ตอนที่ 493 รันเอ๋อร์ ลูกคิดจะจัดการต่ออย่างไร
เหล่าผู้ต่อต้านซึ่งนอนอยู่ทั่วลานล้วนมีสภาพไม่ต่างกัน แขนขาถูกตัด ตันเถียนถูกทำลาย ดวงตามืดบอด การได้ยินสูญสิ้น ทั้งลิ้นและกล่องเสียงยังถูกทำลายจนไม่อาจเปล่งคำพูดออกมาได้อีก
พวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ ทว่าไม่เหลือความสามารถแม้แต่จะช่วยเหลือตนเอง
ฉีเซวียนหาวมองภาพตรงหน้าด้วยใบหน้าซีดเผือก เขารู้ดีว่าตนเองกำลังจะมีสภาพไม่ต่างจากคนเหล่านั้น
ยูรันค่อย ๆ ลดระดับลงมายืนบนพื้น ก่อนถอนหายใจยาว
“เฮ้อ วุ่นวายจริง”
เยวียนชิงเหยายังคงบีบลำคอฉีชางไห่เอาไว้ นางหันมาถามบุตรชาย
“รันเอ๋อร์ ลูกคิดจะจัดการต่ออย่างไร?”
ยูรันครุ่นคิดเล็กน้อย
“อืม นั่นสิ ข้าประกาศไปแล้วว่าจะทำให้ตระกูลฉีหายไป ก็คงต้องทำตามนั้น หากกลับคำตอนนี้ เดี๋ยวจะถูกหาว่าไม่รักษาคำพูด”
เยวียนชิงเหยากล่าวอย่างไม่ลังเล
“เช่นนั้นก็ฆ่าพวกมันทิ้งทั้งหมด จะได้จบปัญหา”
ยูรันยักไหล่
“แล้วแต่ท่านแม่ อย่างไรข้าก็ไม่ได้เป็นคนฆ่าอยู่แล้ว”
ได้ยินดังนั้น ผู้คนจากตระกูลฉีซึ่งยอมจำนนต่างหน้าซีดเผือก หลายคนก้มศีรษะแนบพื้นและเริ่มร้องขอชีวิต
เยวียนเหวินอวี้มองคนเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปกระทืบศีรษะฉีเซวียนหาวซ้ำหลายครั้ง
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
“จัดการไอ้โง่นี่กับคนที่ต่อต้านก็เพียงพอแล้วกระมังเจ้าคะ?”
นางหันกลับมาหายูรัน
“ส่วนตระกูลฉี พวกเราก็ยุบชื่อเสีย แล้วยึดสมบัติกับทรัพยากรทั้งหมดกลับไป เท่านี้พวกเขาก็ไม่มีอำนาจพอจะกลับมาแก้แค้นอีก”
“คนอื่นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หากพวกเราจัดการทุกคนไปด้วย จะดูใจร้ายเกินไปหรือไม่เจ้าคะ?”
ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
“อืม เอาตามที่เจ้าว่าแล้วกัน ตันเถียนระดับหลอมรวมเต๋าก็ได้มาแล้ว ธุระของข้าหมดเพียงเท่านี้”
เขายกมือขึ้นโบกให้ทุกคน
“ข้ากลับก่อนละ ที่เหลือพวกท่านจัดการกันเองแล้วกัน”
สิ้นเสียง ร่างของยูรันก็หายไปในพริบตา
เยวียนจิ้งไห่มองตำแหน่งซึ่งหลานชายเคยยืน ก่อนหันกลับไปทางคนตระกูลฉีอย่างไม่สบอารมณ์
“บัดซบ พวกเจ้านี่โชคดีชะมัด หากเป็นตามปกติคงถูกฆ่าล้างตระกูลไปแล้ว”
เขาแค่นเสียง ก่อนหันไปสั่งคนของตนให้เริ่มรวบรวมสมบัติทั้งหมด
เยวียนเหวินอวี้สังเกตเห็นฉีชิงหรานนั่งร้องไห้อยู่เงียบ ๆ มาตั้งแต่ต้นจนจบ นางจึงเดินเข้าไปหา ก่อนยกมือตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ
“พี่สาว หากหลังจากนี้ไม่มีที่ไป ก็มาหาข้าได้นะ”
ฉีชิงหรานค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา
เยวียนเหวินอวี้ยิ้มให้นางอย่างจริงใจ
“พี่ชายจ๋าของข้าใจดีมาก หลังจากนี้แม้จะไม่มีตระกูลฉีอยู่ในเมืองวายุครามอีก แต่พี่ชายจ๋าก็ไม่ได้ห้ามพวกท่านไปเริ่มต้นใหม่ที่เมืองอื่นนี่เจ้าคะ”
นางยกมือเช็ดน้ำตาตรงแก้มของฉีชิงหรานอย่างแผ่วเบา
“ข้ารู้สึกว่าพี่สาวเป็นคนดี ไม่เหมือนไอ้ขยะสองคนนั่นแม้แต่น้อย”
ฉีชิงหรานกลับยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
นางพยายามทำทุกสิ่งเพื่อตระกูลมาตลอดชีวิต แต่สุดท้ายกลับพบว่าตนเป็นเพียงเครื่องมือในสายตาของบิดา
[ตระกูลของนางเป็นฝ่ายทำให้ตระกูลข้าต้องล่มสลายแท้ ๆ แต่นางกลับเป็นคนเดียวที่เข้ามาปลอบข้า...]
