ตอนที่ 488 บางทีพวกเราอาจเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญได้
สวี่เฟิงหันไปหาพี่สาว
“พี่ใหญ่ ในเมื่อคุณชายยังไม่ว่าง พวกเราออกไปเดินดูของกันก่อนไหมขอรับ?”
เขามองร้านโอสถกับร้านขายตำราซึ่งตั้งเรียงรายอยู่ด้านนอกด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ตอนนี้พวกเรามีเงินมากถึงเพียงนี้แล้ว บางทีพวกเราอาจเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญได้จริง ๆ”
สวี่ซูเหยาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า
“เอาสิ แต่ยังไม่ต้องรีบซื้อสิ่งใด พวกเราเดินดูกันก่อน แล้วค่อยกลับมาขอคำแนะนำจากคุณชายใหญ่”
สองพี่น้องเดินออกจากหอสมบัติ ก่อนค่อย ๆ เดินชมร้านค้าตามถนน
สำหรับสวี่ซูเหยา นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางสามารถเดินด้วยขาทั้งสองข้างได้อย่างอิสระ เพียงได้สัมผัสแสงแดดกับสายลมภายนอก รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็ไม่เคยจางหาย
ทว่าความงดงามซึ่งกลับคืนมาพร้อมร่างกายที่หายดี กลับดึงดูดสายตาของผู้คนตลอดทาง
ไม่นาน ขบวนรถม้าหรูหราจากต่างเมืองก็แล่นเข้ามาตามถนน
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีครามซึ่งนั่งอยู่ด้านในบังเอิญเหลือบเห็นสวี่ซูเหยา เขาจึงรีบออกคำสั่งทันที
“หยุดก่อน”
รถม้าหยุดลงกลางถนน
ชายหนุ่มก้าวออกมาจากตัวรถ ก่อนเดินตรงเข้าหาสองพี่น้องโดยมีผู้ติดตามหลายคนตามอยู่ด้านหลัง
“แม่นาง ข้าคือฉีเซวียนหาว คุณชายรองแห่งตระกูลฉีจากเมืองวายุคราม”
เขามองสำรวจสวี่ซูเหยาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าโดยไม่คิดปิดบัง ก่อนยกมุมปากขึ้นอย่างพึงพอใจ
“ข้าถูกใจเจ้า มากับข้าเสีย ข้าจะให้เงินน้องชายของเจ้าหนึ่งล้านเหรียญ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของสวี่ซูเหยาค่อย ๆ เลือนหายไป
สวี่เฟิงรีบก้าวขึ้นมาขวางพี่สาว
“พี่สาวของข้าไม่ใช่สินค้า เชิญคุณชายหลีกทางด้วย”
ฉีเซวียนหาวเลิกคิ้ว
“หนึ่งล้านยังไม่พออีกหรือ?”
เขาหยิบถุงเงินออกมาโยนลงตรงหน้าสวี่เฟิง
“เช่นนั้นก็สองล้าน เงินจำนวนนี้มากพอให้คนจนอย่างเจ้าใช้ไปตลอดชีวิตแล้ว”
ผู้คนบนถนนเริ่มสังเกตเห็นความวุ่นวาย เมื่อจำใบหน้าของสองพี่น้องได้ สีหน้าของแต่ละคนก็เปลี่ยนไปในทันที
“เฮ้ย ๆ ไอ้โง่นั่นกำลังทำอะไร?”
“มันไปหาเรื่องสองพี่น้องคู่นั้นทำไมวะ?”
“ดูอาภรณ์กับตราประจำตัวสิ คงเพิ่งเดินทางมาจากต่างเมือง เลยยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
ชายอีกคนขมวดคิ้ว
“มันจะไม่รู้ได้อย่างไร? ข่าวดังโครมครามไปทั่วรัศมีสองพันลี้ หรือระหว่างเดินทางมันเอาแต่นอนอยู่ในรถม้ากัน?”
“ชู่ว! เบาเสียงหน่อย อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้เลย”
“แล้วพวกเราจะปล่อยสองพี่น้องเอาไว้เช่นนั้นหรือ?”
