ตอนที่ 484 จ้ะ เมียจ๋าพูดถูกทุกอย่างเลย
หลังลงมาถึงพื้น เยวียนจือหลิงก็เดินสำรวจสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาด้วยความสนใจ
ยิ่งเดินลึกเข้าไป นางก็ยิ่งพบอักขระประหลาดสลักอยู่ตามพื้น กำแพง และเสาศิลาทุกต้น ลวดลายเหล่านั้นดูคล้ายค่ายกล แต่ไม่ว่าจะพยายามวิเคราะห์อย่างไรกลับไม่อาจทำความเข้าใจได้แม้แต่น้อย
“ท่านพี่ ค่ายกลเหล่านี้ซับซ้อนเกินไปแล้ว ข้ามองอยู่นานแต่กลับไม่เข้าใจเลยสักนิดเจ้าค่ะ”
“หากเจ้าเข้าใจก็แปลกแล้ว”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
[แหงอยู่แล้ว นี่เป็นอักขระรูน ไม่ใช่ค่ายกลของโลกนี้เสียหน่อย]
เยวียนจือหลิงเลิกสนใจอักขระเหล่านั้น ก่อนหันกลับมาถาม
“แล้วท่านพี่วางแผนจะใช้สถานที่แห่งนี้อย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“ไม่มีอะไรมาก ข้าสร้างขึ้นมาเพื่อให้ตนเองมีอะไรสนุก ๆ พนันอยู่แล้ว”
ยูรันยกมือนับนิ้วทีละข้อ
“อย่างสนามแข่งม้า พวกเจ้าก็จัดการแข่งขันแล้วเปิดให้ผู้ชมเดิมพันได้ ส่วนลานประลองขนาดใหญ่ตรงกลางเรียกว่าโคลอสเซียม เอาไว้ให้พวกปัญญาอ่อนบ้าพลังขึ้นไปต่อสู้กัน”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างจริงจัง
“ตั้งรางวัลให้สูงพอ เดี๋ยวคนก็แห่กันมาเอง เท่านี้ทั้งผู้เข้าแข่งขัน ผู้ชม ร้านค้า และโรงพนันก็มีงานทำกันหมดแล้ว”
เยวียนจือหลิงฟังจนดวงตาเป็นประกาย
[ท่านพี่คิดทุกอย่างเอาไว้หมดแล้ว ช่างฉลาดเกินไปแล้ว!]
นางเดินต่อไปได้อีกพักหนึ่ง ก่อนหยุดอยู่ข้างสนามขนาดใหญ่ซึ่งตั้งแยกออกมาจากสนามอื่น ภายในมีวงแหวนขนาดยักษ์ลอยอยู่เหนือพื้นตรงปลายสนามทั้งสองด้าน
“แล้วสนามนั้นเอาไว้ทำอะไรหรือเจ้าคะ? เหตุใดจึงมีวงแหวนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทั้งสองฝั่ง?”
“อันนั้นเรียกว่า ‘บอลเวหา’ เป็นกีฬาที่ข้าคิดขึ้นมาเอง”
ยูรันชี้ไปทางวงแหวนทั้งสอง
“วงแหวนนั่นคือประตูของแต่ละฝ่าย ผู้เล่นจะแบ่งออกเป็นสองทีม ทีมละเจ็ดหรือสิบเอ็ดคนก็ได้ ทุกคนสามารถใช้กระบี่บิน อาวุธเหาะเหิน หรือวิชาเคลื่อนที่กลางอากาศชนิดใดก็ได้”
“ค่ายกลภายในสนามจะปรับความเร็วกับพลังของผู้เข้าแข่งขันให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นตบะสูงหรือต่ำไม่ใช่สิ่งสำคัญ”
เยวียนจือหลิงมองวงแหวนทั้งสองอย่างสนใจ
“แล้วต้องแข่งขันกันอย่างไรเจ้าคะ?”