เซี่ยเยว่หลีมองภาพตรงหน้า ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“เฮ้อ ดูเหมือนนางจะติดนิสัยของสามีมาเต็ม ๆ แล้วสินะ”
ลู่ชิงถานพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“พวกเราก็ติดนิสัยท่านพี่กันทั้งนั้นแหละเจ้าค่ะ ผู้ใดจะกล้าขัดใจเขากัน?”
เซี่ยเยว่หลีเหลือบมองฉีชิงหราน
“ถือเป็นเรื่องดี หากคนที่เก็บกลับไปด้วยไม่ใช่สตรีน่ะนะ”
ลู่ชิงถานกะพริบตาปริบ ๆ
“เหตุใดจึงไม่ดีหรือเจ้าคะ?”
ไป๋หลิงตอบแทนทันที
“เพราะมีบัณฑิตเก๊บางคนจ้องแต่จะหาน้องหญิงเพิ่มให้พวกเราอย่างไรเล่า”
โม่ชิงเฟิงสะดุ้ง ก่อนรีบโบกมือปฏิเสธ
“ข้าเปล่านะ! ข้าเลิกนิสัยเช่นนั้นไปนานแล้ว!”
หนานอวี้โบกมืออย่างหมดความสนใจ
“ช่างพี่ใหญ่เถอะ ข้านึกว่าจะสนุกกว่านี้เสียอีก คนพวกนี้อ่อนแอเกินไป ข้ายังไม่ได้ใช้วิชาใดจริงจังเลยสักอย่าง”
นางมองเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลฉีซึ่งนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น ก่อนถอนหายใจ
“ตบะเพียงแก่นทองคำก็ได้รับการเรียกขานเป็นผู้อาวุโสแล้ว ปวกเปียกจริง ๆ”
เยวียนเหวินอวี้ไม่ได้สนใจบทสนทนาด้านหลัง นางยังคงพยายามปลอบฉีชิงหราน
“พี่สาว อย่าเศร้าไปเลยนะเจ้าคะ เอ้านี่”
นางหยิบลูกอมเม็ดหนึ่งออกมา ก่อนวางลงบนฝ่ามือของอีกฝ่าย
“ไว้พวกเราเจอกันใหม่นะ”
ฉีชิงหรานกำลูกอมเอาไว้แน่น ก่อนปาดน้ำตาและพยักหน้า
“อืม ขอบใจเจ้ามาก”
เมื่อรวบรวมทรัพยากรและสมบัติของตระกูลฉีเสร็จเรียบร้อย คนจากตระกูลเยวียนก็ทยอยเดินทางกลับ
ฉีชิงหรานยืนมองเยวียนเหวินอวี้ซึ่งโดยสารกระบี่บินของบิดาหายลับไปจากท้องฟ้า มือของนางยังคงกำลูกอมเม็ดนั้นเอาไว้แน่น
[เยวียนเหวินอวี้สินะ...]
