คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 489 นี่แน่ะ จูบดินไปเสีย8,430 ตัวอักษร

ตอนที่ 489 นี่แน่ะ จูบดินไปเสีย

ยูรันหยิบป้ายหยกสื่อสารออกมา ก่อนส่งเสียงผ่านจิตเข้าไปภายใน

“ซูเจิน เตรียมค่าทำขวัญกับค่ารักษาให้ชาวเมืองแถวนี้เอาไว้ด้วยนะ”

“...”

เถียนซูเจินซึ่งอยู่ภายในหอสมบัติชะงักไปครู่หนึ่ง แม้ไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่นางยังคงตอบรับโดยไม่ถามให้มากความ

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะคุณชาย”

บนถนน เยวียนเหวินอวี้ใช้หลังมือเช็ดโลหิตตรงมุมปาก ก่อนฝืนลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

“พวกเจ้าหลบไป”

เหล่าชาวเมืองซึ่งยืนขวางอยู่เบื้องหน้าหันกลับมามองนางด้วยความตกใจ

“แต่คุณหนู...”

“ข้าบอกให้หลบไป!”

ทุกคนจำต้องแยกออกจากกันอย่างลังเล เยวียนเหวินอวี้จึงเดินผ่านช่องว่างนั้นออกมา ก่อนถ่มน้ำลายปนโลหิตใส่หน้าฉีเซวียนหาว

ฉีเซวียนหาวยกมือขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ม่านพลังโปร่งใสก่อตัวขึ้นตรงหน้าและขวางน้ำลายเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย

“ดูเหมือนฝ่ามือเมื่อครู่ยังเบาเกินไปสินะ”

เยวียนเหวินอวี้ไม่ตอบ นางรวบรวมพลังทั้งหมดไว้บนฝ่ามือ ก่อนพุ่งเข้าโจมตีทันที

ตู้ม!

ฝ่ามือของนางกระแทกใส่ม่านพลังอย่างรุนแรง ทว่าม่านพลังกลับสั่นไหวเพียงเล็กน้อย ฉีเซวียนหาวพลิกฝ่ามือและซัดพลังสวนกลับไปโดยไม่คิดยั้งมือ

“คุณหนู ระวังขอรับ!”

ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกระโจนเข้ามาขวางเบื้องหน้าเยวียนเหวินอวี้โดยไม่ลังเล

ปัง!

ร่างของเขากระเด็นออกไปไกล กระดูกทั่วร่างส่งเสียงแตกหัก ก่อนตกกระแทกพื้นและหมดสติไปทันที

“เถ้าแก่หลิว!”

ผู้คนรอบด้านร้องขึ้นพร้อมกัน

ชายขายเนื้อคว้ามีดบนเขียงขึ้นมา ก่อนตะโกนด้วยความเดือดดาล

“พวกเรายืนมองอะไรอยู่? เป็นผู้บำเพ็ญแล้วอย่างไร! มันคิดฆ่าคนกลางเมืองของเรา สู้กับมัน!”

“สู้!”

ชายฉกรรจ์หลายสิบคนคว้าสิ่งของใกล้มือเป็นอาวุธ ก่อนกรูกันเข้าใส่ฉีเซวียนหาวจากทุกทิศทาง

ฉีเซวียนหาวกวาดตามองคนเหล่านั้นด้วยแววตาเย็นชา

“รนหาที่ตาย!”

เขาสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว คลื่นพลังรุนแรงก็ระเบิดออกไปรอบตัว

ตูม!

เหล่าชาวเมืองถูกซัดกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง เสียงกระแทกพื้นดังขึ้นติดต่อกันไม่ขาดสาย แต่ก่อนที่พลังเหล่านั้นจะทำลายอวัยวะสำคัญของผู้ใด กระแสพลังซึ่งมองไม่เห็นจากบนท้องฟ้าก็แทรกเข้าไปลดความรุนแรงลง

ฉีเซวียนหาวขมวดคิ้วเล็กน้อย

[แปลก เหตุใดพวกมันจึงยังไม่ตาย? เมื่อครู่ข้าตั้งใจลงมือเต็มกำลังแล้วแท้ ๆ]

สวี่เฟิงมองชาวเมืองซึ่งนอนบาดเจ็บอยู่ทั่วถนน ก่อนกำหมัดจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ

“พี่ใหญ่ ข้าจะสู้ตายกับมัน!”

