คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 483 ท่านพี่จะมอบสถานที่นี้ให้พวกเราหรือ7,035 ตัวอักษร

ตอนที่ 483 ท่านพี่จะมอบสถานที่นี้ให้พวกเราหรือ

รุ่งเช้าวันเดียวกัน บริเวณเชิงเขาของสำนักอัคคีพิสุทธิ์

เผยเหยียนซึ่งถูกนำมาโยนทิ้งไว้ใกล้สำนักตั้งแต่กลางดึกกำลังใช้สองมือคลำทางไปตามขั้นบันไดอย่างยากลำบาก

ดวงตาทั้งสองของเขามืดสนิท ไม่อาจได้ยินเสียงใด และยังไม่สามารถเปล่งเสียงออกจากลำคอได้ ร่างกายซึ่งสูญเสียตบะกับตันเถียนไปแล้วอ่อนแอไม่ต่างจากคนธรรมดา ทุกครั้งที่พยายามขยับตัว บาดแผลทั่วร่างก็ส่งความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่สมองจนแทบหมดสติ

ทว่าเขายังคงกัดฟันคลานต่อไปทีละขั้น

[บัดซบ! บัดซบ! ท่านพ่อช่วยข้าด้วย!]

ศิษย์เฝ้าประตูสองคนสังเกตเห็นร่างพิการซึ่งกำลังคลานอยู่ตรงเชิงบันได คนหนึ่งจึงเดินเข้ามาตรวจสอบด้วยความรังเกียจ

“คนพิการจากที่ใดกัน เหตุใดจึงมาคลานอยู่หน้าสำนักของพวกเรา?”

อีกคนมองสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง

“เดี๋ยวก่อน! เสื้อผ้านั่น...เขาคือคุณชายเผยเหยียน!”

“อะไรนะ?!”

“เร็วเข้า รีบไปแจ้งท่านเจ้าสำนัก!”

ความวุ่นวายปะทุขึ้นทั่วประตูสำนัก ศิษย์หลายคนรีบช่วยกันยกร่างเผยเหยียนเข้าไปด้านใน ขณะที่อีกคนทะยานขึ้นเขาไปส่งข่าวด้วยความเร็วสูงสุด

ไม่นานนัก เผยฮ่าวก็พุ่งเข้ามาภายในห้องรักษา

เมื่อเห็นสภาพของบุตรชาย ใบหน้าของเขาพลันซีดเผือก ก่อนความโกรธจะปะทุขึ้นจนพลังปราณภายในห้องสั่นสะเทือน

“ผู้ใดทำ? ผู้ใดกล้าทำร้ายบุตรชายของข้าถึงเพียงนี้?!”

เผยเหยียนไม่อาจได้ยินคำถาม เขาทำได้เพียงอ้าปากไร้เสียงและยื่นมือออกไปอย่างเลื่อนลอย

เผยฮ่าวรีบเข้าไปตรวจสอบร่างกายของบุตรชาย ก่อนพบว่าดวงตา ใบหู ส่วนสำคัญภายในลำคอ และตันเถียนล้วนถูกนำออกไปอย่างสมบูรณ์ แม้บาดแผลจะเรียบเนียนและแทบไม่มีโลหิตไหล แต่กลับไม่เหลือสิ่งใดให้รักษากลับคืนได้โดยง่าย

เขากัดฟันหยิบโอสถรักษาหลายเม็ดออกมายัดใส่ปากบุตรชาย พลังโอสถเข้มข้นช่วยฟื้นฟูบาดแผลภายในและสร้างส่วนของลำคอกลับคืนมาได้เล็กน้อย ทว่าดวงตา การได้ยิน ตันเถียน และตบะที่สูญเสียไปยังคงไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นคืน

ผ่านไปครู่ใหญ่ เผยเหยียนจึงสามารถเปล่งเสียงแหบพร่าออกมาได้ทีละคำ

“ทะ...ท่านพ่อ...”

เผยฮ่าวรีบกุมมือบุตรชายเอาไว้ แม้เผยเหยียนจะยังไม่ได้ยิน เขาก็พยายามส่งกระแสจิตเข้าไปปลอบโยนและถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หลังได้รับกระแสจิตจากบิดา เผยเหยียนก็เริ่มเล่าเรื่องเมื่อคืนด้วยเสียงขาดห้วง ตั้งแต่การเดิมพันหินหยก การปรากฏตัวของยูรัน ไปจนถึงวินาทีที่ทุกสิ่งถูกช่วงชิงไปจากร่างกาย

แน่นอนว่าเรื่องราวจากปากของเขากลับกลายเป็นว่า ตนเพียงประลองพนันอย่างยุติธรรม แต่ยูรันใช้อำนาจรังแกและลงมืออย่างโหดเหี้ยมโดยไร้เหตุผล

ยิ่งฟัง สีหน้าของเผยฮ่าวก็ยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ

“เจ้ารักษาตัวอยู่ที่นี่ก่อน พ่อจะไปทวงความยุติธรรมให้เจ้าเอง!”

