ตอนที่ 491 ท่านบรรพชน ช่วยข้าด้วย
เหนือเมืองวายุคราม ร่างหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยความเร็วมหาศาล ก่อนตกลงกลางลานของตระกูลฉีอย่างรุนแรง
ตูม!
พื้นหินแตกระเบิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
ฉีเซวียนหาวนอนอยู่ก้นหลุมในสภาพเลือดอาบ กระดูกทั่วร่างแตกร้าวจากแรงกระแทก เขากระอักโลหิตออกมาอีกคำ ก่อนกัดฟันเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก
[บัดซบ! เพียงดีดนิ้วครั้งเดียวก็ทำให้ข้าบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!]
เสียงระเบิดเรียกคนจากทั่วทั้งตระกูลให้รีบวิ่งมารวมตัวกัน
“ผู้ใดตกลงมากัน?!”
“เดี๋ยวก่อน นั่นคุณชายรองไม่ใช่หรือ?”
“เป็นคุณชายเซวียนหาวจริง ๆ! รีบไปตามท่านผู้นำตระกูลกับเหล่าผู้อาวุโสมาเร็ว!”
ไม่นาน ชายวัยกลางคนในอาภรณ์หรูหราก็พุ่งเข้ามาถึงลาน เมื่อเห็นสภาพของบุตรชาย สีหน้าของเขาพลันมืดครึ้ม
คนผู้นี้คือฉีเทียนกวง ผู้นำตระกูลฉีและบิดาของฉีเซวียนหาว
“เซวียนหาว! ผู้ใดทำร้ายเจ้าจนมีสภาพเช่นนี้? บอกพ่อมา พ่อจะไปล้างแค้นให้เจ้าเอง!”
ฉีเซวียนหาวพยายามยกแขนขึ้นชี้ไปยังทิศทางของเมืองจันทราเร้น
“ท่านพ่อ มันเป็นชายหนุ่มเพียงคนเดียว สวมอาภรณ์สีดำประหลาดและอาศัยอยู่ในเมืองจันทราเร้นขอรับ!”
เขาจงใจไม่กล่าวแม้แต่คำเดียวว่าตนเองไปทำสิ่งใดเอาไว้
ฉีเทียนกวงแผ่พลังออกมาด้วยความเดือดดาล
“กล้าทำร้ายบุตรชายของข้าถึงเพียงนี้ เห็นทีคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!”
เขาหันไปตวาดใส่คนจากตระกูล
“เรียกรวมผู้อาวุโสกับองครักษ์ทั้งหมด! พวกเราจะไปหักแขนหักขามัน แล้วลากตัวกลับมาให้เซวียนหาวจัดการด้วยตนเอง!”
“ไม่ต้องลำบากหรอก”
เสียงราบเรียบดังลงมาจากท้องฟ้า
ทุกคนภายในลานชะงัก ก่อนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
ยูรันยืนอยู่กลางอากาศเหนือเรือนหลัก อาภรณ์สีดำพลิ้วไหวไปตามสายลม เปลือกตาทั้งสองข้างยังคงปิดสนิท ทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเขามาถึงตั้งแต่เมื่อใด
ใบหน้าของฉีเซวียนหาวซีดเผือกกว่าเดิม เขารีบชี้ขึ้นไปด้วยมือสั่นเทา
“ท่านพ่อ เป็นมัน! เป็นมันที่ทำร้ายข้า!”
ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด หญิงสาวหลายคนของตระกูลฉีกลับเหม่อมองชายหนุ่มบนท้องฟ้าอย่างลืมตัว
“หล่อเหลายิ่งนัก...”
“นั่นสิ ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดดูดีถึงเพียงนี้มาก่อนเลย”
ฉีเซวียนหาวได้ยินดังนั้นก็โกรธจนกระอักโลหิตออกมาอีกคำ
“หุบปากเสีย พวกนังแพศยา!”
หญิงสาวคนหนึ่งรวบรวมความกล้าตะโกนถามขึ้นมา
“คุณชาย! เรื่องนี้อาจมีความเข้าใจผิดบางอย่างหรือไม่เจ้าคะ?”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“เข้าใจผิดเรื่องใด?”