สวี่ซูเหยารีบคว้าแขนน้องชายเอาไว้

“ไม่ได้! เจ้ายังไม่เคยบำเพ็ญเพียร จะเอาอะไรไปสู้กับมัน? ออกไปตอนนี้ก็มีแต่ตายเปล่า!”

สวี่เฟิงก้มมองมือของพี่สาว ก่อนค่อย ๆ ดึงแขนออกจากการเกาะกุม

“แต่ข้าเป็นลูกผู้ชาย จะให้หลบอยู่หลังเด็กสาวคนหนึ่งแล้วมองทุกคนบาดเจ็บเพราะเรื่องของข้าได้อย่างไร?”

เขาคว้าพลั่วเก่าจากแผงขายของข้างทางขึ้นมา แล้วเดินออกไปยืนข้างเยวียนเหวินอวี้

“วันนี้ต่อให้ต้องตาย ข้าสวี่เฟิงก็จะสู้กับเจ้า!”

ฉีเซวียนหาวมองพลั่วขึ้นสนิมในมือเขา ก่อนหัวเราะเสียงดัง

“คิดจะใช้พลั่วผุ ๆ มาสู้กับผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำอย่างข้าหรือ? พวกบ้านนอกนี่ช่างไม่รู้จักประมาณตนเสียจริง!”

สวี่เฟิงกัดฟัน ก่อนยกพลั่วขึ้นแล้วพุ่งเข้าใส่อีกฝ่าย

“อ๊ากกก!”

ยังไม่ทันเข้าใกล้ คลื่นพลังจากปลายนิ้วของฉีเซวียนหาวก็ซัดร่างของเขากระเด็นกลับมา พลั่วหลุดจากมือ ขณะที่แผ่นหลังครูดไปกับพื้นถนนจนเกิดรอยเลือดเป็นทางยาว

เยวียนเหวินอวี้เห็นดังนั้นก็รวบรวมพลังอีกครั้ง ก่อนพุ่งเข้าโจมตีจากด้านข้าง

ฉีเซวียนหาวหันกลับมาแล้วซัดฝ่ามือสวนโดยไม่แม้แต่จะตั้งท่า

ปัง!

ร่างของนางกระเด็นไปกระแทกกำแพงร้านค้าอย่างรุนแรง ก่อนทรุดลงกับพื้นและกระอักโลหิตออกมาคำโต

“คุณหนู พอเถอะเจ้าค่ะ! บ่าวขอร้อง!”

“อย่าสู้ต่อเลยขอรับคุณหนู!”

เหล่าชาวเมืองพยายามคลานเข้ามาห้ามด้วยความร้อนใจ

เยวียนเหวินอวี้ใช้มือยันพื้น ร่างกายสั่นสะท้านจากความเจ็บปวด ทว่านางยังคงฝืนลุกขึ้นอีกครั้ง

“ถะ...ถ้าเป็นพี่ชายจ๋าละก็...”

นางเช็ดโลหิตบนริมฝีปาก ก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาดื้อรั้น

“เขาไม่มีวันยอมถอยเพียงเพราะอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าแน่!”

สวี่เฟิงซึ่งนอนอยู่บนพื้นชะงักไป

เขามองร่างเล็กซึ่งบาดเจ็บหนักยิ่งกว่าตนเอง แต่กลับยังพยายามยืนขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ภายในใจพลันเกิดความรู้สึกบางอย่างซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

[นางถือกำเนิดในตระกูลใหญ่ ต่อให้ถอยออกไปก็ยังมีชีวิตสุขสบายได้ตลอดไป แต่กลับยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อคนแปลกหน้าอย่างพวกเรา...]

[แล้วเหตุใดข้าจึงต้องนอนรอความตายอยู่ตรงนี้ด้วย?!]

ภาพพี่สาวที่ต้องทนทุกข์มาหลายปี ภาพตนเองซึ่งถูกเหยียบย่ำครั้งแล้วครั้งเล่า และภาพผู้คนที่ยอมบาดเจ็บเพื่อปกป้องพวกเขาไหลผ่านความคิดอย่างรวดเร็ว

สวี่เฟิงกำหมัดแน่น ก่อนตะโกนออกมาจนสุดเสียง

“ช่างหัวมันปะไร! ต่อให้ต้องตาย ข้าก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดเหยียบย่ำอีกแล้ว!”

ครืนนนน!