“ขอเพียงพวกเขายังเหลือลมหายใจอยู่ก็พอ เดี๋ยวคุณชายใหญ่ย่อมช่วยจัดการเอง”
“เออ จริงด้วย”
ผู้คนโดยรอบพากันถอยห่างออกจากบริเวณอย่างพร้อมเพรียง บางคนถึงกับรีบเก็บโต๊ะกับแผงขายของเพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับลูกหลง
ฉีเซวียนหาวเห็นทุกคนถอยหนีก็ยิ่งเชิดหน้าขึ้น
[ดูเหมือนคนในเมืองนี้จะรู้จักชื่อเสียงของตระกูลฉีอยู่บ้าง]
เขาหันกลับไปหาสวี่ซูเหยา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงลำพอง
“เห็นหรือยัง? ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามายุ่งกับเรื่องของข้า”
สวี่เฟิงมองผู้คนรอบด้านซึ่งกำลังหลบสายตา ก่อนหันกลับมาตอบอย่างหนักแน่น
“ต่อให้ไม่มีผู้ใดช่วย พี่สาวของข้าก็ไม่ไปกับเจ้า”
ใบหน้าของฉีเซวียนหาวเย็นชาลง
“ข้าให้โอกาสแล้ว แต่เจ้ากลับไม่รู้จักประมาณตน”
เขาโบกมือให้ผู้ติดตาม
“ลากไอ้เด็กนี่ออกไป แล้วพาแม่นางกลับรถม้า”
ผู้ติดตามทั้งสี่คนก้าวออกมาพร้อมกัน
ผู้คนทั่วทั้งถนนกลั้นลมหายใจ ก่อนชายคนเดิมจะพึมพำขึ้น
“จบแล้ว...คราวนี้ต่อให้มันอยากกลับเมืองวายุคราม ก็คงกลับไปไม่ครบสามสิบสองแล้วละ”
เหนือท้องถนนขึ้นไป ยูรันกำลังนั่งอยู่กลางอากาศภายในม่านพลังซ่อนเร้น จิตสัมผัสของเขาครอบคลุมเหตุการณ์ทั้งหมดเบื้องล่างโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้
[ไหนดูสิ แสดงความสามารถของบุตรแห่งโชคชะตาให้ข้ารับรู้สักหน่อยเถอะ]
แต่ก่อนที่ผู้ติดตามทั้งสี่จะเข้าถึงตัวสวี่เฟิง เสียงใสเสียงหนึ่งกลับดังแทรกขึ้นเสียก่อน
“หยุดนะ!”
เยวียนเหวินอวี้ซึ่งกำลังเดินเล่นอยู่ละแวกใกล้เคียงบังเอิญได้ยินเสียงวุ่นวาย นางจึงรีบวิ่งเข้ามายืนเท้าสะเอวขวางคนทั้งสี่เอาไว้
[ฮี่ ๆ คราวนี้ข้าจะเลียนแบบพี่ชายจ๋า ช่วยคนด้วยตนเองให้ได้เลย!]
เมื่อรับรู้ว่าเป็นผู้ใด ยูรันก็ยกมือขึ้นกุมขมับทันที
[พลังแห่งโชคชะตาทำงานเช่นนี้เองสินะ ถึงได้ส่งเจ้าตัวปัญหาเข้ามาช่วยบุตรแห่งโชคชะตาพอดี]
ชายผู้กระซิบกับสหายเมื่อครู่เห็นเยวียนเหวินอวี้ก็ยกมือกุมขมับตาม
“เวรเอ๊ย! คุณหนูเหวินอวี้มาทำอะไรตรงนี้วะ?”
“เฮ้ย ๆ แล้วพวกเราต้องเข้าไปช่วยหรือเปล่า?”
“ไม่รู้โว๊ย! ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?!”
ฉีเซวียนหาวมองเยวียนเหวินอวี้ ก่อนแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน
“ยัยหนู มีตบะเพียงสร้างรากฐานยังกล้ายื่นมือเข้ามายุ่งกับเรื่องของข้าหรือ?”