นางสูดหายใจลึก ก่อนหันกลับไปมองผู้คนที่เหลืออยู่
“ช่วยกันรักษาผู้บาดเจ็บและเก็บของใช้จำเป็นเสีย หลังจากวันนี้จะไม่มีตระกูลฉีแห่งเมืองวายุครามอีกต่อไป”
“เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว พวกเจ้าก็แยกย้ายไปตามทางของตนเองเถิด”
ฉีชิงหรานเงยหน้ามองไปยังทิศทางของเมืองจันทราเร้น
“ส่วนข้า จะไปตำหนักเสวียนเยว่”
ผู้คนที่เหลือพยักหน้ารับอย่างเศร้าสร้อย แม้ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต แต่การต้องละทิ้งสถานที่ซึ่งเคยเรียกว่าบ้านและแยกย้ายกันไปคนละทางยังคงทำให้ทุกคนรู้สึกหนักอึ้ง
บริเวณโถงชั้นล่างของหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์ สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังยืนเท้าเอวอยู่เบื้องหน้าสองพี่น้องสวี่ ด้านหลังของนางยังมีญาติอีกเจ็ดแปดคนติดตามมาด้วย
“สวี่เฟิง เจ้าทำกับป้าเช่นนี้ได้อย่างไร!”
สตรีผู้นี้มีนามว่าสวี่ชุนฮวา เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของบิดาสวี่เฟิง หลังได้ยินข่าวว่าสองพี่น้องได้รับเงินจากการประมูลหลายพันล้าน นางก็รีบรวบรวมญาติมาเรียกร้องส่วนแบ่งทันที
เมื่อวานนางเคยมาที่นี่รอบหนึ่งแล้ว ทว่ากลับถูกเถียนซูเจินสั่งให้คนโยนออกไป คราวนี้นางจึงพาผู้อาวุโสของตระกูลมาด้วยหลายคน หวังใช้ฐานะผู้อาวุโสบีบบังคับสองพี่น้องให้ยอมจำนน
สวี่ชุนฮวาตบอกตนเองเสียงดัง ก่อนชี้หน้าหลานชายด้วยมือสั่นเทา
“เจ้าได้เงินมาตั้งหลายพันล้าน แบ่งให้พวกเราครึ่งหนึ่งแล้วจะเป็นอะไรไป? ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน!”
เหนือหอสมบัติขึ้นไป ยูรันมองลงมาจากท้องฟ้า
[เฮ้อ ข้าเพียงมารอที่นี่ค่อยไปกินข้าวเที่ยง เหตุใดจึงต้องเจอเรื่องปัญญาอ่อนเช่นนี้ด้วย?]
ภายในหอ สวี่เฟิงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้น
“ท่านป้า ครอบครัวเดียวกันอะไร?”
“ตอนพี่สาวข้าป่วยหนัก พวกท่านหายหัวไปอยู่ที่ใดกัน? ข้าเคยไปคุกเข่าขอความช่วยเหลือถึงหน้าประตูบ้านท่าน ขอเพียงเงินซื้อยาสักไม่กี่สิบเหรียญ แต่พวกท่านกลับสาดน้ำไล่ข้าออกมา!”
สวี่ชุนฮวาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนแผดเสียงสูงกว่าเดิม
“ตอนนั้นครอบครัวป้าเองก็ลำบาก! ป้าจะเอาเงินจากที่ใดมาช่วยพวกเจ้า?”
“ลำบากหรือ?”
สวี่เฟิงหัวเราะออกมาทั้งที่ดวงตาแดงก่ำ
“วันเดียวกันนั้น บุตรชายของท่านเพิ่งซื้อกระบี่เล่มใหม่ราคาสามพันเหรียญ! พวกท่านยังจัดงานเลี้ยงฉลองจนเสียงดังไปครึ่งถนน แต่กลับบอกว่าไม่มีเงินช่วยซื้อยาให้พี่สาวข้า!”
เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วโถง แขกหลายคนเริ่มมองสวี่ชุนฮวาด้วยแววตารังเกียจ
ใบหน้าของนางแดงสลับเขียว ทว่ายังคงเถียงอย่างไม่ยอมแพ้
“เงินของครอบครัวข้า ข้าจะใช้กับบุตรชายของตนเองแล้วผิดตรงไหน? อีกอย่าง พี่สาวเจ้านอนป่วยมาหลายปี ผู้ใดจะรู้ว่าทุ่มเงินรักษาไปแล้วจะรอดหรือไม่!”
