ตอนที่ 494 สวรรค์ไม่มีตา
เสียงรอบด้านเงียบลงชั่วขณะ
ผู้อาวุโสเคราขาวใบหน้าแข็งค้าง เห็นได้ชัดว่าไม่คิดว่าสตรีซึ่งเคยอ่อนแอจนแทบลุกจากเตียงไม่ได้จะกล้าโต้แย้งตนเองต่อหน้าผู้คน
สวี่ชุนฮวารีบพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของสวี่ซูเหยา
“ซูเหยา เจ้าอย่าได้ฟังน้องชายยุยง! พวกเราเป็นญาติกัน เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ต่อให้เคยมีเรื่องเข้าใจผิดกันบ้าง เจ้าจะจดจำความแค้นไปชั่วชีวิตเลยหรือ?”
สวี่ซูเหยาดึงมือกลับอย่างช้า ๆ
“ตอนข้าป่วยจนคิดว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงเช้าวันถัดไป ข้าไม่เคยเห็นญาติคนใดมาเยี่ยมแม้แต่คนเดียว”
“ผู้ที่แบกข้าไปหาหมอ ผู้ที่ยอมอดข้าวเพื่อซื้อยา และผู้ที่คุกเข่าขอร้องผู้คนทั่วทั้งเมือง ล้วนเป็นเฟิงเอ๋อร์เพียงคนเดียว”
น้ำตาค่อย ๆ เอ่อคลอดวงตาของนาง ทว่าน้ำเสียงกลับมั่นคงอย่างยิ่ง
“ครอบครัวของข้ามีเพียงน้องชายคนนี้ ส่วนพวกท่านเป็นผู้ตัดขาดพวกเราไปตั้งแต่สามปีก่อนแล้วเจ้าค่ะ”
สวี่ชุนฮวาเบิกตากว้าง ก่อนทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นแล้วตบต้นขาตนเองเสียงดัง
“สวรรค์! พี่ใหญ่ ท่านได้ยินหรือไม่? บุตรสาวที่ท่านทิ้งเอาไว้ไม่ยอมรับแม้แต่ญาติของตนเองแล้ว!”
“คนมีเงินแล้วเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หากรู้ว่าพวกเจ้าจะอกตัญญูเช่นนี้ วันนั้นข้าน่าจะปล่อยให้พวกเจ้าอดตายอยู่ข้างถนนเสีย!”
สวี่เฟิงก้าวไปข้างหน้าทันที แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชา
“ในที่สุดท่านก็พูดความจริงออกมาแล้วสินะ”
สวี่ชุนฮวารู้ตัวว่าหลุดปาก ทว่านางกลับกัดฟันแล้วชี้หน้าหลานชาย
“ข้าไม่สน! วันนี้พวกเจ้าต้องมอบเงินให้ตระกูลครึ่งหนึ่ง ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ทางสายเลือด!”
เหล่าญาติซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเริ่มขยับเข้ามาล้อมสองพี่น้องทีละคน
เหนือหลังคาหอสมบัติ ยูรันยังคงลอยตัวอยู่กลางอากาศโดยไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา
[ไหน ลองดูสิว่าพลังของบุตรแห่งโชคชะตาผู้มีวาสนาเต็มเปี่ยมจะทำได้ถึงเพียงใด]
ยังไม่ทันที่เหล่าญาติจะเข้าถึงตัวสองพี่น้อง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากกลุ่มผู้ชมและขวางทางเอาไว้
“ท่านป้า อย่าหาว่าข้าสอดเรื่องครอบครัวผู้อื่นเลยนะ แต่ต่อให้ข้าเป็นญาติสนิทของเด็กสองคนนี้ หรือกระทั่งเป็นบิดาแท้ ๆ ของพวกเขา ข้าก็ไม่มีหน้าไปขอทรัพย์สินครึ่งหนึ่งเช่นนี้หรอก”
เขากวาดตามองผู้คนรอบด้าน ก่อนกล่าวต่อ
“ข้ากล้ารับรองว่าไม่มีผู้ใดในที่นี้อยากได้ทรัพย์สินของสองพี่น้องแม้แต่เหรียญเดียว”
สวี่ชุนฮวาหันขวับไปถลึงตาใส่เขา
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร? นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวข้า คนนอกอย่างพวกเจ้าเกี่ยวอะไรด้วย!”
ชายวัยกลางคนชะงัก ก่อนชี้นิ้วเข้าหาตนเอง
“เมื่อครู่เจ้าเพิ่งขอให้พวกเราช่วยตัดสินไม่ใช่หรือ?”
“ตอนนี้พอคำตัดสินไม่ถูกใจ กลับหาว่าพวกเราเป็นคนนอกเสียแล้ว?”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วทั้งโถง
สวี่ชุนฮวากัดฟันกรอด
“ข้าขอให้พวกเจ้าตัดสินว่าเด็กสองคนนี้อกตัญญูหรือไม่ ไม่ได้ขอให้เข้ามายุ่งเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน!”