น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ ทว่าความเย็นเยียบภายในกลับทำให้ทั่วทั้งลานเงียบลงโดยไม่รู้ตัว
“มันทำร้ายน้องสาวข้าจนกระดูกแตกทั่วร่างและเลือดอาบไปทั้งตัว ทั้งยังคิดจับนางไปเป็นนางบำเรอ”
“ส่วนข้าเพียงดีดมันกลับมาหาพวกเจ้า ยังไม่ได้ตัดแขนขาหรือทำสิ่งใดแม้แต่นิดเดียว”
ยูรันหันหน้าไปทางฉีเซวียนหาวซึ่งนอนอยู่ก้นหลุม
“เป็นเพราะมันกระจอกเกินไปจึงบาดเจ็บสาหัสเอง แล้วพวกเจ้าคิดว่าข้าเข้าใจสิ่งใดผิด?”
“...”
ผู้คนในตระกูลฉีเริ่มหันไปมองฉีเซวียนหาวด้วยสีหน้าเปลี่ยนไป
“บัดซบ คุณชายรองเป็นฝ่ายไปหาเรื่องเขาก่อนอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่เพียงหาเรื่อง ยังคิดจับน้องสาวของอีกฝ่ายไปเป็นนางบำเรอด้วย นี่มันลากภัยกลับมาให้พวกเราทั้งตระกูลชัด ๆ!”
“หากเป็นเรื่องจริง ต่อให้ถูกตีจนตายก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือ?”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นจากเหล่าลูกหลานสายรองมากขึ้นเรื่อย ๆ
ฉีเทียนกวงหันไปตวาดด้วยใบหน้ามืดครึ้ม
“หุบปาก!”
เสียงของเขาดังก้องไปทั่วลาน จนคนจากสายรองทั้งหมดเงียบลงทันที
“พวกเจ้าเป็นเพียงลูกหลานสายรอง บุตรชายของข้าจะทำสิ่งใด ยังไม่ถึงคราวให้พวกเจ้าสอดปาก!”
ยูรันฟังแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย
“ขยะเหมือนกันทั้งพ่อทั้งลูก น่าสมเพชจริง ๆ”
“เจ้า!”
ก่อนที่ฉีเทียนกวงจะได้กล่าวสิ่งใด หญิงสาวในอาภรณ์สีขาวผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาขวางเบื้องหน้าเขา
“ข้ามีนามว่าฉีชิงหราน เป็นพี่สาวของเซวียนหาวเจ้าค่ะ”
นางประสานมือให้ยูรัน ก่อนก้มศีรษะลงอย่างจริงใจ
“เรื่องนี้เป็นความผิดของน้องชายข้าเอง ข้าขออภัยคุณชายกับน้องสาวของท่านแทนเขา ได้โปรดระงับโทสะก่อนเถิดเจ้าค่ะ ไม่ว่าต้องชดเชยด้วยสิ่งใด ข้ายินดีหามาให้ทั้งหมด”
ยูรันย้อนถามโดยไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิด
“เจ้าจะชดเชยอย่างไร?”
เขายกมือขึ้นนับอย่างเกียจคร้าน
“ของวิเศษกับเงินที่ข้ามี ต่อให้นำออกมากองถมพื้น ก็เพียงพอจะสร้างพระราชวังเต็มสิบเมืองได้อย่างสบาย”
“สิ่งที่พวกเจ้าเห็นว่าเป็นสมบัติล้ำค่า สำหรับข้าก็เป็นเพียงขยะเท่านั้น”
“ตระกูลฉีของเจ้ามีมากพอจะชดเชยให้ข้าหรือ?”
ฉีชิงหรานฝืนยิ้มออกมา
“คุณชายคงกล่าวเกินจริงไปบ้าง ผู้ใดจะมีสมบัติมากมายถึงเพียงนั้นกันเจ้าคะ?”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“หน้าข้าตอนนี้เหมือนกำลังล้อเล่นหรือ?”
รอยยิ้มของฉีชิงหรานแข็งค้าง
ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่ไว้หน้า
“เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าเพิ่งหลอมสมบัติระดับเก้าออกมาชิ้นหนึ่ง ข่าวแพร่ไปทั่วเมืองใกล้เคียงแล้ว พวกเจ้ามัวแต่หมกตัวอยู่ในรูหนูจนไม่เคยได้ยินเลยหรือ?”
“ที่สำคัญ ในหมู่พวกเจ้าทั้งหมดมีผู้ใดสามารถหลอมสมบัติระดับเก้าออกมาได้บ้าง?”
“...”
