ตอนที่ 492 ฆ่ามันเลยขอรับ
ครืนนนน!
ทันทีที่เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังออกไป แรงกดดันอันมหาศาลก็ปะทุขึ้นจากส่วนลึกของตระกูลฉี
พื้นดินทั่วบริเวณสั่นสะเทือน ประตูห้องปิดด่านบนภูเขาด้านหลังเปิดออก ก่อนร่างชราร่างหนึ่งจะพุ่งทะยานขึ้นฟ้าและมาปรากฏอยู่ตรงหน้ายูรัน
ชายชราผู้นี้คือฉีชางไห่ บรรพชนซึ่งแข็งแกร่งที่สุดของตระกูลฉี
เขากวาดตามองฉีเทียนกวงกับฉีเซวียนหาวซึ่งสูญเสียแขนขา ก่อนหันกลับมาประสานมือให้ยูรัน
“พ่อหนุ่ม ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับความเสียหายแล้ว เรื่องนี้ให้จบลงเพียงเท่านี้เถิด”
ฉีเทียนกวงได้ยินดังนั้นก็รีบตะโกนขึ้นมาอย่างไม่ยินยอม
“ท่านบรรพชน จะประนีประนอมกับมันทำไม? ฆ่ามันเลยขอรับ!”
ฉีเซวียนหาวเองก็ร้องเสริมจากก้นหลุม
“ใช่แล้ว! มันทำให้ข้าบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังตัดแขนขาของท่านพ่อ ท่านบรรพชนต้องล้างแค้นให้พวกเรานะขอรับ!”
ยูรันยกมือขึ้นแคะหูอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับคำพูดของสองพ่อลูกเป็นเพียงเสียงรบกวน
คิ้วของฉีชางไห่กระตุกเล็กน้อย
[เจ้าเด็กนี่กล้าแคะหูต่อหน้าข้าเชียวหรือ? กลิ่นอายที่สัมผัสได้ก็อยู่เพียงระดับแปลงเทพเท่านั้น เหตุใดจึงไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย?]
ก่อนที่เขาจะตัดสินใจลงมือ ชายจากสายรองคนหนึ่งก็รีบคุกเข่าลงและตะโกนขึ้นมา
“ท่านบรรพชน อย่าได้ฟังความข้างเดียวจากฉีเซวียนหาวนะขอรับ! ชายตรงหน้าคือคุณชายใหญ่แห่งตำหนักเสวียนเยว่ เป็นบุคคลที่พวกเราไม่อาจล่วงเกินได้!”
“คุณชายใหญ่?”
ฉีชางไห่ขมวดคิ้ว
ผู้คนด้านล่างต่างแย่งกันอธิบายว่า ฉีเซวียนหาวทำร้ายเยวียนเหวินอวี้จนบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังคิดจับนางไปเป็นนางบำเรอ
จากนั้นพวกเขายังเล่าถึงกำไลหยกจักรพรรดิม่วงระดับเก้า ตลอดจนข่าวที่สำนักอัคคีพิสุทธิ์ถูกสตรีลึกลับระดับมหายานถล่มจนแทบหายไปจากแผนที่ภายในคืนเดียว
ทว่าผู้ลงมือเป็นใคร เหตุใดจึงลงมือ และเกี่ยวข้องกับคุณชายใหญ่ตรงหน้าอย่างไร ยังไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด
ยิ่งฉีชางไห่ได้ฟัง ใบหน้าของเขาก็ยิ่งซีดเผือกลงเรื่อย ๆ
[ของวิเศษระดับเก้า...เรื่องวุ่นวายภายในเมืองจันทราเร้น...ทั้งยังจัดการเทียนกวงซึ่งอยู่ระดับแปลงเทพขั้นกลางจนสูญเสียแขนขาได้อย่างง่ายดาย]
[ไอ้ลูกหลานโง่สองคนนั่นไปหาเรื่องตัวอะไรกลับมากันแน่?!]