เขาหันไปสั่งเหล่าผู้อาวุโสซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง

“พวกเจ้าดูแลลูกชายข้าให้ดี ข้าจะไปตัดแขนตัดขาของมัน ทำลายตันเถียน และลากตัวมันกลับมาคุกเข่าต่อหน้าเหยียนเอ๋อร์!”

กล่าวจบ เผยฮ่าวก็ทะยานออกจากสำนัก มุ่งหน้าสู่เมืองจันทราเร้นด้วยความเร็วสูงสุดโดยไม่รอฟังคำทัดทานจากผู้ใด


ภายในเมืองจันทราเร้นยังคงวุ่นวายไม่ต่างจากเดิม

ผู้แทนจากขุมอำนาจจำนวนมากออกตามหายูรันไปทั่วเมือง ทว่าไม่ว่าจะสอบถามผู้ใดก็ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเขาอยู่ที่ใด สุดท้ายทุกคนจึงมารวมตัวกันอยู่หน้าตำหนักเสวียนเยว่

เยวียนจ้าวคุนมองฝูงชนซึ่งยืนเบียดเสียดกันอยู่ด้านนอก ก่อนยกมือนวดหว่างคิ้วด้วยความปวดศีรษะ

“พวกเจ้ามาถามข้าก็ไม่มีประโยชน์ ข้าเองไม่รู้ว่ามันหายหัวไปอยู่ที่ใด หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็ออกจากตำหนักไปแล้ว”

ชายชราคนหนึ่งรีบประสานมือ

“ท่านเจ้าตำหนักพอจะทราบหรือไม่ว่าคุณชายใหญ่จะกลับมาเมื่อใด?”

“ไม่รู้”

เยวียนจ้าวคุนตอบโดยแทบไม่ต้องคิด

“หากอยากรอก็รอไป มันกลับมากินอาหารตรงเวลาทุกมื้ออยู่แล้ว ตอนเที่ยงหรือไม่ก็ตอนเย็น พวกเจ้ายังพอมีโอกาสพบตัว”

สิ้นคำตอบ ผู้คนจำนวนมากก็รีบจับจองพื้นที่หน้าตำหนักทันที บางกลุ่มถึงกับนำโต๊ะ เก้าอี้ และชุดน้ำชาออกมานั่งรออย่างจริงจัง

เยวียนจ้าวคุนมองภาพตรงหน้าแล้วคิ้วกระตุก ก่อนหมุนตัวเดินกลับเข้าไปโดยไม่คิดสนใจอีก


นอกเมืองออกไปไม่ไกลนัก ยูรันกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ โดยมีเยวียนจือหลิงนั่งอยู่ในอ้อมแขนของเขา

เด็กสาวมองผืนดินกว้างใหญ่เบื้องล่าง ก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ท่านพี่ ในเมื่อจิตสัมผัสของท่านครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างไกลอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องหาคนนำทางมาด้วยเจ้าคะ?”

“ข้าไม่ได้เป็นคนหาเสียหน่อย เถาเถาเป็นผู้คิดเรื่องนี้ต่างหาก ส่วนข้าจะมากับผู้ใดก็ได้ทั้งนั้น”

เยวียนจือหลิงพยักหน้าเบา ๆ

“อืม...”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“เจ้ายังน้อยใจอยู่หรือ? ท่านอาโจวบอกข้าว่า เจ้าคิดว่าข้าไม่มีเวลาให้”

ใบหน้าของเยวียนจือหลิงพลันแดงระเรื่อ

“มะ...ไม่ใช่นะเจ้าคะ! ข้าเพียงคิดว่า มีทั้งพี่หญิงและน้องหญิงไปหาท่านมากมายอยู่แล้ว ท่านคงไม่มีเวลาสนใจข้าเท่านั้นเอง”

“จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร?”

ยูรันยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ

“หากเจ้าอยากพบข้าก็มาหาได้ทุกเมื่อ ข้าเคยปฏิเสธพวกเจ้าที่ใดกัน?”

เยวียนจือหลิงก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาทำให้ความน้อยใจซึ่งหลงเหลืออยู่ภายในใจสลายหายไปจนหมด

“แล้วท่านพี่ออกมาหาพื้นที่โล่งกว้างเช่นนี้เพื่อทำอะไรหรือเจ้าคะ?”

“หาอะไรให้พวกเจ้าทำอย่างไรเล่า พี่ชายพี่สาวของพวกเจ้าจะได้ไม่ว่างจนแอบไปค้าของเถื่อนกันอีก”

เยวียนจือหลิงหลุดหัวเราะ ก่อนถามด้วยดวงตาเป็นประกาย

“จริงหรือเจ้าคะ? แล้วท่านพี่คิดจะสร้างสิ่งใด?”