“แต่ละทีมต้องมีผู้รักษาประตูหนึ่งคน ที่เหลือแบ่งเป็นกองหน้า กองหลัง ปีกซ้าย ปีกขวา และตำแหน่งสนับสนุนตามแผนของทีม”
ยูรันสะบัดมือ ภาพจำลองของลูกทรงกลมสามชนิดก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
“ภายในสนามจะมีลูกบอลอยู่สามประเภท”
เขาชี้ไปยังลูกทรงกลมสีครามเป็นอันดับแรก
“ลูกทั่วไปใช้สำหรับทำคะแนน ผู้เล่นต้องใช้พลัง อาวุธ หรือร่างกายส่งมันผ่านประตูของฝ่ายตรงข้าม ทุกครั้งที่ผ่านประตูจะได้รับหนึ่งคะแนน”
จากนั้นเขาจึงชี้ไปยังลูกทรงกลมสีดำ
“ลูกสีดำเป็นลูกคะแนนพิเศษ มันจะถูกปล่อยออกมาทุกช่วงเวลาที่กำหนดและเคลื่อนที่วนรอบสนามด้วยความเร็วสูง หากส่งผ่านประตูได้จะได้รับห้าคะแนน”
สุดท้าย ลูกกลมสีขาวสามลูกซึ่งมีปีกเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้น พวกมันบินวนไปมารอบศีรษะของเยวียนจือหลิงราวกับมีชีวิต
“ส่วนลูกสีขาวจะถูกปล่อยออกมาเฉพาะช่วงต่อเวลา มีทั้งหมดสามลูกและสามารถบินหลบหนีได้ด้วยตนเอง ทุกครั้งที่ส่งมันผ่านประตู คะแนนทั้งหมดซึ่งทีมนั้นมีอยู่ก่อนหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ใช้สำหรับพลิกผลการแข่งขันในช่วงสุดท้าย”
เยวียนจือหลิงอ้าปากเล็กน้อย
“ถ้าเช่นนั้น ต่อให้ตามหลังอยู่ก็ยังมีโอกาสชนะสินะเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง แต่ไม่ง่ายขนาดนั้น”
ภาพจำลองของลูกบอลทั้งสามประเภทลอยกลับไปอยู่เหนือฝ่ามือของยูรัน
“ลูกบอลแต่ละลูกจะถูกสุ่มปล่อยออกมาจากตำแหน่งแตกต่างกัน หากลูกใดสัมผัสพื้น ลูกนั้นจะหมดสภาพและไม่สามารถนำกลับมาใช้ทำคะแนนได้อีก”
“ที่สำคัญ หากทีมใดทำลูกบอลแตกแม้แต่ลูกเดียว ทีมนั้นจะแพ้ทันที เพราะฉะนั้นต่อให้โจมตีได้รุนแรงเพียงใด ผู้เล่นก็ต้องควบคุมพลังให้แม่นยำอยู่ตลอดเวลา”
“แบบนี้ไม่เพียงสนุก แต่ยังช่วยฝึกการควบคุมพลัง ปฏิกิริยาตอบสนอง การตัดสินใจ และความร่วมมือภายในทีมไปพร้อมกันด้วย”
เยวียนจือหลิงครุ่นคิดตาม ก่อนถามอีกครั้ง
“แล้วมีข้อจำกัดด้านวิชาหรืออาวุธหรือไม่เจ้าคะ?”
“แทบไม่มี”
ยูรันเก็บภาพจำลองทั้งหมดกลับไป
“ไม่ว่าจะเป็นค่ายกล พิษ กระบี่ หมัด ยันต์ หรือวิชาชนิดใดก็ใช้ได้ทั้งนั้น แต่ห้ามทำลายสนาม ห้ามทำให้ลูกบอลแตก และห้ามจงใจทำให้ผู้เล่นบาดเจ็บ”
“ค่ายกลป้องกันจะเปลี่ยนการโจมตีร้ายแรงให้เหลือเพียงแรงผลักกับอาการชาชั่วคราว หากผู้ใดพยายามฝืนค่ายกลเพื่อสังหารคน ผู้นั้นจะถูกส่งออกจากสนามและปรับแพ้ทันที”
เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย
“เป็นอย่างไร ฟังดูสนุกหรือไม่?”
