คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 482 ข้าต้องได้กำไลวงนี้มาให้ได้8,191 ตัวอักษร

ตอนที่ 482 ข้าต้องได้กำไลวงนี้มาให้ได้

รุ่งเช้าวันต่อมา หอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์เต็มไปด้วยผู้คน

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา กิจการทุกส่วนถูกขยายออกไปอย่างรวดเร็ว โรงสุรา เหลาอาหาร และหอพนันล้วนถูกย้ายไปยังอาคารขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่โดยรอบ ส่วนอาคารหลักถูกปรับเปลี่ยนเป็นหอประมูลเต็มรูปแบบ ภายในโอ่อ่ากว้างขวางและรองรับผู้คนได้นับแสน

ทว่าวันนี้ แม้แต่พื้นที่มหาศาลเช่นนั้นก็ยังแทบไม่เพียงพอ

ผู้แทนจากสำนักใหญ่ ตระกูลโบราณ และขุมอำนาจจากเมืองรอบข้างต่างหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย บางกลุ่มถึงกับเดินทางผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายตลอดทั้งคืน ทั้งหมดมาเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน

กำไลหยกจักรพรรดิม่วงระดับเก้า!

เมื่อถึงเวลา พนักงานสาวผู้รับหน้าที่ดำเนินการประมูลก็เปิดผ้าคลุมบนถาดหยกอย่างช้า ๆ

แสงสีม่วงอ่อนพลันส่องสว่างไปทั่วแท่นประมูล กำไลหยกซึ่งมีลวดลายหมู่ดาวสลักอยู่ภายในปรากฏสู่สายตาของทุกคน คลื่นพลังที่แผ่ออกมาทำให้ผู้บำเพ็ญหลายคนรู้สึกว่าทั้งร่างกายและดวงวิญญาณได้รับการปลอบประโลม เพียงแค่อยู่ใกล้เท่านั้น

เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทั่วทั้งหอในทันที

พนักงานสาวผายมือไปทางกำไล ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงชัดเจน

“กำไลวงนี้หลอมขึ้นจากแก่นหยกจักรพรรดิม่วง ทางหอจึงเรียกมันเป็นการชั่วคราวว่า ‘กำไลหยกจักรพรรดิม่วง’ เจ้าค่ะ”

“หลังผ่านการตรวจสอบร่วมกันจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน พวกเรายืนยันได้ว่ามันเป็นของวิเศษระดับเก้าอย่างแท้จริง ทั้งยังไม่มีตำหนิหรือสิ่งเจือปนแม้แต่น้อย”

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนอธิบายความสามารถของกำไลทีละข้อ

“ความสามารถประการแรกคือการป้องกันสมบูรณ์ ตราบใดที่ยังมีพลังปราณสะสมอยู่ภายใน การโจมตีจากภายนอกจะไม่สามารถเข้าถึงตัวผู้สวมใส่ได้”

“ประการที่สอง ภายในกำไลสามารถกักเก็บพลังปราณได้มากเทียบเท่าพลังทั้งหมดของผู้บำเพ็ญระดับหลอมรวมเต๋าหนึ่งคน และผู้สวมใส่สามารถดึงพลังส่วนนั้นออกมาเติมให้ตนเองได้ทุกเมื่อ”

“ประการสุดท้าย มันจะช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายกับดวงวิญญาณของผู้สวมใส่อยู่ตลอดเวลา แต่หากพลังสำรองหมดลง ความสามารถในการป้องกันจะหยุดทำงานจนกว่าจะเติมพลังเข้าไปใหม่เจ้าค่ะ”

ทั่วทั้งหอประมูลเงียบสนิทไปชั่วขณะ ก่อนเสียงสูดลมหายใจจะดังขึ้นพร้อมกันจากทุกทิศทาง

พนักงานสาวยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ ของวิเศษชิ้นนี้เป็นผลงานที่คุณชายใหญ่ยูรันแห่งตำหนักเสวียนเยว่หลอมขึ้นด้วยตนเองต่อหน้าพยานนับไม่ถ้วน!”

ครืนนนนน!

บรรยากาศภายในหอเดือดพล่านขึ้นในพริบตา แม้แต่ตัวแทนจากขุมอำนาจใหญ่หลายแห่งยังลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง

“ข้าต้องได้กำไลวงนี้มาให้ได้!”

