ตอนที่ 481 พี่หญิง ท่านเริ่มหน้าแดงแล้วนะ
เถียนซูเจินหยิบป้ายหยกรับฝากออกมาหนึ่งแผ่น ก่อนประทับหมายเลขของกำไลกับรอยยืนยันจากหอสมบัติลงไปอย่างครบถ้วน แล้วส่งให้สวี่เฟิง
“คุณชายสวี่ โปรดเก็บป้ายหยกแผ่นนี้เอาไว้ให้ดี มันเป็นหลักฐานยืนยันว่าเจ้าเป็นเจ้าของสมบัติ หลังการประมูลสิ้นสุดลง ทางหอจะแจ้งผลให้ทราบทันที”
นางครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“คาดว่าการประมูลจะเสร็จสิ้นไม่เกินเที่ยงวันพรุ่งนี้ หากคุณชายสะดวก สามารถมารอรับเงินได้ตั้งแต่ช่วงเช้าเจ้าค่ะ”
สวี่เฟิงรับป้ายหยกมาถือไว้ด้วยสองมือ ก่อนประสานมือคารวะ
“ขอบคุณเถ้าแก่เถียนมากขอรับ!”
เขาเก็บป้ายหยกเข้าไปในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้วรีบวิ่งออกจากหอเพื่อกลับไปหาพี่สาว
ทันทีที่สวี่เฟิงออกไป เถียนซูเจินก็หันกลับมาสั่งพนักงานทั้งหมด
“เวลานี้ยังไม่พ้นยามซวี พวกเจ้ารีบส่งประกาศออกไปให้ทั่วทั้งเมือง รวมถึงเมืองและขุมอำนาจทุกแห่งในบริเวณใกล้เคียง”
น้ำเสียงของนางจริงจังขึ้นกว่าเดิม
“ระบุให้ชัดเจนว่าสินค้าชิ้นนี้เป็นของวิเศษระดับเก้าซึ่งคุณชายใหญ่เพิ่งหลอมขึ้นด้วยตนเอง ไม่มีการกำหนดเพดานราคา และต้องเขียนความสามารถทั้งหมดของกำไลลงไปให้ครบถ้วน ห้ามตกหล่นแม้แต่ข้อเดียว”
ผู้เชี่ยวชาญชราคนหนึ่งอดถามไม่ได้
“ประกาศชื่อของคุณชายใหญ่โดยตรง จะเหมาะสมหรือขอรับ?”
เถียนซูเจินพยักหน้าโดยไม่ลังเล
“เหมาะสม เจ้าของสมบัติยืนยันว่าคุณชายใหญ่เป็นผู้หลอมต่อหน้าพยานจำนวนมาก ข่าวนี้ปิดเอาไว้ไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งประกาศเร็ว ผู้คนก็ยิ่งมีเวลาเตรียมเงิน”
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง
“พรุ่งนี้คงสนุกไม่น้อย ของวิเศษระดับเก้าเช่นนี้ใช่ว่าจะปรากฏออกมาง่าย ๆ”
คำสั่งถูกถ่ายทอดออกไปอย่างรวดเร็ว พนักงานบางส่วนแยกย้ายกันนำประกาศไปติดทั่วเมือง ขณะที่อีกกลุ่มใช้แผ่นหยกสื่อสารกับค่ายกลส่งข่าว กระจายรายละเอียดของกำไลไปยังเมืองรอบข้าง
ภายในคืนเดียว ข่าวการประมูลก็แพร่สะพัดออกไปในรัศมีกว่าสองพันลี้
เมื่อทราบว่ากำไลระดับเก้าสามารถสร้างการป้องกันสมบูรณ์ กักเก็บพลังระดับหลอมรวมเต๋า และยังเป็นผลงานซึ่งยูรันเพิ่งหลอมขึ้นด้วยตนเอง ขุมอำนาจกับสำนักใหญ่นับไม่ถ้วนก็รีบส่งตัวแทนออกเดินทางทันที
ค่ายกลเคลื่อนย้ายตามเมืองต่าง ๆ สว่างขึ้นไม่ขาดสาย ส่วนศาสตราบินจำนวนมากต่างมุ่งหน้าสู่เมืองเดียวกันตลอดทั้งคืน
อีกด้านหนึ่ง สวี่เฟิงวิ่งกลับมาถึงบ้านเก่าทรุดโทรมตรงชายขอบเมือง
หลังคาหลายส่วนผ่านการซ่อมแซมด้วยแผ่นไม้ต่างขนาด ประตูหน้าบ้านเอียงจนต้องใช้แรงยกเล็กน้อยจึงจะเปิดออกได้ ภายในมีเพียงแสงตะเกียงสลัวส่องให้เห็นเครื่องเรือนเก่าไม่กี่ชิ้น
“พี่ใหญ่ ข้ากลับมาแล้ว!”