พลังปราณทั่วทั้งถนนพลันสั่นสะเทือน ก่อนหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของสวี่เฟิงจากทุกทิศทาง แสงห้าสีปะทุขึ้นจากภายในกายและหมุนเวียนส่งเสริมกันอย่างสมบูรณ์

กลิ่นอายบนร่างของเขาทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนก้าวเข้าสู่ระดับหลอมรวมปราณขั้นต้นในพริบตา พร้อมกับกายาจักรพรรดิเบญจธาตุซึ่งตื่นขึ้นเป็นครั้งแรก

เหนือท้องฟ้า ยูรันขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด

[กว่าจะตื่นขึ้นมาได้ ข้าต้องทนดูฉากน้ำเน่าเช่นนี้อยู่นานตั้งเท่าไร]

[เหวินอวี้เองก็บาดเจ็บหนักแล้ว ไอ้บุตรแห่งโชคชะตานี่ชักช้าเสียจริง]

ฉีเซวียนหาวยืนอยู่ภายในม่านพลัง ก่อนแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน

“เพิ่งเข้าสู่หลอมรวมปราณขั้นต้น ก็คิดจะต่อกรกับแก่นทองคำแล้วหรือ? ต่อให้มีกายาพิเศษ เจ้าก็ยังเป็นเพียงมดปลวก!”

สวี่เฟิงไม่ตอบ เขากระทืบเท้าจนพื้นถนนแตกร้าว ก่อนพุ่งเข้าประชิดและซัดหมัดออกไปสุดกำลัง

ตู้ม!

ม่านพลังซึ่งเยวียนเหวินอวี้ไม่อาจทำให้สั่นสะเทือนกลับแตกร้าวเป็นทางยาวภายใต้หมัดของเขา

สีหน้าของฉีเซวียนหาวเปลี่ยนไปทันที

“เป็นไปไม่ได้!”

เยวียนเหวินอวี้มองเห็นช่องว่างตรงด้านข้าง ดวงตาพลันเป็นประกาย

“จังหวะนี้แหละ!”

นางรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายไว้บนหมัด ก่อนพุ่งเข้าชกใบหน้าของฉีเซวียนหาวเต็มกำลัง

ปึก!

ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว ร่างทั้งร่างหมุนคว้างกลางอากาศ ก่อนกระเด็นไปกลิ้งกับพื้นถนนหลายตลบ

ทั่วทั้งถนนเงียบสนิท

ฉีเซวียนหาวใช้มือยันพื้น ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นด้วยใบหน้าซึ่งบวมปูดไปครึ่งซีก

“พวกแก...”

เส้นเลือดบนหน้าผากของเขาปูดโปน กลิ่นอายระดับแก่นทองคำปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่งจนร้านค้าสองข้างทางสั่นสะเทือน

“พวกแกทุกคนต้องตาย!”

ทันใดนั้น จิตสังหารอันเย็นเยียบก็ถาโถมลงมาจากฟากฟ้า

ครืนนนน!

ทั่วทั้งถนนเงียบกริบในพริบตา อากาศหนักอึ้งจนผู้คนแทบลืมหายใจ ทว่าจิตสังหารทั้งหมดกลับพุ่งตรงเข้ากดทับฉีเซวียนหาวเพียงผู้เดียว

ตึก...ตึก...ตึก...

ยูรันค่อย ๆ ก้าวลงมาจากท้องฟ้า ราวกับใต้ฝ่าเท้ามีขั้นบันไดซึ่งมองไม่เห็นรองรับอยู่ทุกย่างก้าว

เปลือกตาของเขายังคงปิดสนิท ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ มีเพียงเส้นเลือดซึ่งปูดขึ้นตรงขมับเท่านั้นที่เผยให้เห็นว่าเขากำลังโกรธถึงเพียงใด

ใบหน้าของฉีเซวียนหาวซีดเผือก เหงื่อเย็นไหลออกมาทั่วร่าง

“กะ...แกเป็นใคร?”

ยูรันไม่แม้แต่จะตอบ เขาเดินผ่านฉีเซวียนหาวไปหาเยวียนเหวินอวี้โดยตรง

“ลำบากเจ้าแล้ว เหวินอวี้”

เมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคย เยวียนเหวินอวี้ก็ฝืนยิ้มออกมา ก่อนปล่อยร่างล้มลงไปทางเขาอย่างหมดเรี่ยวแรง

ยูรันยื่นแขนออกไปรับนางไว้ในอ้อมกอดได้อย่างพอดี

“ข้าเก่งหรือไม่...พี่ชายจ๋า?”