“การป้องกันสมบูรณ์ ทั้งยังสำรองพลังระดับหลอมรวมเต๋าได้ นี่เท่ากับมีชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชีวิตไม่ใช่หรือ?!”

“ส่งข่าวกลับตระกูลเดี๋ยวนี้! ให้พวกเขารวบรวมเงินมาเพิ่ม ต่อให้ต้องขายกิจการบางส่วนก็ห้ามปล่อยกำไลวงนี้หลุดมือ!”

“ฝันไปเถอะ! สมบัติระดับนี้ย่อมต้องตกเป็นของสำนักเมฆาครามของเรา!”

“เพียงสำนักเมฆาครามก็คิดแย่งชิงกับตระกูลข้าหรือ? พวกเจ้าเตรียมเงินมาเพียงพอแล้วหรือยัง?”

เมื่อเสียงโต้เถียงเริ่มดังขึ้น พนักงานสาวจึงยกมือเรียกความสนใจอีกครั้ง

“กำไลวงนี้ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ ผู้ที่ประมูลได้ไปจะได้รับสิทธิ์ตั้งชื่อให้มันด้วยตนเอง”

“แม้ผู้เชี่ยวชาญของเราจะประเมินมูลค่าขั้นต่ำเอาไว้ที่สองพันห้าร้อยล้านเหรียญ เนื่องจากเป็นของที่ฝากประมูลดังนั้น”

นางกวาดสายตามองผู้คนทั่วทั้งหอ ก่อนประกาศเสียงดัง

“ราคาเริ่มต้นสองล้านเหรียญ เพิ่มราคาแต่ละครั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านเหรียญ เริ่มประมูลได้!”

“สิบล้าน!”

“ห้าสิบล้าน!”

“หนึ่งร้อยล้านเหรียญ!”

เสียงเสนอราคาดังขึ้นแทบพร้อมกัน ตัวเลขพุ่งสูงอย่างรวดเร็วจนผู้บำเพ็ญทั่วไปซึ่งตั้งใจเข้ามาร่วมสนุกได้แต่นั่งอ้าปากค้าง

ภายในห้องรับรองชั้นบน สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยานั่งอยู่ข้างกัน เพียงได้ยินจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด ดวงตาของสองพี่น้องก็แดงก่ำจนแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ญาติหลายคนซึ่งไม่เคยเหลียวแลพวกเขามาหลายปีเพิ่งพยายามบุกเข้ามาอ้างสิทธิ์ในฐานะผู้อาวุโสของตระกูล โชคดีที่เถียนซูเจินมาถึงทันเวลาและสั่งให้คนโยนทั้งหมดออกจากหอไปเสียก่อน

เถียนซูเจินมองสองพี่น้องซึ่งกำลังจะร้องไห้อีกครั้ง ก่อนถอนหายใจอยู่ภายในใจ

[สองพี่น้องคู่นี้จะร้องไห้อะไรกันนักหนา เมื่อครู่ก็เกือบถูกพวกญาติสารเลวรุมรังแก หากข้าไปช่วยช้ากว่านั้นแล้วคุณชายใหญ่ทราบเข้า หัวของข้ายังจะอยู่บนบ่าหรือ?]

นางนึกถึงข่าวเรื่องเผยเหยียนเมื่อคืนแล้วลอบสั่นสะท้าน

[เพียงพริบตาเดียว ทั้งตบะ ดวงตา หู และเสียงพูดหายไปหมด...บรื๋อ แค่คิดก็สยองแล้ว!]

“อะแฮ่ม พวกท่านทั้งสองเลิกร้องไห้เถอะเจ้าค่ะ เงินทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่พวกท่านสมควรได้รับอยู่แล้ว”

สวี่ซูเหยาปาดน้ำตา ก่อนหันมากล่าวกับนาง

“ขอบคุณเถ้าแก่เถียน ข้าไม่รู้ว่าควรตอบแทนท่านอย่างไรดี บิดามารดาของพวกเราจากไปหมดแล้ว ญาติพี่น้องก็ไม่มีผู้ใดเหลียวแล ข้าเลี้ยงเฟิงเอ๋อร์มาตามลำพังตั้งแต่เขายังเล็ก แต่หลังเกิดเรื่องกับขาและร่างกายของข้า ภาระทุกอย่างกลับต้องตกอยู่บนบ่าของเขาแทน...”