เขามองสำรวจนางอีกครั้ง ก่อนรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“แต่หน้าตานับว่าน่ารักไม่เลว เลี้ยงเอาไว้อีกสักสองสามปี แล้วรับมาเป็นอนุก็คงใช้ได้”
ผู้คนรอบด้านเงียบกริบไปพร้อมกัน
“ไอ้โง่นั่นพล่ามอะไรออกมาวะ...”
“ตระกูลฉีจบสิ้นแล้ว”
“เฮ้ย แล้วพวกเราจะไม่เข้าไปช่วยจริงหรือ? หากคุณหนูเหวินอวี้บาดเจ็บ พวกเราทุกคนไม่ตายโหงกันหมดหรือวะ?”
“จะบ้าหรืออย่างไร? พวกเราไม่มีตบะกันสักคน เข้าไปก็ถูกตบกระเด็นเปล่า ๆ!”
เยวียนเหวินอวี้ได้ยินคำพูดของฉีเซวียนหาวก็โกรธจนใบหน้าแดงก่ำ นางยกมือชี้หน้าอีกฝ่ายแล้วตวาด
“เจ้าไอ้หน้าปลาจวด! หน้าตาหมาไม่แดกแล้วยังคิดจะมาเกี้ยวข้าอีกหรือ? รูปร่างของเจ้าเทียบไม่ได้แม้แต่ขี้เล็บของพี่ชายจ๋าข้าด้วยซ้ำ!”
“อุ๊บ!”
“อุ๊บ!”
“อุ๊บ!”
ผู้คนรอบด้านรีบยกมือปิดปาก บางคนกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่นไม่หยุด
สีหน้าของฉีเซวียนหาวพลันมืดครึ้ม
“ปากดีนักนะ! เป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน กลับริอ่านต่อปากต่อคำกับข้า!”
สวี่เฟิงรีบก้าวเข้ามายืนบังเยวียนเหวินอวี้เอาไว้
“ขอบคุณคุณหนูที่คิดช่วยเหลือ แต่นี่เป็นปัญหาของข้า ข้าไม่อยากทำให้ท่านต้องเดือดร้อนไปด้วย ได้โปรดกลับไปก่อนเถอะขอรับ”
ยูรันตรวจสอบร่างกายของสวี่เฟิงอย่างละเอียด ก่อนค้นพบสิ่งซึ่งถูกซ่อนอยู่ภายใน
[รากปราณห้าธาตุ กับกายาจักรพรรดิเบญจธาตุอย่างนั้นหรือ?]
[รากปราณห้าธาตุทั่วไปทำให้การบำเพ็ญเชื่องช้ายิ่ง เพราะพลังที่ดูดซับเข้ามาต้องถูกแบ่งหล่อเลี้ยงทั้งห้าธาตุ แต่กายาจักรพรรดิเบญจธาตุกลับทำให้ธาตุทั้งห้าส่งเสริมและหมุนเวียนหล่อเลี้ยงซึ่งกันและกัน เมื่อกายาตื่นขึ้น ความเร็วในการบำเพ็ญจะไม่ด้อยกว่าผู้ใด]
[ทว่ารากปราณห้าธาตุเดิมทีก็ฝึกฝนได้ยากอยู่แล้ว ยิ่งเขาต้องใช้เวลาทั้งหมดหาเงินและดูแลพี่สาว จึงไม่เคยมีทั้งโอกาส ทรัพยากร หรือผู้ชี้แนะสำหรับปลุกกายาพิเศษขึ้นมา]
ฉีเซวียนหาวแค่นเสียง ก่อนโบกมือไล่ราวกับไม่เห็นเยวียนเหวินอวี้อยู่ในสายตา
“จะกลัวเด็กสร้างรากฐานไปทำไม? กระทืบไอ้หนุ่มนั่นเสีย แล้วพาสตรีทั้งสองคนมาให้ข้า!”
ผู้ติดตามทั้งสี่พุ่งออกไปพร้อมกัน พลังระดับแก่นทองคำขั้นต้นปะทุขึ้นจนพื้นถนนแตกร้าว
เยวียนเหวินอวี้กลับไม่คิดถอย นางย่อตัวลงเล็กน้อย ก่อนพุ่งสวนเข้าไปตรงกลางกลุ่มคนทั้งสี่
ปึก! ปึก! ปึก! ปึก!