“แค่ก ๆ...เฟิงเอ๋อร์หรือ?”
เสียงอ่อนแรงของสตรีดังมาจากด้านใน
สวี่ซูเหยากำลังพยายามพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียง นางมีใบหน้าหมดจดและอ่อนโยน ทว่าร่างกายกลับผ่ายผอมจากอาการป่วยเรื้อรัง ขาข้างหนึ่งซึ่งพิการจากการช่วยชีวิตน้องชายเมื่อหลายปีก่อนไม่อาจรับน้ำหนักได้อีกแล้ว
สวี่เฟิงเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปประคอง น้ำตาพลันไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“พี่ใหญ่ เหตุใดท่านจึงไม่นอนรอข้า? ร่างกายของท่านยังไม่แข็งแรงนะ!”
สวี่ซูเหยายกมือเช็ดน้ำตาบนแก้มของน้องชายอย่างอ่อนโยน
“พี่ไม่เป็นไร เจ้าเถอะ หายไปตั้งแต่ช่วงเย็น ทั้งยังกลับมาด้วยสภาพเช่นนี้ เจ้าไปที่ใดมา?”
สวี่เฟิงคุกเข่าลงข้างเตียง ก่อนกุมมือของนางเอาไว้แน่น
“พี่ใหญ่ ข้าได้รับวาสนาครั้งใหญ่แล้ว คราวนี้ท่านกำลังจะหายดีจริง ๆ!”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เขารีบหยิบป้ายหยกรับฝากออกมาให้นางดู จากนั้นจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่พบเผยเหยียน การเดิมพันหินหยกจนถึงการหลอมกำไลระดับเก้าและนำไปฝากประมูล
ยิ่งเล่า น้ำตาของสวี่เฟิงก็ยิ่งไหลออกมามากขึ้น
“พรุ่งนี้พวกเราจะมีเงินซื้อโอสถแล้ว พี่ใหญ่ ข้าจะต้องรักษาทั้งอาการป่วยและขาของท่านให้หายให้ได้!”
สวี่ซูเหยาฟังจนจบก็นิ่งค้างอยู่เป็นเวลานาน ดวงตาของนางค่อย ๆ แดงก่ำขึ้น ก่อนจะดึงน้องชายเข้ามากอดแน่น
“วาสนาครั้งนี้ล้วนเป็นเพราะคุณชายใหญ่ พรุ่งนี้เจ้าพาพี่ไปขอบคุณเขาด้วยตนเองได้หรือไม่?”
สวี่เฟิงพยักหน้าแรง ๆ
“อื้ม! พวกเรารีบเข้านอนกันเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะพาท่านไปหาเขาเอง!”
เหนือกระท่อมหลังเล็กขึ้นไปไกล กลุ่มคนกำลังยืนอยู่ภายในม่านพลังซึ่งซ่อนเร้นจากสายตาของผู้คนเบื้องล่าง
หลิงเยวี่ยเอ่ยถามขึ้น
“เรื่องทั้งหมดนี่ก็เป็นแผนของเจ้าหรือ?”
“เปล่า”
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงช่วยเขาถึงเพียงนี้?”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“อาเยวี่ย ข้าชอบเวลาที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน”
หลิงเยวี่ยชะงักเล็กน้อย ก่อนขยับเข้าไปสวมกอดเขาจากด้านหลัง
“เช่นนั้นหรือ?”
