คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 492 ฆ่ามันเลยขอรับ7,373 ตัวอักษร

ตอนที่ 492 ฆ่ามันเลยขอรับ

ครืนนนน!

ทันทีที่เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังออกไป แรงกดดันอันมหาศาลก็ปะทุขึ้นจากส่วนลึกของตระกูลฉี

พื้นดินทั่วบริเวณสั่นสะเทือน ประตูห้องปิดด่านบนภูเขาด้านหลังเปิดออก ก่อนร่างชราร่างหนึ่งจะพุ่งทะยานขึ้นฟ้าและมาปรากฏอยู่ตรงหน้ายูรัน

ชายชราผู้นี้คือฉีชางไห่ บรรพชนซึ่งแข็งแกร่งที่สุดของตระกูลฉี

เขากวาดตามองฉีเทียนกวงกับฉีเซวียนหาวซึ่งสูญเสียแขนขา ก่อนหันกลับมาประสานมือให้ยูรัน

“พ่อหนุ่ม ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับความเสียหายแล้ว เรื่องนี้ให้จบลงเพียงเท่านี้เถิด”

ฉีเทียนกวงได้ยินดังนั้นก็รีบตะโกนขึ้นมาอย่างไม่ยินยอม

“ท่านบรรพชน จะประนีประนอมกับมันทำไม? ฆ่ามันเลยขอรับ!”

ฉีเซวียนหาวเองก็ร้องเสริมจากก้นหลุม

“ใช่แล้ว! มันทำให้ข้าบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังตัดแขนขาของท่านพ่อ ท่านบรรพชนต้องล้างแค้นให้พวกเรานะขอรับ!”

ยูรันยกมือขึ้นแคะหูอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับคำพูดของสองพ่อลูกเป็นเพียงเสียงรบกวน

คิ้วของฉีชางไห่กระตุกเล็กน้อย

[เจ้าเด็กนี่กล้าแคะหูต่อหน้าข้าเชียวหรือ? กลิ่นอายที่สัมผัสได้ก็อยู่เพียงระดับแปลงเทพเท่านั้น เหตุใดจึงไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย?]

ก่อนที่เขาจะตัดสินใจลงมือ ชายจากสายรองคนหนึ่งก็รีบคุกเข่าลงและตะโกนขึ้นมา

“ท่านบรรพชน อย่าได้ฟังความข้างเดียวจากฉีเซวียนหาวนะขอรับ! ชายตรงหน้าคือคุณชายใหญ่แห่งตำหนักเสวียนเยว่ เป็นบุคคลที่พวกเราไม่อาจล่วงเกินได้!”

“คุณชายใหญ่?”

ฉีชางไห่ขมวดคิ้ว

ผู้คนด้านล่างต่างแย่งกันอธิบายว่า ฉีเซวียนหาวทำร้ายเยวียนเหวินอวี้จนบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังคิดจับนางไปเป็นนางบำเรอ

จากนั้นพวกเขายังเล่าถึงกำไลหยกจักรพรรดิม่วงระดับเก้า ตลอดจนข่าวที่สำนักอัคคีพิสุทธิ์ถูกสตรีลึกลับระดับมหายานถล่มจนแทบหายไปจากแผนที่ภายในคืนเดียว

ทว่าผู้ลงมือเป็นใคร เหตุใดจึงลงมือ และเกี่ยวข้องกับคุณชายใหญ่ตรงหน้าอย่างไร ยังไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด

ยิ่งฉีชางไห่ได้ฟัง ใบหน้าของเขาก็ยิ่งซีดเผือกลงเรื่อย ๆ

[ของวิเศษระดับเก้า...เรื่องวุ่นวายภายในเมืองจันทราเร้น...ทั้งยังจัดการเทียนกวงซึ่งอยู่ระดับแปลงเทพขั้นกลางจนสูญเสียแขนขาได้อย่างง่ายดาย]

[ไอ้ลูกหลานโง่สองคนนั่นไปหาเรื่องตัวอะไรกลับมากันแน่?!]