ท่ามกลางเสียงรายงานอันวุ่นวาย หญิงสาวคนหนึ่งกลับโพล่งขึ้นมาอย่างไม่รู้กาลเทศะ
“ใช่เจ้าค่ะ! คุณชายทั้งหล่อเหลาและเก่งกาจถึงเพียงนี้ ไม่ทราบว่ามีคู่บำเพ็ญแล้วหรือยังเจ้าคะ?”
“นั่นสิ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน”
“ต่อให้มีแล้วก็คงไม่เป็นไรหรอกกระมัง ผู้แข็งแกร่งมีคู่บำเพ็ญหลายคนไม่ใช่เรื่องแปลกเสียหน่อย”
“หากคุณชายไม่รังเกียจ ข้าเองก็...”
“พวกเจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!”
ฉีเซวียนหาวตวาดจนกระอักโลหิตออกมาอีกคำ
[บัดซบ! พวกนังแพศยานี่กำลังคิดเปลี่ยนข้างต่อหน้าข้าเลยหรือ?!]
ยูรันปล่อยมือจากใบหู ก่อนถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
“ช่างเถอะ ข้าจะให้ทางเลือกพวกเจ้าสักครั้ง”
ทุกคนในตระกูลฉีเงียบลงทันที
“ข้าพูดไปแล้วว่าตระกูลฉีจะต้องหายไป จะให้กลับคำพูดตอนนี้ก็ดูไม่เป็นผู้ใหญ่เท่าไร”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แต่หากพวกเจ้าตัดแขนขา ควักดวงตา ทำลายแก้วหู บดกล่องเสียง และตอนสองพ่อลูกนั่นเสีย จากนั้นทำลายตันเถียนแล้วขับพวกมันออกจากตระกูล ข้าก็อาจพิจารณาปล่อยคนที่เหลือไป”
“จำเอาไว้ หากภายหลังมีผู้ใดช่วยรักษาหรือรับพวกมันกลับมา ข้าจะย้อนมาทำให้ตระกูลฉีหายไปจริง ๆ”
ใบหน้าของฉีเทียนกวงกับฉีเซวียนหาวซีดเผือกลงพร้อมกัน
ฉีชางไห่ขมวดคิ้วแน่น
“พ่อหนุ่ม เจ้าคิดทำให้สายตรงของตระกูลฉีข้าสิ้นทายาทหรืออย่างไร?”
ยูรันยกมือชี้ไปทางฉีชิงหราน
“แล้วพวกเจ้ามีนางเอาไว้ทำอะไร?”
“หรือเก็บนางไว้เพียงเพื่อแต่งออกไปเชื่อมสัมพันธ์ เป็นเบี้ยให้พวกเจ้าใช้แลกผลประโยชน์เท่านั้น?”
คิ้วของฉีชิงหรานกระตุก นางค่อย ๆ หันไปหาบิดาด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“ท่านพ่อ...ท่านไม่ได้คิดเช่นนั้นจริง ๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ฉีเทียนกวงกำลังเจ็บปวดและเดือดดาลจนหมดความอดทน เขาจึงตวาดออกไปโดยไม่คิดปิดบังอีกต่อไป
“หุบปาก!”
“ต่อให้เป็นเรื่องจริงแล้วอย่างไร? เจ้าเป็นเพียงสตรี จะทำสิ่งใดให้ตระกูลได้ นอกจากแต่งออกไปเชื่อมสัมพันธ์กับขุมอำนาจอื่น?”
เขาจ้องบุตรีด้วยสายตาเย็นชา
“หากไม่มีประโยชน์เช่นนั้น แล้วข้าจะเลี้ยงดูเจ้ามาจนถึงวันนี้เพื่ออะไร?!”