“อื้ม! ฟังดูน่าสนุกมากเลยเจ้าค่ะ!”
เยวียนจือหลิงพยักหน้าแรง ๆ ก่อนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“ถ้าเช่นนั้นพวกเรากลับไปชวนทุกคนมาลองเล่นกันดีไหมเจ้าคะ? ในเมื่อท่านพี่ชอบเดิมพัน พวกเราสองคนก็ตั้งทีมแข่งกันสักรอบ”
“ได้สิ”
“หากทีมของข้าชนะ ท่านพี่ต้องสร้างของวิเศษให้ข้าหนึ่งชิ้นนะเจ้าคะ”
ยูรันพยักหน้าโดยไม่ลังเล
“ได้ แล้วหากเจ้าแพ้เล่า?”
เยวียนจือหลิงก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
“ข้าจะทำของขวัญให้ท่านพี่หนึ่งชิ้นเช่นกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าท่านพี่จะชอบหรือไม่...”
ยูรันยกมือลูบศีรษะนางอีกครั้ง
“ข้าชอบของทุกอย่างที่ผู้อื่นตั้งใจทำให้ข้าอยู่แล้ว”
เยวียนจือหลิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มสดใสจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เพียงพริบตาต่อมา ยูรันก็พาเยวียนจือหลิงกลับมาปรากฏตัวบริเวณหน้าตำหนักเสวียนเยว่
ทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสพื้น เด็กสาวก็หันกลับมาถามด้วยความตื่นเต้น
“ท่านพี่ ท่านสอนวิชาเคลื่อนที่เมื่อครู่ให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่ได้”
เยวียนจือหลิงชะงัก สีหน้าพลันหงอยลงเล็กน้อย
ยูรันจึงยกมือขึ้นลูบศีรษะนาง
“ให้คนสอนเป็นพี่สะใภ้ของเจ้าจัดการแล้วกัน”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม ให้อิงอิงสอนก็ดี ข้าจะได้รู้ด้วยว่านางเข้าใจสองวิชานั้นจริงแล้วหรือยัง”
“ปกติคนที่ถูกพาเดินทางด้วยครั้งแรกมักอาเจียนกันเกือบหมด แต่น่าแปลกที่เจ้าไม่เป็นอะไรเลยสักนิด”
ดวงตาของเยวียนจือหลิงพลันเป็นประกาย
“ฮี่ ๆ เช่นนั้นก็แปลว่าข้าเก่งมากสินะเจ้าคะ?”
“อืม เก่งมาก”
ยูรันตอบพร้อมลูบศีรษะนางอีกสองครั้ง
ขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากซึ่งปักหลักรออยู่หน้าตำหนักก็ค่อย ๆ สังเกตเห็นคนทั้งสอง
“เดี๋ยวก่อน นั่นใช่คุณชายใหญ่หรือไม่?”
“ต้องใช่แน่! อาภรณ์สีดำรูปแบบแปลกตาเช่นนั้น ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดสวมมาก่อน!”
“ทั้งยังหล่อเหลาและหลับตาอยู่ตลอดเวลา ตรงตามข่าวลือทุกอย่าง!”
“บัดซบ! คุณชายใหญ่กลับมาแล้วจริง ๆ!”
เมื่อคนแรกตะโกนขึ้น ผู้คนทั้งหมดก็หันขวับมาทางเดียวกัน
ชายชราคนหนึ่งรีบวิ่งออกจากกลุ่ม ก่อนประสานมือคารวะจากระยะไกล
“คุณชายใหญ่ขอรับ! ข้าน้อยมีวัตถุดิบระดับแปด ต้องการขอให้ท่านช่วยหลอมของวิเศษสักชิ้น ค่าจ้างเท่าไรก็ยินดีจ่าย!”