ท่ามกลางเสียงรายงานอันวุ่นวาย หญิงสาวคนหนึ่งกลับโพล่งขึ้นมาอย่างไม่รู้กาลเทศะ

“ใช่เจ้าค่ะ! คุณชายทั้งหล่อเหลาและเก่งกาจถึงเพียงนี้ ไม่ทราบว่ามีคู่บำเพ็ญแล้วหรือยังเจ้าคะ?”

“นั่นสิ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน”

“ต่อให้มีแล้วก็คงไม่เป็นไรหรอกกระมัง ผู้แข็งแกร่งมีคู่บำเพ็ญหลายคนไม่ใช่เรื่องแปลกเสียหน่อย”

“หากคุณชายไม่รังเกียจ ข้าเองก็...”

“พวกเจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!”

ฉีเซวียนหาวตวาดจนกระอักโลหิตออกมาอีกคำ

[บัดซบ! พวกนังแพศยานี่กำลังคิดเปลี่ยนข้างต่อหน้าข้าเลยหรือ?!]

ยูรันปล่อยมือจากใบหู ก่อนถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

“ช่างเถอะ ข้าจะให้ทางเลือกพวกเจ้าสักครั้ง”

ทุกคนในตระกูลฉีเงียบลงทันที

“ข้าพูดไปแล้วว่าตระกูลฉีจะต้องหายไป จะให้กลับคำพูดตอนนี้ก็ดูไม่เป็นผู้ใหญ่เท่าไร”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“แต่หากพวกเจ้าตัดแขนขา ควักดวงตา ทำลายแก้วหู บดกล่องเสียง และตอนสองพ่อลูกนั่นเสีย จากนั้นทำลายตันเถียนแล้วขับพวกมันออกจากตระกูล ข้าก็อาจพิจารณาปล่อยคนที่เหลือไป”

“จำเอาไว้ หากภายหลังมีผู้ใดช่วยรักษาหรือรับพวกมันกลับมา ข้าจะย้อนมาทำให้ตระกูลฉีหายไปจริง ๆ”

ใบหน้าของฉีเทียนกวงกับฉีเซวียนหาวซีดเผือกลงพร้อมกัน

ฉีชางไห่ขมวดคิ้วแน่น

“พ่อหนุ่ม เจ้าคิดทำให้สายตรงของตระกูลฉีข้าสิ้นทายาทหรืออย่างไร?”

ยูรันยกมือชี้ไปทางฉีชิงหราน

“แล้วพวกเจ้ามีนางเอาไว้ทำอะไร?”

“หรือเก็บนางไว้เพียงเพื่อแต่งออกไปเชื่อมสัมพันธ์ เป็นเบี้ยให้พวกเจ้าใช้แลกผลประโยชน์เท่านั้น?”

คิ้วของฉีชิงหรานกระตุก นางค่อย ๆ หันไปหาบิดาด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ

“ท่านพ่อ...ท่านไม่ได้คิดเช่นนั้นจริง ๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

ฉีเทียนกวงกำลังเจ็บปวดและเดือดดาลจนหมดความอดทน เขาจึงตวาดออกไปโดยไม่คิดปิดบังอีกต่อไป

“หุบปาก!”

“ต่อให้เป็นเรื่องจริงแล้วอย่างไร? เจ้าเป็นเพียงสตรี จะทำสิ่งใดให้ตระกูลได้ นอกจากแต่งออกไปเชื่อมสัมพันธ์กับขุมอำนาจอื่น?”

เขาจ้องบุตรีด้วยสายตาเย็นชา

“หากไม่มีประโยชน์เช่นนั้น แล้วข้าจะเลี้ยงดูเจ้ามาจนถึงวันนี้เพื่ออะไร?!”