สวี่ซูเหยาซึ่งยืนเงียบอยู่ด้านข้างมาตลอดพลันตัวสั่นเล็กน้อย
นางยังจำวันนั้นได้ดี สวี่เฟิงกลับมาถึงบ้านด้วยเสื้อผ้าเปียกชุ่ม ใบหน้ามีรอยฝ่ามือ และหัวเข่าทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเลือด แต่ยังฝืนยิ้มแล้วบอกนางว่าไม่เป็นอะไร
สวี่เฟิงก้าวเข้ามาบังพี่สาวเอาไว้ ก่อนตวาดด้วยความโกรธ
“เพราะฉะนั้น ตอนที่พวกเรากำลังจะอดตาย พวกท่านจึงมองว่าพวกเราไม่ใช่ครอบครัว แต่พอข้ามีเงินขึ้นมา กลับเพิ่งนึกได้ว่าตนเองเป็นป้าของข้างั้นหรือ?!”
สวี่ชุนฮวาเม้มริมฝีปาก ก่อนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาซึ่งไม่มีอยู่จริง
“เฟิงเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงพูดจาไร้น้ำใจถึงเพียงนี้?”
“แม้ป้าจะไม่ได้ให้เงิน แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ป้าก็เป็นห่วงพวกเจ้าอยู่ทุกวัน หลังบิดามารดาของเจ้าจากไป ป้านอนไม่หลับตั้งกี่คืน เจ้ารู้บ้างหรือไม่?”
นางสูดจมูก ก่อนหันไปกล่าวกับผู้คนรอบด้านด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ทุกคนช่วยตัดสินให้ข้าที! ข้าเป็นป้าแท้ ๆ ของเขา เห็นพวกเขาเติบโตมาตั้งแต่ยังเล็ก บัดนี้หลานชายร่ำรวยแล้ว ข้าเพียงขอให้ช่วยเหลือญาติพี่น้องบ้าง กลับถูกเขาประณามต่อหน้าผู้คนมากมาย!”
“พี่ชายของข้าเลี้ยงดูบิดาของพวกเขามาด้วยกันตั้งแต่เล็ก หากไม่มีตระกูลสวี่ จะมีสองพี่น้องยืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?”
“พวกเราก็ไม่ได้โลภสักหน่อย เงินหลายพันล้านแบ่งให้ครอบครัวครึ่งหนึ่ง พวกเขายังเหลือใช้ไปอีกหลายชั่วชีวิต แต่เด็กสองคนนี้กลับคิดจะเก็บเอาไว้เพียงลำพัง!”
ผู้อาวุโสเคราขาวซึ่งยืนอยู่ด้านหลังนางพยักหน้า ก่อนใช้ไม้เท้ากระแทกพื้น
“ชุนฮวากล่าวถูกต้อง ทรัพย์สินมหาศาลเช่นนี้ เด็กสองคนดูแลเองย่อมไม่ปลอดภัย ส่งมอบให้ตระกูลครึ่งหนึ่งเพื่อให้พวกเราช่วยจัดการจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด”
สวี่เฟิงแค่นหัวเราะ
“ช่วยจัดการ?”
“หรือหมายถึงช่วยกันผลาญจนหมด?”
“บังอาจ!”
ผู้อาวุโสเคราขาวตวาดเสียงดัง
“เจ้าเป็นเพียงชนรุ่นหลัง กล้าพูดกับผู้อาวุโสเช่นนี้ได้อย่างไร? ต่อให้วันนี้เจ้าได้รับวาสนาครั้งใหญ่ ก็ยังเป็นลูกหลานของตระกูลสวี่!”
สวี่ซูเหยาสูดหายใจลึก ก่อนก้าวออกมายืนข้างน้องชาย
“ท่านผู้อาวุโส เมื่อสามปีก่อน พวกท่านเป็นผู้ขีดชื่อข้ากับน้องชายออกจากทะเบียนตระกูลด้วยตนเองไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
“ตอนนั้นพวกท่านกล่าวว่าข้าเป็นตัวกาลกิณี ส่วนน้องชายเป็นคนไร้รากปราณ เลี้ยงเอาไว้ก็มีแต่สิ้นเปลืองข้าวปลา ตั้งแต่วินาทีนั้น พวกเราสองคนก็ไม่ได้เป็นคนของตระกูลสวี่อีกต่อไปแล้ว”