“หยุดก่อนเจ้าค่ะ!”

เถียนซูเจินรีบยกมือห้าม

“คุณหนูสวี่ นี่เป็นหน้าที่ของข้า ท่านไม่ต้องขอบคุณอีกแล้ว หากท่านกล่าวเช่นนี้บ่อยเกินไป ข้าเกรงว่าจะรักษาหัวเอาไว้ไม่ได้ ไม่สิ...อวัยวะส่วนอื่นก็คงรักษาเอาไว้ไม่ได้เช่นกัน”

สวี่ซูเหยาชะงักไปเล็กน้อย

“แต่ข้ายังคงรู้สึกว่าติดค้างบุญคุณท่านอยู่ดี”

“อ๊ะ ๆ พอแล้วเจ้าค่ะ”

เถียนซูเจินรีบเปลี่ยนเรื่อง

“แทนที่จะคิดเรื่องตอบแทนข้า พวกท่านควรคิดเอาไว้ก่อนดีกว่าว่าหลังได้รับเงินแล้วจะจัดการกับญาติเหล่านั้นอย่างไร เมื่อครู่พวกเขายังไม่เห็นเงินสักเหรียญก็กล้าเข้ามาอ้างสิทธิ์แล้ว หลังการประมูลสิ้นสุดลง เกรงว่าคงสรรหาสารพัดวิธีเข้ามาขอส่วนแบ่งอย่างแน่นอน”

สวี่ซูเหยาเหลือบมองน้องชาย ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“ข้าเข้าใจแล้ว เงินก้อนนี้เฟิงเอ๋อร์ได้รับมาด้วยวาสนาของเขา ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดแย่งชิงไปอย่างแน่นอน”

เถียนซูเจินพยักหน้าอย่างพอใจ

“เช่นนั้นก็ดี ดูการประมูลต่อก่อนเถอะเจ้าค่ะ ราคายังเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น”

การประมูลดำเนินไปอย่างดุเดือด ราคาของกำไลพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

สามพันล้าน!

สามพันห้าร้อยล้าน!

สี่พันล้าน!

เมื่อราคาเพิ่มสูงเกินกว่ามูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของขุมอำนาจทั่วไป ผู้เข้าร่วมประมูลส่วนใหญ่ก็ได้แต่นั่งคอตก แม้จะนำสมบัติทั้งหมดในคลังออกขาย พวกเขาก็ยังหาเงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้ออกมาไม่ได้

ท้ายที่สุด หลังผ่านการแข่งขันอันดุเดือดอยู่อีกพักใหญ่ เสียงเสนอราคาจากห้องรับรองชั้นบนห้องหนึ่งก็ดังขึ้น

“สี่พันห้าร้อยหกสิบล้านเหรียญ!”

ทั่วทั้งหอเงียบสนิท ไม่มีผู้ใดกล้าเสนอราคาต่ออีก

พนักงานสาวรออยู่สามลมหายใจ ก่อนเคาะค้อนลงบนโต๊ะ

“สี่พันห้าร้อยหกสิบล้านเหรียญ ครั้งที่หนึ่ง!”

“ครั้งที่สอง!”

“ครั้งที่สาม! ขอแสดงความยินดีกับแขกผู้ทรงเกียรติจากห้องรับรองหมายเลขแปดด้วยเจ้าค่ะ!”

เสียงถอนหายใจดังขึ้นทั่วหอ ขณะที่พนักงานสาวตรวจสอบป้ายหยกซึ่งถูกส่งลงมาจากห้องรับรอง ก่อนประกาศต่อ

“ผู้ชนะการประมูลมีสิทธิ์ส่วนลดจากทางหอสี่ส่วน สามารถชำระยอดหลังหักส่วนลดและรับกำไลได้ทันทีเจ้าค่ะ”

ภายในห้องรับรองของสองพี่น้อง สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาชะงักไปพร้อมกัน

