอบคุณทุกท่านมาก!”

กล่าวจบ สวี่เฟิงก็กอดกำไลเอาไว้แน่น ก่อนวิ่งออกจากร้านไปด้วยความรีบร้อน

[ท่านพี่ รอข้าก่อนนะ ครั้งนี้ข้ามีเงินรักษาท่านแล้ว!]

หลังร่างของเขาหายไปจากสายตา เสียงเพ้อฝันของเหล่าหญิงสาวก็ดังขึ้นทั่วทั้งร้าน

“คุณชายใหญ่ทั้งใจกว้างและเก่งกาจถึงเพียงนี้ ไม่ต่างจากเทพเซียนเลยสักนิด”

“อีกทั้งยังหล่อเหลาที่สุดด้วย เมื่อใดข้าจะได้รับวาสนาเช่นนี้บ้างนะ...”

สวี่เฟิงสอบถามเส้นทางจากผู้คนอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็มาถึงหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์

แม้อาภรณ์ของเขาจะเก่าและมีรอยปะอยู่หลายแห่ง แต่พนักงานหญิงด้านหน้ากลับไม่ได้แสดงท่าทีดูแคลนแม้แต่น้อย นางเดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มตามมารยาท

“ไม่ทราบว่าคุณชายต้องการซื้อสินค้า หรือติดต่อเรื่องใดเจ้าคะ?”

สวี่เฟิงมองอาคารอันโอ่อ่าตรงหน้าด้วยความประหม่า

“ขะ...ข้าเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก และต้องการนำของมาฝากประมูลขอรับ”

“ไม่ทราบว่าเป็นสิ่งของประเภทใดหรือเจ้าคะ?”

สวี่เฟิงหยิบกำไลหยกจักรพรรดิม่วงออกมาอย่างระมัดระวัง

ทันทีที่กำไลปรากฏ แสงสีม่วงอ่อนกับพลังบริสุทธิ์ก็แผ่กระจายออกมา พนักงานหญิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนสีหน้าจะจริงจังขึ้นทันที

“นี่คือ...”

“เป็นกำไลขอรับ ข้าเองก็ไม่แน่ใจเรื่องระดับนัก แต่เจ้าของร้านหินหยกบอกว่ามันน่าจะเป็นของวิเศษระดับเก้า”

สวี่เฟิงสูดหายใจลึก ก่อนกล่าวต่อ

“คุณชายใหญ่เป็นผู้หลอมมันขึ้นมาด้วยตนเองเมื่อครู่นี้”

“ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ?!”

พนักงานหญิงเบิกตากว้าง

“คุณชายใหญ่ลงมือหลอมกำไลวงนี้ด้วยตนเองหรือ?”

“ใช่ขอรับ เขานำแก่นหยกจักรพรรดิม่วงของข้าไปหลอมรวมกับวัตถุดิบอีกหลายชนิด ก่อนมอบกำไลวงนี้คืนให้”

สวี่เฟิงพยายามทบทวนคำอธิบายของยูรัน แล้วกล่าวออกมาทีละส่วน

“มันสามารถสร้างการป้องกันสมบูรณ์ได้ตราบใดที่ยังมีพลังปราณสะสมอยู่ ภายในกักเก็บพลังได้เทียบเท่าผู้บำเพ็ญระดับหลอมรวมเต๋าหนึ่งคน ผู้สวมใส่สามารถดึงพลังนั้นมาเติมให้ตนเอง ทั้งยังช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายกับดวงวิญญาณอยู่ตลอดเวลา”

พนักงานหญิงฟังจนจบก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่

“คุณชายโปรดรอสักครู่ ห้ามนำของชิ้นนี้ออกไปจากมือเด็ดขาดนะเจ้าคะ!”

นางหยิบแผ่นหยกสื่อสารออกมา ก่อนส่งข้อความถึงเถียนซูเจินอย่างเร่งรีบ

ผ่านไปไม่ถึงครึ่งถ้วยชา เสียงฝีเท้ารัวเร็วก็ดังลงมาจากชั้นบน

เถียนซูเจินรีบเดินเข้ามาพร้อมผู้เชี่ยวชาญประเมินสมบัติสามคน ด้านหลังยังมีพนักงานถืออุปกรณ์ตรวจสอบตามมาอีกหลายคน

“ของวิเศษที่คุณชายใหญ่เพิ่งหลอมอยู่ที่ใด?”

สวี่เฟิงรีบยกกำไลขึ้น

“อยู่ที่ข้าน้อยขอรับ”

เถียนซูเจินมองกำไลในมือเขา ก่อนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“คุณชายใหญ่มอบของชิ้นนี้ให้เจ้าด้วยตนเองใช่หรือไม่?”

“ใช่ขอรับ ผู้คนในร้านหินหยกเป็นพยานได้ทั้งหมด”

เถียนซูเจินพยักหน้า ก่อนผายมือไปยังห้องประเมินด้านข้าง

“เชิญด้านในก่อน เรื่องนี้ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด”

สวี่เฟิงเดินตามเข้าไปด้วยหัวใจเต้นระรัว

ภายในห้อง ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามผลัดกันตรวจสอบกำไลด้วยอุปกรณ์หลายชนิด ทั้งยังเติมพลังปราณเข้าไปทดลองการกักเก็บและเปิดใช้งานม่านป้องกัน

เมื่อการตรวจสอบสิ้นสุดลง ผู้เชี่ยวชาญชราที่สุดก็วางกำไลลงบนถาดด้วยมือสั่นเทา

“ของวิเศษระดับเก้าไม่ผิดแน่ อีกทั้งความสามารถทั้งหมดตรงกับที่กล่าวมา ไม่มีข้อบกพร่องหรือสิ่งเจือปนแม้แต่น้อย”

ผู้เชี่ยวชาญอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย

“หากประเมินจากระดับ วัตถุดิบ และความสามารถ ราคาขั้นต่ำอยู่ที่สองพันห้าร้อยล้านเหรียญ แต่หากนำออกประมูลจริง ราคาสุดท้ายอาจสูงกว่านี้อีกมาก”

สวี่เฟิงมองกำไลบนถาดด้วยดวงตาแดงก่ำ

เถียนซูเจินยิ้มให้เขาอย่างเป็นทางการ

“หอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์ยินดีรับฝากของวิเศษชิ้นนี้เข้าประมูลเจ้าค่ะ”