ร่างของฉีชิงหรานสั่นสะท้าน น้ำตาไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้างอย่างห้ามไม่อยู่
หญิงสาวหลายคนในตระกูลยกมือปิดปาก แต่ละคนมองฉีเทียนกวงด้วยความผิดหวังและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
ยูรันยกมือขึ้นแคะหูอีกครั้ง
[น้ำเน่าชะมัด จัดการเองเสียเลยแล้วกัน]
เขาดีดนิ้วดังเป๊าะ
เป๊าะ!
โลหิตพลันพุ่งออกจากดวงตาและใบหูของฉีเทียนกวง กล่องเสียงภายในลำคอถูกทำลายในพริบตา ขณะที่พลังอีกสายพุ่งเข้าทำลายตันเถียนกับความสามารถในการสืบทอดทายาทของเขาอย่างสิ้นเชิง
ร่างซึ่งไร้แขนขาดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น ทว่าต่อให้เจ็บปวดเพียงใด เขากลับไม่อาจเปล่งเสียงร้องออกมาได้อีก
“ท่านบรรพชน รีบฆ่ามันสิขอรับ!” ฉีเซวียนหาวร้องตะโกนอย่างหวาดกลัว
ฉีชางไห่เห็นผู้เป็นผู้นำตระกูลถูกทำลายต่อหน้าต่อตา ความโกรธพลันเอาชนะความหวาดระแวงทั้งหมด
“เจ้าเด็กโอหัง!”
เขายกฝ่ามือขึ้น ก่อนพุ่งเข้าโจมตียูรันในเสี้ยวพริบตา
ทว่ายังไม่ทันขยับไปถึงครึ่งทาง มือเรียวข้างหนึ่งกลับพุ่งขึ้นมาจากเบื้องล่างและคว้าลำคอของเขาเอาไว้อย่างแม่นยำ
หมับ!
พลังทั่วร่างของฉีชางไห่ถูกกดจนดับวูบ ร่างของเขาหยุดค้างอยู่กลางอากาศและไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย
เยวียนชิงเหยาค่อย ๆ ลอยขึ้นมาหยุดข้างกายบุตรชาย ดวงตาเย็นเยียบจ้องชายชราตรงหน้า
“คิดแตะต้องลูกชายข้าหรือ?”
“ค่อก...”
ฉีชางไห่พยายามดิ้นรน แต่ไม่อาจสลัดมือของนางออกได้แม้แต่น้อย
“จะ...เจ้าเป็นใคร?”
เหนือท้องฟ้าด้านหลังเยวียนชิงเหยา ร่างของเยวียนจ้าวคุน ฉินหลัวซือ เยวียนจิ้งไห่ และคนจากตระกูลเยวียนทุกสายทยอยปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตราประจำตำหนักเสวียนเยว่บนอาภรณ์ของพวกเขาสะท้อนแสงเด่นชัด
เหล่าคนรับใช้ องครักษ์ ลูกหลานสายตรง สายรอง และผู้อาวุโสของตระกูลฉีต่างหน้าซีดเผือก
“ตระกูลเยวียน...”
“พวกเขาคือคนจากตระกูลเยวียน!”
เยวียนจิ้งไห่กวาดตามองคนเบื้องล่าง ก่อนตะโกนอย่างเดือดดาล
“บัดซบ! ไอ้สารเลวคนใดทำร้ายลูกสาวข้า? ข้าจะทำให้มันพิการไปตลอดชีวิต!”
ชายหนุ่มจากสายรองของตระกูลฉีรีบชี้ไปยังฉีเซวียนหาวซึ่งนอนอยู่ก้นหลุม
“คนนั้นขอรับ! ฉีเซวียนหาวเป็นผู้ลงมือทั้งหมด พวกเราไม่รู้เห็นกับมันแม้แต่น้อย ได้โปรดละเว้นพวกเราด้วยขอรับ!”
ผู้คนจากสายรองจำนวนมากรีบคุกเข่าลงและถอยห่างจากสองพ่อลูกทันที
ทว่าผู้อาวุโสคนหนึ่งของตระกูลฉีกลับทนรับความอัปยศไม่ได้ เขาก้าวออกมาแล้วตวาดด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“พวกเจ้าคิดจะปล่อยให้คนนอกเข้ามากดขี่ตระกูลของเราถึงในบ้านเช่นนี้หรือ?!”