ร่างของฉีชิงหรานสั่นสะท้าน น้ำตาไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้างอย่างห้ามไม่อยู่

หญิงสาวหลายคนในตระกูลยกมือปิดปาก แต่ละคนมองฉีเทียนกวงด้วยความผิดหวังและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน

ยูรันยกมือขึ้นแคะหูอีกครั้ง

[น้ำเน่าชะมัด จัดการเองเสียเลยแล้วกัน]

เขาดีดนิ้วดังเป๊าะ

เป๊าะ!

โลหิตพลันพุ่งออกจากดวงตาและใบหูของฉีเทียนกวง กล่องเสียงภายในลำคอถูกทำลายในพริบตา ขณะที่พลังอีกสายพุ่งเข้าทำลายตันเถียนกับความสามารถในการสืบทอดทายาทของเขาอย่างสิ้นเชิง

ร่างซึ่งไร้แขนขาดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น ทว่าต่อให้เจ็บปวดเพียงใด เขากลับไม่อาจเปล่งเสียงร้องออกมาได้อีก

“ท่านบรรพชน รีบฆ่ามันสิขอรับ!” ฉีเซวียนหาวร้องตะโกนอย่างหวาดกลัว

ฉีชางไห่เห็นผู้เป็นผู้นำตระกูลถูกทำลายต่อหน้าต่อตา ความโกรธพลันเอาชนะความหวาดระแวงทั้งหมด

“เจ้าเด็กโอหัง!”

เขายกฝ่ามือขึ้น ก่อนพุ่งเข้าโจมตียูรันในเสี้ยวพริบตา

ทว่ายังไม่ทันขยับไปถึงครึ่งทาง มือเรียวข้างหนึ่งกลับพุ่งขึ้นมาจากเบื้องล่างและคว้าลำคอของเขาเอาไว้อย่างแม่นยำ

หมับ!

พลังทั่วร่างของฉีชางไห่ถูกกดจนดับวูบ ร่างของเขาหยุดค้างอยู่กลางอากาศและไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย

เยวียนชิงเหยาค่อย ๆ ลอยขึ้นมาหยุดข้างกายบุตรชาย ดวงตาเย็นเยียบจ้องชายชราตรงหน้า

“คิดแตะต้องลูกชายข้าหรือ?”

“ค่อก...”

ฉีชางไห่พยายามดิ้นรน แต่ไม่อาจสลัดมือของนางออกได้แม้แต่น้อย

“จะ...เจ้าเป็นใคร?”

เหนือท้องฟ้าด้านหลังเยวียนชิงเหยา ร่างของเยวียนจ้าวคุน ฉินหลัวซือ เยวียนจิ้งไห่ และคนจากตระกูลเยวียนทุกสายทยอยปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตราประจำตำหนักเสวียนเยว่บนอาภรณ์ของพวกเขาสะท้อนแสงเด่นชัด

เหล่าคนรับใช้ องครักษ์ ลูกหลานสายตรง สายรอง และผู้อาวุโสของตระกูลฉีต่างหน้าซีดเผือก

“ตระกูลเยวียน...”

“พวกเขาคือคนจากตระกูลเยวียน!”

เยวียนจิ้งไห่กวาดตามองคนเบื้องล่าง ก่อนตะโกนอย่างเดือดดาล

“บัดซบ! ไอ้สารเลวคนใดทำร้ายลูกสาวข้า? ข้าจะทำให้มันพิการไปตลอดชีวิต!”

ชายหนุ่มจากสายรองของตระกูลฉีรีบชี้ไปยังฉีเซวียนหาวซึ่งนอนอยู่ก้นหลุม

“คนนั้นขอรับ! ฉีเซวียนหาวเป็นผู้ลงมือทั้งหมด พวกเราไม่รู้เห็นกับมันแม้แต่น้อย ได้โปรดละเว้นพวกเราด้วยขอรับ!”

ผู้คนจากสายรองจำนวนมากรีบคุกเข่าลงและถอยห่างจากสองพ่อลูกทันที

ทว่าผู้อาวุโสคนหนึ่งของตระกูลฉีกลับทนรับความอัปยศไม่ได้ เขาก้าวออกมาแล้วตวาดด้วยใบหน้าแดงก่ำ

“พวกเจ้าคิดจะปล่อยให้คนนอกเข้ามากดขี่ตระกูลของเราถึงในบ้านเช่นนี้หรือ?!”