“อืม ช่วงเวลาเช่นนี้ดีที่สุดแล้ว”
ไป๋จิ้งเหวินยิ้มอย่างอ่อนโยน
“รันเอ๋อร์ของแม่นิสัยดีจริง ๆ”
เยวียนชิงเหยากลับขมวดคิ้ว
“แล้วสำนักอัคคีพิสุทธิ์นั่นเล่า ให้แม่ไปถล่มมันทิ้งเลยดีหรือไม่?”
หนานอวี้พยักหน้าเห็นด้วยทันที
“ใช่ เพียงพวกเราไม่กี่คนก็เพียงพอแล้ว”
“ไม่จำเป็น พวกเจ้าไปฝึกต่อเถอะ”
ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“เรื่องสนุกเช่นนี้ ข้าจัดการคนเดียวก็พอ พรุ่งนี้ท่านแม่ยังต้องช่วยรับมือผู้คนที่หลั่งไหลมายังหอสมบัติอีก ตอนนี้คนจากรอบเมืองกำลังเดินทางเข้ามาไม่ขาดสายแล้ว”
เยวียนชิงเหยาพยักหน้ารับ
“อืม แม่เข้าใจแล้ว”
เซี่ยหลานอิงมองเขาอย่างพินิจ ก่อนถามขึ้น
“เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสวี่เฟิงอยู่ก่อนแล้วใช่หรือไม่ จึงได้ยื่นมือช่วยเขา?”
“เขาเป็นบุตรแห่งโชคชะตาเช่นเดียวกับศิษย์พี่เย่ เพียงแต่วาสนาครั้งใหญ่ของเขายังมาไม่ถึง”
โม่ชิงเฟิงเลิกคิ้ว
“แล้วภายหน้าเขาจะกลายเป็นคนเช่นเดียวกับเจ้าสวะนั่นหรือ?”
“ตรงกันข้าม”
ยูรันส่ายหน้า
“จิตใจของเขาสะอาดและบริสุทธิ์กว่ามาก เดิมทีเส้นชะตาของเขาจะตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ หลังจากต้องสูญเสียพี่สาวเพียงคนเดียวไป”
“แต่ตอนนี้พี่สาวของเขาจะไม่ตายแล้วไม่ใช่หรือ?” โม่ชิงเฟิงถามต่อ “เช่นนั้นวาสนาของเขาจะเป็นอย่างไร?”
“มันไม่ได้หายไป เพียงเปลี่ยนเส้นทางเท่านั้น”
ยูรันตอบอย่างไม่รีบร้อน
“แทนที่จะได้รับพลังจากความสูญเสีย เขาจะได้รับพลังจากความปรารถนาที่จะปกป้อง ทั้งยังดึงคนรอบกายให้เติบโตขึ้นไปพร้อมกัน หากไม่ตายเสียก่อน สวี่เฟิงจะก้าวขึ้นเป็นมหาจักรพรรดิอีกคนหนึ่ง และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถยืนทัดเทียมกับศิษย์พี่เย่ได้”
ไป๋หลิงเบิกตากว้าง
“ขนาดนั้นเลยหรือ?”
