คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 487 ข้าไม่เคยแพ้เดิมพัน7,902 ตัวอักษร

ตอนที่ 487 ข้าไม่เคยแพ้เดิมพัน

ช่วงบ่าย ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจับป้ายแบ่งทีมกันใหม่ทุกรอบ ก่อนลงเล่นบอลเวหาต่อเนื่องไปถึงแปดเกม

บางเกมจบลงอย่างรวดเร็วเพราะทีมหนึ่งชิงลูกสีขาวทั้งสามลูกได้ ส่วนบางเกมกลับยืดเยื้อจนผู้เล่นแทบหมดแรง เนื่องจากต่างฝ่ายต่างวางแผนป้องกันประตูและพยายามทำลายจังหวะของอีกฝ่าย

ยิ่งเล่น ทุกคนก็ยิ่งเข้าใจกติกาและคิดกลยุทธ์ใหม่ ๆ ออกมาได้มากขึ้น

มีทั้งการใช้ค่ายกลดักเส้นทางลูกบอล การสร้างภาพลวงตาหลอกผู้รักษาประตู การใช้พิษทำให้ฝ่ายตรงข้ามแขนขาชาชั่วคราว ไปจนถึงการซ่อนยันต์เอาไว้บนลูกบอลเพื่อเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน

เสียงโห่ร้องกับเสียงสบถดังขึ้นทั่วสนามแทบทุกลมหายใจ

ทว่าผลลัพธ์ของการเดิมพันกลับไม่เปลี่ยนแปลง

ไม่ว่าจะแบ่งทีมเช่นไร หรือผู้เล่นจะเปลี่ยนแผนมากเพียงใด ยูรันก็ทายฝ่ายชนะได้ถูกต้องทุกครั้ง

แปดเกม แปดครั้ง ไม่มีพลาดแม้แต่ครั้งเดียว

ส่วนเยวียนจือหลิงทายถูกเพียงสามรอบเท่านั้น

กระทั่งถึงมื้อเย็น โต๊ะอาหารจำนวนมากถูกจัดขึ้นข้างสนาม ผู้เล่นทุกคนต่างนั่งหมดสภาพอยู่บนเก้าอี้ ขณะที่เยวียนจือหลิงยังคงมองยูรันด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

“ท่านพี่ เหตุใดท่านจึงทายถูกได้ทุกรอบกันเจ้าคะ?”

ยูรันคีบอาหารใส่ชามของนาง ก่อนตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่เคยแพ้เดิมพัน”

“แต่นั่นไม่ใช่คำอธิบายนี่เจ้าคะ!”

“ผลลัพธ์ก็บอกอยู่แล้ว ยังต้องอธิบายอะไรอีก?”

“...”

เยวียนจือหลิงทำแก้มพอง แต่ไม่อาจหาคำมาโต้แย้งได้

ยูรันยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ

“ข้าจะรอของขวัญนะ”

ใบหน้าของเยวียนจือหลิงแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ข้าจะไม่ผิดคำพูดเจ้าค่ะ”

หลังจัดการเรื่องเดิมพันเรียบร้อย ยูรันจึงหันไปทางเยวียนจ้าวคุนกับเหล่าผู้นำสายรอง

“ส่วนพวกท่านก็แบ่งหน้าที่กันดูแลกิจการให้ดี ผู้ใดรับผิดชอบสนามแข่งขัน ผู้ใดดูแลร้านค้า ผู้ใดรับสมัครคนงาน หรือผู้ใดจัดการแข่งขันก็เขียนให้ชัดเจน อย่าโยนงานกันไปมา”

เขาหยุดรับประทานอาหาร ก่อนกล่าวต่อ

“หากจัดการไม่ไหวก็เรียกเถียนซูเจินมาช่วย นางดูแลกิจการหอสมบัติอยู่แล้ว ย่อมรู้ว่าควรวางระบบอย่างไร”

“ส่วนงานประสานกับข้าให้เถาเถารับผิดชอบเช่นเดิม แต่พวกท่านต้องหาคนมาช่วยนางเพิ่มด้วย จะปล่อยให้นางทำงานทุกอย่างเพียงคนเดียวไม่ได้ เหนื่อยตายกันพอดี”

เสี่ยวเถาซึ่งยืนคอยรับใช้อยู่ด้านข้างชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้นบนใบหน้า

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ค่าตอบแทนให้แบ่งตามงานอย่างยุติธรรม หากเกิดปัญหาเรื่องยักยอก เอาเปรียบ หรือแอบฮุบผลประโยชน์...”

เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย

“ข้าคงต้องส่งคนผู้นั้นไปเที่ยวอเวจีสักรอบ”

เพียงได้ยินคำว่าอเวจี ทุกคนก็สั่นสะท้านขึ้นพร้อมกัน ภาพเยวียนหลิงเฟิงถูกส่งไปเผชิญความทรมานในอเวจีผุดขึ้นภายในหัวโดยไม่ได้นัดหมาย

บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลงในพริบตา

เยวียนจ้าวคุนรีบตบหน้าอกตนเอง

“ฮ่า ๆ หลานรักวางใจได้! มีลุงอยู่ทั้งคน ไม่มีผู้ใดกล้าสร้างปัญหาแน่นอน!”

ยูรันหันหน้าไปทางเขา

“อืม คนติดพนันเช่นท่านนี่แหละไว้ใจไม่ได้มากที่สุด”

“...”

เสียงหัวเราะดังระงมขึ้นรอบโต๊ะ ขณะที่เยวียนจ้าวคุนได้แต่นั่งหน้าแข็งอยู่เพียงคนเดียว

หลังเสียงหัวเราะค่อย ๆ สงบ ยูรันจึงกล่าวทิ้งท้าย

“รับประทานอาหารเสร็จแล้วข้าจะกลับก่อน พวกท่านจัดสรรหน้าที่กันให้เรียบร้อย คนมีอยู่ตั้งมากมาย คงไม่ยากเกินความสามารถ”

“พยายามเปิดรับสมัครคนงานและประกาศการแข่งขันครั้งแรกก่อนถึงวันปีใหม่ ส่วนของรางวัลก็นำของจากหอสมบัติมาใช้ล่อคนก่อน เท่านี้แหละ”

ทุกคนพยักหน้ารับพร้อมกัน ก่อนเริ่มพูดคุยแบ่งหน้าที่กันอย่างจริงจัง


คืนนั้น ตำหนักเสวียนเยว่ประกาศรับสมัครคนงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อรองรับกิจการขนาดใหญ่ซึ่งเพิ่งถือกำเนิดขึ้นนอกเมือง

ข่าวเรื่องสนามแข่งม้า โคลอสเซียม และบอลเวหาแพร่กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว ผู้คนซึ่งเดิมปักหลักอยู่หน้าตำหนักเพื่อขอให้ยูรันหลอมของวิเศษ ต่างพากันเปลี่ยนเป้าหมายไปสำรวจสนามกีฬาด้วยความสนใจ

รุ่งเช้า เถียนซูเจินเดินทางมาถึงพร้อมพนักงานจากหอสมบัติ นางใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามก็แบ่งพื้นที่กิจการ วางตำแหน่งร้านค้า จัดจุดรับสมัครคนงาน และสร้างระบบบัญชีเบื้องต้นจนเรียบร้อย

ส่วนผู้ที่ยังไม่ยอมแพ้เรื่องว่าจ้างยูรันหลอมของวิเศษ สุดท้ายก็ต้องผิดหวังไปตามกัน

คำตอบของยูรันมีเพียงประโยคเดียว

“ขี้เกียจ ไม่รับ”

แต่ก่อนที่ทุกคนจะหมดหวัง เขากลับบอกให้ไปลองจัดทีมลงแข่งขันบอลเวหา เพราะการแข่งขันอย่างเป็นทางการในอนาคตจะมีของวิเศษจากหอสมบัติเป็นรางวัล

เพียงเท่านั้น ขุมอำนาจหลายแห่งก็รีบกลับไปคัดเลือกคนจัดตั้งทีมของตนเองทันที

ภายในโถงหลักของตำหนักเสวียนเยว่ บรรยากาศระหว่างสายหลักกับสายรองซึ่งเคยเต็มไปด้วยความระแวงกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด

แทนที่จะถกเถียงเรื่องผู้สืบทอดหรือผลประโยชน์ทางการเมือง ทุกคนกลับกำลังโต้เถียงกันเรื่องตำแหน่งผู้เล่น แผนป้องกันประตู และวิธีแย่งลูกคะแนนพิเศษอย่างเอาเป็นเอาตาย

เยวียนเหวินเจ๋อตบโต๊ะแล้วลุกขึ้น

“ทุกท่าน พวกเราเป็นถึงผู้จัดการแข่งขัน หากไม่สร้างทีมของตระกูลลงแข่งเองจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?”

เขากวาดตามองผู้คนรอบด้าน ก่อนประกาศเสียงดัง

“และหากทีมของพวกเราไม่ชนะ จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกัน!”

“ถูกต้อง!”

“ข้าเห็นด้วย!”

“พวกเราต้องคัดคนที่เก่งที่สุดออกมา!”

เสียงตอบรับดังขึ้นทั่วทั้งโถง ทุกคนเริ่มเสนอชื่อตนเองและถกเถียงแผนการแข่งขันรอบใหม่ทันที

ยูรันซึ่งนั่งรับประทานอาหารเช้าอยู่ด้านข้างเงียบ ๆ ฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกจากเก้าอี้

[อืม โคตรปัญญาอ่อน ไปดีกว่า]

เขาหมุนตัวเดินออกจากโถงโดยไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็น ก่อนมุ่งหน้าไปยังหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์ตามลำพัง

เมื่อยูรันเดินเข้ามาภายในหอ พนักงานทุกคนก็รีบหยุดงานแล้วประสานมือคารวะ เถียนซูเจินรีบลุกขึ้นมาต้อนรับด้วยตนเอง

“คุณชายใหญ่ คือว่ามีคนสองคนกำลังรอขอเข้าพบท่านอยู่เจ้าค่ะ”

“ใคร?”

“สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาเจ้าค่ะ”

ยูรันพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนถามขึ้นราวกับนึกเรื่องสำคัญได้

“แล้วเรื่องสนุกมาถึงหรือยัง?”

เถียนซูเจินชะงักไปครู่หนึ่ง นางพยายามครุ่นคิดว่า ‘เรื่องสนุก’ ในความหมายของเขาหมายถึงสิ่งใด ก่อนจะนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าขึ้นมาได้

“คุณชายใหญ่หมายถึงญาติของสองพี่น้อง ซึ่งเข้ามาเรียกร้องส่วนแบ่งจากเงินประมูลหรือเจ้าคะ?”

“ใช่ เรื่องนั้นแหละ”

“เมื่อเช้าข้าสั่งให้คนโยนพวกเขาออกจากหอไปแล้วเจ้าค่ะ”

“อืม แล้วพวกมันจะกลับมาอีกหรือเปล่า?”

เถียนซูเจินพยักหน้า

“น่าจะกลับมาเจ้าค่ะ ก่อนถูกไล่ออกไป พวกเขาประกาศว่าจะไปตามผู้อาวุโสของตระกูลมาทวงความยุติธรรม ดูท่าคงไม่ยอมถอยง่าย ๆ”

รอยยิ้มเล็ก ๆ พลันปรากฏขึ้นตรงมุมปากของยูรัน

“ดี ถ้าเช่นนั้นรอดูเรื่องสนุกให้จบก่อน แล้วข้าค่อยพบสองพี่น้องก็แล้วกัน”

เถียนซูเจินมองรอยยิ้มนั้นแล้วรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทั้งร่าง

[รอยยิ้มแบบนี้..ญาติพวกนั้นยังมีโอกาสกลับออกไปพร้อมอวัยวะครบสามสิบสองอยู่หรือเปล่านะ?]

ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน เสียงพูดคุยของแขกกลุ่มหนึ่งตรงชั้นล่างก็ดังลอดขึ้นมา

“นี่ ๆ พวกเจ้าได้ข่าวหรือยัง? เมื่อคืนนี้สำนักอัคคีพิสุทธิ์ถูกถล่มจนแทบไม่เหลือสภาพเดิมแล้ว!”