ทั่วทั้งลานเงียบลงอีกครั้ง
ชายจากสายรองคนหนึ่งพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“เดี๋ยวก่อน ข้าเคยได้ยินข่าวนี้!”
เขารีบหันไปบอกคนรอบข้าง
“เมื่อไม่กี่วันก่อน คุณชายใหญ่แห่งตำหนักเสวียนเยว่หลอมของวิเศษระดับเก้าขึ้นมา ทางหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์เรียกมันว่า ‘กำไลหยกจักรพรรดิม่วง’ และนำออกประมูลจนได้ราคาสูงถึงสี่พันห้าร้อยหกสิบล้านเหรียญ!”
“วันนั้นขุมอำนาจน้อยใหญ่ในรัศมีกว่าสองพันลี้ต่างพากันมุ่งหน้าไปยังเมืองจันทราเร้นจนแทบทั้งหมด!”
“อะไรนะ?”
หญิงสาวอีกคนหันกลับไปมองยูรัน
“เช่นนั้นคุณชายใหญ่ในข่าวลือก็คือคนตรงหน้าพวกเราอย่างนั้นหรือ?!”
ใบหน้าของฉีชิงหรานซีดเผือกลงทันที
ฉีเซวียนหาวกลับรีบตะโกนแทรกขึ้นมา
“ท่านพ่อ อย่าไปฟังคำพูดของพวกมัน! ไอ้สวะนี่ไม่มีทางเป็นคุณชายใหญ่อะไรนั่นหรอก!”
ชายจากสายรองหันไปด่าเขาอย่างเหลืออด
“เซวียนหาว เจ้ามันตาบอดหรืออย่างไร? ข่าวลือบอกว่าคุณชายใหญ่สวมอาภรณ์สีดำแปลกตา ปิดเปลือกตาอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังหล่อเหลาจนสตรีเพียงเห็นครั้งแรกก็ไม่อาจละสายตาได้!”
เขาชี้ขึ้นไปทางยูรันด้วยมือสั่นเทา
“ทุกอย่างตรงกันถึงเพียงนี้ ยังจะเป็นผู้ใดได้อีก? ไอ้โง่เอ๊ย เจ้ากำลังลากพวกเราไปตายกันทั้งตระกูล!”
อีกคนรีบพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“จริงด้วย! ดูหญิงสาวรอบลานสิ ตั้งแต่เขาปรากฏตัวก็พากันเหม่อมองจนลืมหายใจไปหมดแล้ว นี่ต้องเป็นคุณชายใหญ่ไม่ผิดแน่!”
เหล่าหญิงสาวซึ่งถูกกล่าวถึงพลันหน้าแดง แต่ไม่มีผู้ใดคิดปฏิเสธ
ชายวัยกลางคนอีกคนตบหน้าผากตนเอง
“บัดซบ ข้าเองก็นึกออกแล้ว!”
“เมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้สืบทอดของสำนักอัคคีพิสุทธิ์ไปหาเรื่องคุณชายใหญ่ หลังจากนั้นเพียงคืนเดียว สำนักทั้งสำนักก็แทบไม่เหลือสภาพเดิม!”
เขากลืนน้ำลาย ก่อนลดเสียงลงด้วยความหวาดกลัว
“ทั้งเจ้าสำนัก ผู้อาวุโส และบรรพชนระดับหลอมรวมเต๋าถูกทำลายตบะ หักแขนขา แล้วโยนกองรวมกันไว้กลางลาน! ข่าวลือบางสายยังบอกอีกว่ามีคนถูกควักดวงตา ทำลายแก้วหู และบดกล่องเสียงจนไม่อาจร้องขอความช่วยเหลือได้ด้วย!”
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นทั่วทั้งลาน
ฉีชิงหรานหน้าซีดสลับเขียว นิ้วทั้งห้ากำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ
[ไอ้น้องชายโง่เง่า! ไปหาเรื่องผู้ใดไม่หา กลับเลือกหาเรื่องคนที่แตะต้องไม่ได้มากที่สุด!]
เสียงด่าทอรอบด้านยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ
“ไอ้โง่เซวียนหาวด่าทอคุณชายใหญ่ ทำร้ายน้องสาวของเขาจนบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังคิดจับนางไปเป็นนางบำเรออีก! คราวนี้หายนะมาเยือนตระกูลของเราจริง ๆ แล้ว!”
“ส่งตัวฉีเซวียนหาวออกไปเดี๋ยวนี้!”