เถียนซูเจินมองออกว่าทั้งคู่กำลังกังวลเรื่องใด จึงรีบอธิบาย

“พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ ส่วนลดนั้นเป็นสิทธิ์ซึ่งทางหอมอบให้แก่ผู้ชนะ เงินส่วนต่างทั้งหมดหอสมบัติจะเป็นผู้ออกเอง ส่วนพวกท่านยังคงได้รับเงินเต็มราคาประมูลสี่พันห้าร้อยหกสิบล้านเหรียญโดยไม่ขาดแม้แต่เหรียญเดียว”

สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาสูดลมหายใจพร้อมกัน ความกังวลบนใบหน้าจึงค่อย ๆ จางหายไป

แต่ก่อนที่เถียนซูเจินจะทันได้พัก เสียงตะโกนจากด้านล่างก็ดังขึ้นเสียก่อน

“เจ้าของหอ! พวกเราสามารถว่าจ้างคุณชายใหญ่ให้หลอมของวิเศษให้ได้หรือไม่?!”

คำถามดังกล่าวราวกับเปิดประตูระบายน้ำ เสียงจากทั่วทั้งหอประมูลจึงดังตามขึ้นมาไม่ขาดสาย

“ค่าจ้างเท่าไรก็ว่ามา ข้ายินดีจ่าย!”

“หากพวกเราเตรียมวัตถุดิบเอง คุณชายใหญ่จะยอมลงมือหรือไม่?”

“เขารับหลอมเพียงกำไล หรือสามารถหลอมอาวุธชนิดอื่นได้ด้วย?”

“ของวิเศษระดับเก้าข้าอาจจ่ายไม่ไหว แต่ระดับเจ็ดหรือระดับแปดรับว่าจ้างหรือไม่?”

“ทางหอสมบัติช่วยส่งคำขอให้พวกเราได้หรือเปล่า?”

“ขอเพียงได้พบคุณชายใหญ่สักครั้ง เงื่อนไขใดข้าก็ยอมรับ!”

เถียนซูเจินฟังเสียงตะโกนซึ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ แล้วรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันที นางจำต้องเดินออกจากห้องรับรองและก้าวขึ้นไปบนระเบียง

“ทุกท่านโปรดสงบก่อนเจ้าค่ะ!”

หลังเสียงภายในหอค่อย ๆ เบาลง นางจึงกล่าวต่อ

“ข้าน้อยไม่อาจตัดสินใจแทนคุณชายใหญ่ได้ และไม่ทราบเช่นกันว่าคุณชายรับว่าจ้างหลอมของวิเศษหรือไม่”

เถียนซูเจินผายมือไปยังกำไลบนแท่นประมูล

“ข้าน้อยทราบเพียงว่า กำไลวงนี้คุณชายใหญ่หลอมให้คุณชายสวี่โดยไม่เรียกเก็บค่าจ้างแม้แต่เหรียญเดียว อีกทั้งวัตถุดิบส่วนที่ขาดยังเป็นคุณชายใหญ่ออกให้ด้วยตนเองทั้งหมด”

ผู้คนภายในหอยิ่งตกตะลึงกว่าเดิม

เถียนซูเจินถอนหายใจ ก่อนกล่าวสรุป

“ดังนั้นข้าคงบอกได้เพียงว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอารมณ์ของคุณชายใหญ่เท่านั้นเจ้าค่ะ”

สิ้นเสียงนั้น ผู้คนจำนวนมากก็ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง

“เช่นนั้นจะรออะไรเล่า รีบไปตามหาคุณชายใหญ่สิ!”

“ข้าจะไปตำหนักเสวียนเยว่เดี๋ยวนี้!”

“เจ้าอยากตายหรืออย่างไร คิดบุกเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตเนี่ยนะ?!”

“ใครบอกว่าจะบุก ข้าจะไปยืนรอหน้าประตูอย่างสุภาพต่างหาก!”

“รีบส่งคนกลับไปเอาวัตถุดิบที่ดีที่สุดในคลังมา บางทีคุณชายใหญ่อาจถูกใจก็ได้!”

เพียงไม่กี่อึดใจ ผู้คนกว่าครึ่งหอก็พากันหลั่งไหลออกไปด้านนอก ทิ้งให้เถียนซูเจินยืนมองความวุ่นวายตรงหน้าด้วยสีหน้าแข็งค้าง

[จบแล้ว...หวังว่าคุณชายใหญ่จะไม่คิดว่าข้าเป็นคนไล่พวกเขาไปหานะ!]