“ข้าเองก็ได้ยินมา เห็นว่าทั้งเจ้าสำนัก ผู้อาวุโส และบรรพชนที่ปิดด่านอยู่ล้วนถูกทำลายตบะ หักแขนขา แล้วโยนกองรวมกันอยู่กลางลาน!”

“ผู้ใดกันถึงกล้าลงมือรุนแรงเช่นนั้น?”

“ไม่รู้แน่ชัด ได้ยินเพียงว่าผู้ลงมือเป็นสตรีระดับมหายาน นางประกาศว่าหากสำนักอัคคีพิสุทธิ์กล้าส่งคนไปแตะต้องบุตรชายของนางอีก คราวหน้าจะไม่มีผู้ใดเหลือชีวิต!”

“เดี๋ยวก่อน บุตรชายของสตรีระดับมหายาน...คงไม่ใช่...”

“ชู่ว! อยากตายหรืออย่างไร รู้แล้วก็เก็บปากเอาไว้!”

ยูรันฟังบทสนทนาทั้งหมด ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“อืม ดูเหมือนเมื่อคืนท่านแม่จะแอบไปถล่มสำนักมาแล้ว ช่างเถอะ อย่างน้อยก็ยังไม่มีผู้ใดตาย”


ภายในห้องรับรอง

ประตูห้องเปิดออกอย่างช้า ๆ ก่อนเถียนซูเจินจะเดินเข้ามาตามลำพัง

สวี่ซูเหยาซึ่งนั่งรออยู่กับน้องชายรีบลุกขึ้นทันที

“เถ้าแก่เถียน แล้วคุณชายใหญ่เล่าเจ้าคะ?”

สภาพของนางในวันนี้แตกต่างจากหญิงสาวผ่ายผอมบนเตียงเมื่อสองวันก่อนราวกับเป็นคนละคน

หลังได้รับเงินจากการประมูล สวี่เฟิงก็รีบนำพี่สาวไปซื้อโอสถรักษาทันที อาการป่วยเรื้อรังกับขาข้างที่พิการจึงหายเป็นปลิดทิ้ง ใบหน้าซึ่งเคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด รูปร่างอ่อนแอได้รับการฟื้นฟูจนสมบูรณ์ เผยความงดงามอ่อนโยนซึ่งถูกอาการป่วยบดบังมานานหลายปีออกมาอย่างเต็มที่

สองพี่น้องยังซื้ออาภรณ์ชุดใหม่ บ้านพร้อมเรือนพักเป็นของตนเอง และรับประทานอาหารดี ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แทนโจ๊กใสจนแทบมีแต่น้ำซึ่งเคยใช้ประทังชีวิตในทุกวัน

ทว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมกับโอสถรักษายังไม่ถึงหนึ่งล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับเงินสี่พันห้าร้อยหกสิบล้านเหรียญที่ได้รับมา จำนวนดังกล่าวแทบไม่ทำให้ทรัพย์สินของพวกเขาลดลงเลยแม้แต่น้อย

เถียนซูเจินยกมือขึ้นปลอบ

“คุณหนูสวี่ใจเย็นก่อนนะเจ้าคะ เชิญนั่งลงก่อน”

“ช่วงนี้คุณชายใหญ่มีงานรัดตัวมาก ทั้งยังเพิ่งเปิดกิจการแห่งใหม่ ต้องตรวจสอบและจัดการหลายเรื่อง จึงยังไม่อาจปลีกตัวมาพบพวกท่านได้ในทันทีเจ้าค่ะ”

สวี่ซูเหยาแม้รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ยังคงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนกลับลงไปนั่งข้างน้องชายตามเดิม

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พวกเรารอได้”

เถียนซูเจินยิ้มตอบอย่างสุภาพ ทว่าภายในใจกลับได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ

[งานรัดตัวอะไรกัน คุณชายกำลังนั่งจิบชารอญาติของพวกนางมาสร้างเรื่องอยู่ต่างหาก...]