คนอื่น ๆ ได้ยินดังนั้นก็ไม่ยอมแพ้ ต่างพากันวิ่งกรูเข้ามาพร้อมตะโกนข้อเสนอแข่งกัน
“คุณชายใหญ่ โปรดรับคำขอจากตระกูลข้าก่อน!”
“ข้ามีแก่นโลหะหมื่นปี หากคุณชายสนใจ ข้ายินดีมอบให้ครึ่งหนึ่งเป็นค่าจ้าง!”
“พวกเราต้องการเพียงของวิเศษระดับเจ็ดเท่านั้น ใช้เวลาไม่นานแน่นอนขอรับ!”
“คุณชายใหญ่ ขอเพียงท่านยอมรับว่าจ้าง เงื่อนไขใดพวกเราก็ยินดี!”
ยูรันหยุดฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบออกมาเพียงคำเดียว
“ไม่”
รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนแข็งค้างพร้อมกัน
ยูรันไม่คิดอธิบายเพิ่มเติม เขาเดินผ่านฝูงชนเข้าไปในตำหนักราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เยวียนจือหลิงมองผู้คนซึ่งยังยืนอ้าปากค้าง ก่อนรีบประสานมือให้พวกเขาอย่างสุภาพ
“ทุกท่านค่อยมาใหม่ภายหลังนะเจ้าคะ ตอนนี้ท่านพี่ยังไม่ว่าง”
กล่าวจบ นางก็รีบหมุนตัววิ่งตามยูรันเข้าไปในตำหนัก ทิ้งให้เหล่าผู้แทนจากขุมอำนาจต่าง ๆ มองหน้ากันอย่างหมดคำพูด
ไม่นานนัก ทุกคนก็มารวมตัวกันภายในโถงหลักของตำหนัก
เยวียนจือหลิงยืนอยู่ตรงกลาง ก่อนเล่าสิ่งที่ยูรันสร้างเอาไว้นอกเมืองให้ทุกคนฟัง ตั้งแต่สนามแข่งม้า โคลอสเซียม ไปจนถึงกติกาของบอลเวหา
ยิ่งฟัง เหล่ารุ่นเยาว์จากสายต่าง ๆ ก็ยิ่งตื่นเต้น โดยเฉพาะเมื่อทราบว่ายูรันสร้างสถานที่ทั้งหมดขึ้นมาเพื่อให้พวกเขาช่วยกันดูแล
“ท่านพี่บอกว่าจะให้พวกเราจัดทีมทดลองเล่นกันก่อนเจ้าค่ะ ผู้ใดสนใจก็ไปด้วยกันได้เลย!”
เสียงตอบรับดังขึ้นทั่วทั้งโถงทันที
เยวียนจือหลิงนับจำนวนผู้ที่ยกมือ ก่อนหันกลับไปถามยูรัน
“ท่านพี่ หากคนสนใจมากกว่าที่คาด พวกเราเพิ่มเป็นทีมละสิบสามหรือสิบห้าคนได้ไหมเจ้าคะ?”
“ได้สิ สนามกว้างขนาดนั้น ต่อให้ปล่อยลงไปทีมละร้อยคนก็ยังไม่มีปัญหา”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนอธิบายต่อ
“แต่เหตุผลที่ข้ากำหนดไว้เพียงเจ็ดหรือสิบเอ็ดคน เพราะต้องการให้ผู้เล่นแต่ละคนรับผิดชอบพื้นที่กว้างขึ้น ยิ่งมีคนน้อย ทุกคนก็ยิ่งต้องเคลื่อนที่ คิด และช่วยเหลือกันมากกว่าเดิม ถือเป็นการฝึกไปในตัว”
“หากใส่คนลงไปมากเกินไป สุดท้ายแต่ละคนเพียงยืนเฝ้าพื้นที่ของตนเองก็พอ แบบนั้นจะไปสนุกอะไร?”