เขาหันไปออกคำสั่งแก่เหล่าองครักษ์

“เปิดค่ายกลพิทักษ์ตระกูล! นำของวิเศษทุกชิ้นออกมา ช่วยท่านบรรพชนจัดการพวกมัน!”

ครืนนนน!

เสาแสงหลายสิบต้นพุ่งขึ้นจากทั่วบริเวณ ก่อนเชื่อมต่อกันเป็นม่านค่ายกลขนาดใหญ่ปกคลุมตระกูลฉีเอาไว้

ฉีชางไห่เบิกตากว้าง เขาพยายามอ้าปากห้ามปราม แต่ลำคอยังถูกเยวียนชิงเหยาบีบเอาไว้แน่นจนไม่อาจเปล่งเสียงออกมา

[หยุดนะ ไอ้พวกโง่! สตรีผู้นี้อยู่ระดับมหายาน ส่วนข้าเป็นเพียงหลอมรวมเต๋า พวกเราจะเอาอะไรไปสู้กับนาง?!]

เยวียนจ้าวคุนมองเหล่าคนตระกูลฉีซึ่งหยิบอาวุธขึ้นมา ก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ผู้ใดวางอาวุธและคุกเข่าลง ห้ามแตะต้อง”

“ส่วนผู้ใดเลือกต่อต้านก็จัดการเสีย แต่อย่าฆ่า ทำเหมือนที่หลานชายข้าทำก็พอ”

“รับทราบ!”

คนจากตระกูลเยวียนแยกย้ายกันพุ่งลงจากท้องฟ้า

ตูม! ตูม! ตูม!

การปะทะระเบิดขึ้นทั่วลาน ของวิเศษกับเคล็ดวิชาหลากสีพุ่งเข้าใส่กันจากทุกทิศทาง ทว่าค่ายกลพิทักษ์ตระกูลฉีเพิ่งทำงานได้เพียงไม่กี่อึดใจ เยวียนชิงเหยาก็ปล่อยแรงกดดันระดับมหายานออกมาเพียงส่วนหนึ่ง

เพล้ง!

ม่านค่ายกลทั้งผืนแตกร้าว ก่อนระเบิดเป็นเศษแสงกระจายเต็มท้องฟ้า

ยูรันยังคงยืนอยู่กลางอากาศโดยไม่คิดเข้าร่วม เขาเพียงยกมือขึ้นแคะหูด้วยความรำคาญ

[วุ่นวายชะมัด อยู่กันเงียบ ๆ ไม่ได้หรืออย่างไรนะ]

ท่ามกลางเสียงระเบิด ฉีชิงหรานทรุดเข่าลงกับพื้น น้ำตาบดบังภาพตรงหน้าจนพร่ามัว ขณะที่เสียงรอบกายค่อย ๆ กลายเป็นเพียงเสียงอื้ออึง

คำพูดของบิดายังคงวนเวียนอยู่ภายในความคิดไม่ยอมหาย

[ไม่ว่าข้าจะพยายามมากเพียงใด สุดท้ายในสายตาของท่านพ่อ ข้าก็เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับเชื่อมสัมพันธ์เท่านั้นเองหรือ...]

การต่อสู้ดำเนินอยู่เพียงไม่นาน

เมื่อค่ายกลถูกทำลายและบรรพชนระดับหลอมรวมเต๋าถูกเยวียนชิงเหยาควบคุมไว้ ตระกูลฉีก็ไม่เหลือกำลังใดพอจะต้านทาน คนที่เลือกต่อต้านทั้งหมดจึงถูกสยบลงอย่างง่ายดาย

ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ลานกว้างก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงสภาพที่ไม่น่าดูของเหล่าผู้ต่อต้านซึ่งนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น