น้ำเสียงของนางแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ทว่าดวงตายังคงมองเขาอย่างคาดหวัง

ยูรันใช้จิตสัมผัสตรวจสอบอาการของนางเพียงครู่เดียว กระดูกหลายแห่งแตกร้าว ซี่โครงหักไปหลายซี่ และเส้นลมปราณทั่วร่างยังได้รับความเสียหายอย่างหนัก

[เจ็บถึงเพียงนี้ยังคิดถามหาแต่คำชม ยัยหนูนี่เป็นเด็กดีจริง ๆ]

เขายกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ

“อืม เก่งมาก”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเยวียนเหวินอวี้พลันกว้างขึ้น

อักขระของผนึกร้อยชีวิตบนหน้าผากยูรันส่องแสง ก่อนอักขระสีเงินจะแผ่กระจายออกมาปกคลุมทั่วร่างของนาง

กระดูกที่แตกร้าวเชื่อมต่อกลับเข้าหากัน เส้นลมปราณซึ่งเสียหายได้รับการฟื้นฟู แม้แต่คราบโลหิตกับบาดแผลภายนอกก็เลือนหายไปด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

เพียงไม่กี่อึดใจ เยวียนเหวินอวี้ก็ลืมตากว้าง ก่อนขยับแขนขาของตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ

“หายแล้ว?”

ผู้คนทั่วทั้งถนนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก

ยูรันปล่อยให้นางยืนด้วยตนเอง ก่อนหันหน้าไปทางฉีเซวียนหาว

“นี่เป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่ข้ามาถึงเมืองนี้ ที่มีคนทำให้ข้าโกรธได้ถึงเพียงนี้”

ครืนนนน!

จิตสังหารซึ่งกดทับฉีเซวียนหาวอยู่แล้วพลันรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่า

เขาไม่อาจต้านทานได้แม้แต่น้อย หัวเข่าทั้งสองกระแทกพื้นอย่างแรง ร่างกายทรุดต่ำลงเรื่อย ๆ จนต้องใช้มือทั้งสองข้างยันพื้นเอาไว้ ไม่ให้ใบหน้าของตนก้มลงไปแนบกับถนน

แม้คิดเปิดปากพูด เขากลับไม่มีแรงเหลือพอจะเปล่งเสียง ได้แต่กัดฟันประคองร่างกายอย่างสิ้นหวัง

[ไอ้สารเลวนี่เป็นใครกันแน่?!]

สวี่ซูเหยามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความตกตะลึง นางเคยได้ยินเรื่องราวของคุณชายใหญ่จากเถียนซูเจินและผู้คนภายในเมืองมามากมาย แต่ไม่เคยคิดว่าการพบกันครั้งแรกจะเกิดขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์เช่นนี้

สวี่เฟิงรีบเดินกลับมาหาพี่สาว ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“พี่ใหญ่ เขาคือคุณชายใหญ่ขอรับ!”

“อะไรนะ?”

สวี่ซูเหยาหันกลับไปมองยูรันอีกครั้ง ความซาบซึ้ง ความประหลาดใจ และความสงสัยหลากหลายอย่างประดังเข้ามาพร้อมกัน

[เขาคือผู้ที่ช่วยให้ชีวิตของพวกเราเปลี่ยนไปจริง ๆ หรือ?]

ขณะเดียวกัน เยวียนเหวินอวี้ซึ่งหายเป็นปกติแล้วกลับเดินตรงไปหาฉีเซวียนหาว ก่อนยกเท้าเหยียบลงบนศีรษะของเขาเต็มแรง

ตุบ!

“เป็นอย่างไรเล่า? แค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้วหรือ?”

ตุบ!

“ข้าบอกแล้วว่าหน้าตาของเจ้ายังเทียบไม่ได้แม้แต่เศษขี้เล็บของพี่ชายจ๋า!”

ตุบ! ตุบ! ตุบ!

“นี่แน่ะ! จูบดินไปเสีย!”

เสียงกระทืบดังขึ้นไม่หยุด ฉีเซวียนหาวไม่อาจแม้แต่จะยกมือป้องกัน ได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความอัปยศ

[นังเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ!]

[หากข้าหลุดไปได้เมื่อไร ข้าจะกลับตระกูลแล้วให้ท่านพ่อนำคนมาฆ่าพวกมันให้หมด!]