เซี่ยหลานอิงฟังแล้วดวงตาเป็นประกาย
“ฟังดูน่าสนใจมาก กีฬานี้สามารถนำไปใช้ฝึกทหารของราชวงศ์ได้ด้วย ทั้งการเคลื่อนที่กลางอากาศ การตัดสินใจ และการร่วมมือเป็นหมู่คณะ”
“อืม จะนำไปใช้ก็ได้ ข้าไม่ได้ห้าม”
หลิงเยวี่ยกอดอก ก่อนถามขึ้น
“แล้วพวกเราต้องลงเล่นพร้อมกับเด็กพวกนี้ด้วยหรือไม่?”
“รอบแรกเป็นเรื่องของรุ่นเยาว์ในตระกูล พวกเจ้ายังไม่ต้องลงไปหรอก”
ยูรันหันหน้าไปทางนาง
“ภายหลังพวกเจ้าค่อยแบ่งทีมแข่งกันเองก็ได้ ถึงค่ายกลจะปรับตบะกับความเร็วให้อยู่ในระดับเดียวกัน แล้วพวกเขาจะจับพวกเจ้าทันได้อย่างไร?”
หลิงเยวี่ยครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า
“ก็จริง”
หนานอวี้ยกมือขึ้นอย่างตื่นเต้น
“เดี๋ยวก่อน เช่นนั้นหากข้าเป็นผู้รักษาประตู แล้วกางม่านเพลิงปิดเอาไว้ทั้งวงแหวน ฝ่ายตรงข้ามก็ทำคะแนนไม่ได้เลยไม่ใช่หรือ?”
“ทำได้ก็ทำไป”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“อีกฝ่ายก็ต้องหาวิธีเจาะม่านเพลิง หลอกให้เจ้ายกเลิกวิชา หรือดึงเจ้าออกจากตำแหน่งให้ได้ นั่นเป็นหนึ่งในจุดประสงค์ของกีฬาไม่ใช่หรือ?”
เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
“แต่ละคนมีวิชา อาวุธ และวิธีต่อสู้แตกต่างกัน ผู้เล่นจึงต้องเรียนรู้วิธีแก้สถานการณ์ตรงหน้าอยู่ตลอดเวลา หากใช้แผนเดิมซ้ำ ๆ เดี๋ยวก็ถูกฝ่ายตรงข้ามหาทางรับมือได้เอง”
หนานอวี้พยักหน้าไม่หยุด
“โอ้ ๆ แบบนี้ยิ่งน่าสนุกกว่าเดิมอีก!”
เยวียนจ้าวคุนตบเข่าฉาด ก่อนลุกขึ้นหัวเราะเสียงดัง
“ดี! ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปดูพร้อมกันทั้งหมดนี่แหละ กิจการใหม่ของข้าต้องยิ่งใหญ่แน่นอน ฮ่า ๆๆๆ!”
ฉินหลัวซือหันไปมองสามีด้วยสายตาเย็นเยียบ
“กิจการของตระกูล และผลประโยชน์ต้องแบ่งตามงานที่แต่ละคนรับผิดชอบ เจ้ายังไม่ได้ทำอะไรสักอย่างก็คิดยึดเป็นของตนเองแล้วหรือ?”
นางหรี่ตาลงเล็กน้อย
“หรือเจ้าอยากให้หลานชายตัดขาทิ้งอีกคน?”
เสียงหัวเราะของเยวียนจ้าวคุนหยุดลงในพริบตา เขารีบหันกลับมาพยักหน้าให้นางอย่างว่าง่าย
“จ้ะ เมียจ๋าพูดถูกทุกอย่างเลย”