“สนามกีฬาขนาดใหญ่”

ยูรันยกมือข้างหนึ่งขึ้น

“รับรู้เอาไว้ให้ดี”

นิ้วทั้งห้าของเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ก่อนประสานเป็นมุทราซับซ้อนด้วยมือเพียงข้างเดียว

เยวียนจือหลิงมองการเปลี่ยนมุทราซึ่งเกิดขึ้นในพริบตาด้วยความตกตะลึง

“วิชานี้ผสานคาถาดิน คาถาศิลา คาถาแม่เหล็ก และคาถาไม้เข้าด้วยกัน มีชื่อว่า...”

พลังสี่สายแตกต่างกันหลั่งไหลออกจากร่างของยูรัน ก่อนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวเหนือผืนดิน

“คาถาพสุธา: เนรมิตสรรสร้าง”

ครืนนนนนนนน!

แผ่นดินกว้างใหญ่สั่นสะเทือนขึ้นในพริบตา พื้นที่ซึ่งเคยรกร้างเริ่มยุบตัวและยกสูงขึ้นตามการชักนำของพลังแม่เหล็ก ศิลาจำนวนมหาศาลผุดขึ้นจากใต้ดิน ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นกำแพง อัฒจันทร์ และอาคารขนาดใหญ่ด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ไม้ใหญ่นับไม่ถ้วนงอกขึ้นตามทางเดิน รากของพวกมันประสานเข้ากับพื้นศิลาเพื่อเสริมความแข็งแรง ขณะที่สนามหญ้าสีเขียวสดแผ่ขยายออกไปทั่วบริเวณ

เพียงไม่กี่อึดใจ พื้นที่รกร้างทั้งหมดก็เปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิง

สนามแข่งม้าขนาดมหึมาทอดยาวอยู่รอบนอก ถัดเข้ามาเป็นสนามยิงธนู ลานประลองยุทธ์ สนามแข่งขันความเร็ว ลานทดสอบพละกำลัง และสนามสำหรับกีฬาประเภทลูกบอลหลายรูปแบบ

ตรงใจกลางตั้งตระหง่านด้วยสนามประลองทรงกลมขนาดยักษ์ อัฒจันทร์โดยรอบสามารถรองรับผู้ชมได้หลายแสนคน ส่วนหลังคาทรงโดมสามารถเปิดและปิดได้ตามสภาพอากาศ

นอกจากสนามแข่งขัน ยังมีอาคารรับรอง จุดรักษาพยาบาล ร้านค้า โรงอาหาร ที่พักสำหรับผู้เข้าแข่งขัน และลานกว้างสำหรับจัดเทศกาลกระจายตัวอยู่ทั่วพื้นที่ หากเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าเมืองขนาดย่อมก็คงไม่เกินจริงแม้แต่น้อย

ยูรันยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาสะบัดมืออีกครั้ง อักขระค่ายกลจำนวนนับไม่ถ้วนก็ลอยออกไปประทับตามสนามและอาคารทุกแห่ง

ค่ายกลป้องกัน ค่ายกลซ่อมแซม ค่ายกลขยายพื้นที่ ค่ายกลรักษา และค่ายกลควบคุมสภาพอากาศถูกวางลงอย่างครบถ้วน

เยวียนจือหลิงขยี้ตาซ้ำไปมา ก่อนมองสถานที่อันโอ่อ่าซึ่งถือกำเนิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่อึดใจด้วยความไม่อยากเชื่อ

“นี่มันสนามกีฬาประเภทใดกันเจ้าคะ เหตุใดจึงใหญ่โตและงดงามถึงเพียงนี้?”

“สนามกีฬาสำหรับทุกคน”

ยูรันลดมือลง ก่อนอธิบายอย่างสบาย ๆ

“พื้นที่บางส่วนจะเปิดให้คนธรรมดาแข่งขันกันโดยเฉพาะ ส่วนสนามสำหรับผู้บำเพ็ญจะแบ่งตามระดับพลังอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้มีตบะสูงกว่ารังแกผู้อื่น”

“นอกจากนี้ยังมีสนามส่วนกลางซึ่งใช้ค่ายกลผนึกพลังของผู้เข้าแข่งขันทุกคนให้อยู่ในระดับเดียวกัน ต่อให้คนธรรมดาต้องแข่งขันกับผู้บำเพ็ญก็ไม่มีผู้ใดได้เปรียบเรื่องตบะ ผลแพ้ชนะจะขึ้นอยู่กับฝีมือเพียงอย่างเดียว”

เยวียนจือหลิงฟังจนดวงตาเป็นประกาย ก่อนหันกลับมาหาเขา

“ท่านพี่คิดจะมอบสถานที่ทั้งหมดนี้ให้พวกเราดูแลหรือเจ้าคะ?”

“อืม ให้พี่ชายพี่สาวของพวกเจ้าช่วยกันจัดการแข่งขัน ดูแลสนาม และคิดกติกาใหม่ ๆ ขึ้นมา ใครมีความสามารถด้านใดก็รับผิดชอบด้านนั้น”