“อืม ข้าเคยบอกแล้วว่า หากไม่มีผู้ใดขัดขวาง ศิษย์พี่เย่จะกลายเป็นมหาจักรพรรดิ ผู้ที่สามารถต่อกรกับเขาได้ย่อมมีน้อยจนนับนิ้วได้”
ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“เดิมทีสวี่เฟิงก็เป็นหนึ่งในนั้น เพียงแต่หลังสูญเสียที่พึ่งทางใจเพียงหนึ่งเดียว ต่อให้ก้าวถึงระดับเดียวกัน จิตใจของเขาก็จะเหลือช่องว่างที่ไม่มีวันเติมเต็ม พลังที่แสดงออกจึงไม่อาจสมบูรณ์ถึงขีดสุด”
เซี่ยเยว่หลีเหลือบลงไปยังแสงตะเกียงภายในกระท่อม
“ที่พึ่งทางใจของเขาก็คือพี่สาวสินะ”
“ถูกต้อง การสูญเสียอาจทำให้คนแข็งแกร่งขึ้น แต่ความแข็งแกร่งซึ่งเกิดจากบาดแผลย่อมมีรอยร้าวหลงเหลืออยู่”
น้ำเสียงของยูรันอ่อนลงเล็กน้อย
“แต่หากยังมีใครสักคนให้ปกป้อง ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างกัน ที่สำคัญ ข้าได้รู้ว่าพี่น้องคู่นั้นยังสามารถกอดกันได้ เรื่องเพียงเท่านี้ก็มีค่ามากพอแล้ว”
เขาเว้นไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
“ไม่ต่างจากทุกมื้ออาหารที่ข้าได้อยู่พร้อมหน้ากับพวกเจ้าและท่านแม่”
บรรยากาศรอบด้านเงียบลงในพริบตา ใบหน้าของหญิงสาวหลายคนค่อย ๆ แดงระเรื่อขึ้นพร้อมกัน
ลู่ชิงถานพึมพำ
“ท่านพี่คนบ้า...”
สุ่ยหลานอิงพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่ คนบ้า”
มู่เสวี่ยหนิงยกมือขึ้นปิดรอยยิ้ม
“นี่นับเป็นการบอกรักพวกเราหรือเปล่าเจ้าคะ?”
“เพราะเป็นเช่นนี้อย่างไรเล่า ข้าถึงได้รักท่านพี่” มู่หรงฉินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ลู่เหยียนหนิงยกมือลูบศีรษะยูรันเบา ๆ
“ลำบากรันเอ๋อร์ของแม่แล้วนะ”
“จะคิดอย่างไรก็แล้วแต่พวกท่านเถอะ กลับกันได้แล้ว”
ยูรันกล่าวจบก็หมุนตัวเตรียมจากไป ทิ้งให้ทุกคนมองตามด้วยรอยยิ้มซึ่งยังไม่จางหาย
ฉู่เหวินโหรวก้มหน้าซ่อนแก้มแดงระเรื่อ พลางบ่นอยู่ภายในใจ
[น่าอายเกินไปแล้ว! พี่หญิงเสวี่ยหลัวก็ดันหายไปไหนไม่รู้ เมื่อใดนางจะตามมาสักที?]
[หากพี่หญิงได้มาเห็นเขาในเวลาเช่นนี้ด้วยตนเอง นางคงยอมรับท่านพี่ได้อย่างแน่นอน...]
ภายในห้องพัก จี้เสวี่ยหลัวกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ข้างหน้าต่าง ฉู่เหวินโหรวกลับรีบเดินเข้ามาหานางด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“พี่หญิงเสวี่ยหลัว ท่านรู้หรือไม่ว่าวันนี้ท่านพี่พูดอะไรออกมา?”
จี้เสวี่ยหลัววางตำราในมือลง
“เขาพูดว่าอะไร?”
ฉู่เหวินโหรวรีบเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเหนือกระท่อมของสวี่เฟิงให้นางฟัง โดยเฉพาะถ้อยคำซึ่งยูรันกล่าวว่า ทุกมื้ออาหารที่ได้อยู่พร้อมหน้ากับพวกนางและเหล่ามารดา ล้วนเป็นช่วงเวลาที่มีค่ายิ่งสำหรับเขา
หลังฟังจนจบ จี้เสวี่ยหลัวก็ชะงักนิ่ง ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งเอ่อล้นขึ้นจากส่วนลึกของหัวใจ ก่อนใบหน้าเย็นสงบจะค่อย ๆ แดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว
ฉู่เหวินโหรวมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“พี่หญิง ท่านเริ่มหน้าแดงแล้วนะ”
จี้เสวี่ยหลัวไม่ตอบ นางหยิบตำราขึ้นมาปิดบังใบหน้า ก่อนเบือนหนีไปอีกทางอย่างรวดเร็ว
ทว่าใบหูซึ่งแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมกลับเปิดเผยความรู้สึกของนางออกมาจนหมดสิ้น