เขาหันไปออกคำสั่งแก่เหล่าองครักษ์
“เปิดค่ายกลพิทักษ์ตระกูล! นำของวิเศษทุกชิ้นออกมา ช่วยท่านบรรพชนจัดการพวกมัน!”
ครืนนนน!
เสาแสงหลายสิบต้นพุ่งขึ้นจากทั่วบริเวณ ก่อนเชื่อมต่อกันเป็นม่านค่ายกลขนาดใหญ่ปกคลุมตระกูลฉีเอาไว้
ฉีชางไห่เบิกตากว้าง เขาพยายามอ้าปากห้ามปราม แต่ลำคอยังถูกเยวียนชิงเหยาบีบเอาไว้แน่นจนไม่อาจเปล่งเสียงออกมา
[หยุดนะ ไอ้พวกโง่! สตรีผู้นี้อยู่ระดับมหายาน ส่วนข้าเป็นเพียงหลอมรวมเต๋า พวกเราจะเอาอะไรไปสู้กับนาง?!]
เยวียนจ้าวคุนมองเหล่าคนตระกูลฉีซึ่งหยิบอาวุธขึ้นมา ก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ผู้ใดวางอาวุธและคุกเข่าลง ห้ามแตะต้อง”
“ส่วนผู้ใดเลือกต่อต้านก็จัดการเสีย แต่อย่าฆ่า ทำเหมือนที่หลานชายข้าทำก็พอ”
“รับทราบ!”
คนจากตระกูลเยวียนแยกย้ายกันพุ่งลงจากท้องฟ้า
ตูม! ตูม! ตูม!
การปะทะระเบิดขึ้นทั่วลาน ของวิเศษกับเคล็ดวิชาหลากสีพุ่งเข้าใส่กันจากทุกทิศทาง ทว่าค่ายกลพิทักษ์ตระกูลฉีเพิ่งทำงานได้เพียงไม่กี่อึดใจ เยวียนชิงเหยาก็ปล่อยแรงกดดันระดับมหายานออกมาเพียงส่วนหนึ่ง
เพล้ง!
ม่านค่ายกลทั้งผืนแตกร้าว ก่อนระเบิดเป็นเศษแสงกระจายเต็มท้องฟ้า
ยูรันยังคงยืนอยู่กลางอากาศโดยไม่คิดเข้าร่วม เขาเพียงยกมือขึ้นแคะหูด้วยความรำคาญ
[วุ่นวายชะมัด อยู่กันเงียบ ๆ ไม่ได้หรืออย่างไรนะ]
ท่ามกลางเสียงระเบิด ฉีชิงหรานทรุดเข่าลงกับพื้น น้ำตาบดบังภาพตรงหน้าจนพร่ามัว ขณะที่เสียงรอบกายค่อย ๆ กลายเป็นเพียงเสียงอื้ออึง
คำพูดของบิดายังคงวนเวียนอยู่ภายในความคิดไม่ยอมหาย
[ไม่ว่าข้าจะพยายามมากเพียงใด สุดท้ายในสายตาของท่านพ่อ ข้าก็เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับเชื่อมสัมพันธ์เท่านั้นเองหรือ...]
การต่อสู้ดำเนินอยู่เพียงไม่นาน
เมื่อค่ายกลถูกทำลายและบรรพชนระดับหลอมรวมเต๋าถูกเยวียนชิงเหยาควบคุมไว้ ตระกูลฉีก็ไม่เหลือกำลังใดพอจะต้านทาน คนที่เลือกต่อต้านทั้งหมดจึงถูกสยบลงอย่างง่ายดาย
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ลานกว้างก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงสภาพที่ไม่น่าดูของเหล่าผู้ต่อต้านซึ่งนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น