หมัดกับฝ่ามือของนางกระแทกเข้ากลางลำตัวของผู้ติดตามทีละคนอย่างรวดเร็ว ค่ายกลบนกำไลข้อมือส่องแสงวาบ ก่อนพลังของทั้งสี่จะถูกเบี่ยงออกไปด้านข้าง
ร่างทั้งสี่กระเด็นชนกำแพงร้านค้าคนละฝั่ง ก่อนร่วงลงมากองกับพื้นด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
เยวียนเหวินอวี้เชิดหน้าขึ้น
“หึ! แค่แก่นทองคำขั้นต้น คิดว่าข้าจะกลัวหรืออย่างไร?”
ฉีเซวียนหาวมองผู้ติดตามของตน ก่อนสบถอย่างหงุดหงิด
“ชิ พวกไร้ประโยชน์!”
เขาก้าวออกไปหนึ่งก้าว แล้วตบฝ่ามือใส่เยวียนเหวินอวี้ด้วยตนเอง
พลังของทั้งสองแตกต่างกันมากเกินไป แม้นางจะรีบยกแขนขึ้นป้องกัน แต่ม่านพลังซึ่งเพิ่งสร้างกลับแตกกระจายในพริบตา
เพี๊ยะ!
ร่างเล็กกระเด็นออกไปหลายจั้ง ก่อนตกกระแทกพื้นและกระอักโลหิตออกมาหนึ่งคำ
“คุณหนู!” สวี่ซูเหยาร้องออกมาด้วยความตกใจ
หญิงขายผ้าซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดรีบวิ่งเข้าไปประคองเยวียนเหวินอวี้ขึ้นมา
“คุณหนู! คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?!”
นางหันกลับไปมองฉีเซวียนหาว ก่อนตะโกนด้วยใบหน้าซีดเผือก
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองเพิ่งทำสิ่งใดลงไป? เจ้าทำร้ายคุณหนูเข้าแล้ว!”
ผู้คนซึ่งหลบอยู่รอบด้านไม่อาจนิ่งดูดายได้อีก หลายคนรีบเข้ามาช่วยพยุงเยวียนเหวินอวี้ ขณะที่เหล่าชายฉกรรจ์ซึ่งไม่มีแม้แต่ตบะกลับพากันยืนเรียงหน้ากระดาน ใช้ร่างกายขวางนางเอาไว้
“ไอ้สารเลว! เจ้ากล้าทำร้ายคุณหนูของพวกเราถึงกลางเมืองเชียวหรือ?!”
“วันนี้ต่อให้ต้องตาย พวกข้าก็ไม่ยอมให้เจ้าแตะต้องนางอีก!”
ฉีเซวียนหาวยกนิ้วขึ้นแคะหูอย่างรำคาญ
“เมื่อครู่พวกเจ้าว่าอะไรนะ?”
ชายคนหนึ่งชี้หน้าเขาด้วยมือสั่นเทา
“พวกเราบอกว่าเจ้าทำร้ายคุณหนูเหวินอวี้! ตระกูลเยวียนไม่มีทางปล่อยเจ้าเอาไว้แน่!”
“คุณหนู? ตระกูลเยวียน?”
ฉีเซวียนหาวเลิกคิ้ว ก่อนหัวเราะออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่เห็นเคยได้ยิน”
“...”
ผู้คนทั่วทั้งถนนนิ่งค้างไปพร้อมกัน
ชายเจ้าของร้านคนหนึ่งอดถามไม่ได้
“เจ้าไม่รู้จักตระกูลเยวียน ซึ่งเป็นผู้ปกครองตำหนักเสวียนเยว่จริงหรือ?”
“แล้วอย่างไร? ข้าจำเป็นต้องรู้จักตระกูลบ้านนอกทุกตระกูลด้วยหรือ?”
“...”
คราวนี้ไม่มีผู้ใดกล่าวเตือนเขาอีกแล้ว ทุกคนเพียงถอยออกไปอย่างเงียบงัน พร้อมมองฉีเซวียนหาวราวกับกำลังมองคนตาย
เหนือท้องฟ้า รอยยิ้มซึ่งเคยปรากฏอยู่ตรงมุมปากของยูรันเลือนหายไปจนหมด