“ถูกต้อง! ในฐานะผู้นำตระกูล ท่านจะปกป้องคนผิดแล้วลากพวกเราทั้งหมดไปตายด้วยหรืออย่างไร?!”
ฉีชิงหรานกัดฟันแน่น ก่อนรวบรวมความกล้าถามขึ้นมา
“คุณชาย ไม่มีหนทางใดที่จะยุติความขัดแย้งครั้งนี้อย่างสันติเลยหรือเจ้าคะ?”
“ไม่มี”
ยูรันตอบทันทีโดยไม่เสียเวลาครุ่นคิด
“นับจากวันนี้ ตระกูลฉีจะต้องหายไปจากเมืองวายุคราม”
สิ้นเสียง เขาก็สะบัดมือเบา ๆ
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
ไม่มีผู้ใดมองเห็นว่าเกิดสิ่งใดขึ้น กระทั่งแขนขาทั้งสี่ของฉีเซวียนหาวหลุดออกจากร่างและตกกระแทกพื้นพร้อมกัน
“อ๊ากกกกก!”
เสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วตระกูล ฉีเซวียนหาวดิ้นทุรนทุรายอยู่ก้นหลุม ขณะที่โลหิตไหลนองออกมาอย่างรวดเร็ว
ผู้คนโดยรอบต่างถอยกรูดด้วยใบหน้าซีดเผือก
“บัดซบ เมื่อครู่เป็นวิชาอะไรกัน? ข้ายังไม่ทันกะพริบตาด้วยซ้ำ แขนขาของคุณชายรองก็ขาดไปหมดแล้ว!”
“ไม่มีทั้งคลื่นพลังและการตั้งกระบวนท่า แม้แต่รอยตัดยังเรียบเนียนราวกับถูกแบ่งออกมาตั้งแต่แรก...บ้าไปแล้ว!”
ฉีชิงหรานตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือกไร้สีเลือด แม้ต้องการเข้าไปช่วยน้องชาย แต่เท้าทั้งสองกลับไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย
ฉีเทียนกวงเห็นสภาพของบุตรชายก็สูญเสียเหตุผลไปโดยสิ้นเชิง
“เจ้าบังอาจตัดแขนขาบุตรชายของข้า รนหาที่ตาย!”
ครืนนนน!
พลังระดับแปลงเทพขั้นกลางปะทุออกมาจากร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง แรงกดดันทำให้พื้นหินทั่วทั้งลานแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
ทว่ายังไม่ทันที่ฉีเทียนกวงจะปล่อยการโจมตีออกมา เสียงคมกริบสี่ครั้งก็ดังขึ้นอีกครา
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
แขนขาทั้งสี่หลุดออกจากร่างของเขาในเวลาเดียวกัน
“อ๊ากกกกกก!”
กลิ่นอายระดับแปลงเทพดับวูบ ฉีเทียนกวงร่วงลงกระแทกพื้น ก่อนดิ้นทุรนทุรายอยู่ท่ามกลางกองโลหิต
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!”
“ท่านผู้นำตระกูลยังไม่ทันได้โจมตีด้วยซ้ำ! ตามปกติอย่างน้อยก็ต้องแลกกันสักหนึ่งกระบวนท่าไม่ใช่หรือ?!”
ความหวาดกลัวซึ่งเคยมีอยู่แล้วพลันเพิ่มขึ้นหลายเท่า คนจากสายรองหลายคนรีบคุกเข่าลงโดยไม่ต้องมีผู้ใดออกคำสั่ง
“คุณชาย ได้โปรดเมตตาด้วย! พวกเราไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำของสองพ่อลูกแม้แต่น้อย!”
“ไม่ว่าท่านต้องการสิ่งใด พวกเรายินดีมอบให้ทั้งหมด ขอเพียงไว้ชีวิตพวกเราด้วย!”
ฉีเทียนกวงกัดฟันแน่น เขาฝืนรวบรวมพลังปราณเฮือกสุดท้าย ก่อนบังคับป้ายหยกซึ่งห้อยอยู่ตรงเอวให้ลอยขึ้นกลางอากาศ
เปรี๊ยะ!
ป้ายหยกแตกละเอียด แสงสายหนึ่งพุ่งเข้าไปยังส่วนลึกของตระกูลทันที
“ท่านบรรพชน ช่วยข้าด้วย!”