หญิงชราผู้หนึ่งส่ายหน้า ก่อนกล่าวขึ้นอย่างเหลืออด
“อย่าเอาเลย เงินของพวกเขาก็คือเงินของพวกเขา เจ้าไม่ได้ช่วยหาแม้แต่เหรียญเดียว จะเรียกร้องไปเพื่ออะไร?”
พ่อค้าอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย
“อย่าเอาเลยป้า หากต้องการความช่วยเหลือจริงก็ขอแต่พอสมควร นี่เปิดปากมาก็เรียกครึ่งหนึ่ง ต่อให้เป็นโจรยังไม่กล้าปล้นกันต่อหน้าผู้คนถึงเพียงนี้”
“อย่าเอาเลย!”
“ปล่อยเด็กสองคนนี้ไปเถอะ!”
“พวกเขาลำบากกันมาหลายปี เพิ่งได้รับวาสนาครั้งใหญ่ เจ้าก็คิดจะเข้ามาแย่งเสียแล้วหรือ?”
“ตอนป่วยไม่เคยเห็นหน้า พอร่ำรวยกลับยกพวกมาหาถึงที่ ช่างเป็นญาติที่น่าประทับใจจริง ๆ!”
เสียงห้ามปรามดังขึ้นจากทุกทิศทางจนสวี่ชุนฮวาหน้าแดงก่ำ
“หุบปาก!”
นางตวาดสุดเสียง ก่อนชี้หน้าผู้คนรอบด้านทีละคน
“พวกเจ้ารู้เรื่องครอบครัวข้าดีเพียงใด ถึงกล้ากล่าวหาว่าข้าไม่เคยช่วยเหลือพวกเขา? ตอนพวกเขายังเล็ก ข้าเคยอุ้ม เคยป้อนข้าว ทั้งยังเคยมอบขนมให้ตั้งหลายครั้ง บุญคุณเหล่านี้ไม่มีค่าเลยหรืออย่างไร!”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งฟังแล้วถึงกับหลุดหัวเราะ
“เคยให้ขนมไม่กี่ชิ้น จึงคิดแลกกับเงินสองพันกว่าล้านเหรียญหรือ? ขนมบ้านเจ้าทำจากโอสถระดับสิบหรืออย่างไร?”
เสียงหัวเราะดังสนั่นกว่าเดิม
สวี่ชุนฮวาหันกลับไปหาสองพี่น้อง ก่อนยกมือทุบหน้าอกตนเอง
“ซูเหยา เฟิงเอ๋อร์ พวกเจ้าได้ยินหรือไม่? คนเหล่านี้กำลังดูหมิ่นป้าของพวกเจ้า!”
“พวกเจ้ายังจะยืนมองเฉย ๆ อีกหรือ? ต่อให้ไม่เห็นแก่ข้า ก็ควรเห็นแก่บิดาของพวกเจ้า หากวิญญาณของเขารู้ว่าบุตรทั้งสองปล่อยให้คนนอกเหยียบย่ำน้องสาวแท้ ๆ คงต้องเจ็บปวดเพียงใด!”
สวี่ซูเหยาหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หากท่านพ่อยังอยู่ ท่านคงเป็นคนแรกที่ขับไล่ผู้คิดแย่งชิงทรัพย์สินของเฟิงเอ๋อร์ออกไปเจ้าค่ะ”
“เจ้า!”
สวี่ชุนฮวาชี้หน้านางด้วยมือสั่นเทา
ผู้อาวุโสเคราขาวรีบก้าวออกมา แล้วใช้ไม้เท้ากระแทกพื้นอีกครั้ง
“พอได้แล้ว! ต่อให้ชุนฮวาเรียกร้องมากเกินไปบ้าง แต่สิ่งที่นางกล่าวเรื่องสายเลือดก็ไม่ผิด สวี่เฟิงควรมอบเงินบางส่วนให้ตระกูลเพื่อแสดงความกตัญญู!”
ชายวัยกลางคนซึ่งออกหน้าคนแรกหันไปมองเขา
“อย่าเอาเลยท่านผู้อาวุโส เมื่อครู่พวกเขาบอกแล้วว่าตระกูลขีดชื่อสองพี่น้องออกจากทะเบียนไปตั้งแต่สามปีก่อน จะมาเรียกร้องความกตัญญูตอนนี้ไม่ช้าเกินไปหน่อยหรือ?”
“ถูกต้อง อย่าเอาเลย!”
“หากอยากได้จริง เหตุใดไม่รับพวกเขากลับเข้าตระกูลตั้งแต่ตอนยังยากจน?”
“พอเห็นเงินหลายพันล้านก็คิดเปลี่ยนทะเบียนตระกูลตามใจชอบ แล้วกฎของตระกูลพวกเจ้ามีไว้ทำอะไร?”
“วันนี้พวกท่านกล้าเอาทรัพย์สินของเด็กกำพร้า วันหน้าคงกล้าขายลูกหลานของตนเองกินกระมัง!”
สีหน้าของผู้อาวุโสเคราขาวมืดครึ้ม เขาหันไปมองเหล่าญาติซึ่งติดตามมาด้วย หวังให้คนเหล่านั้นออกมาช่วยพูด
ทว่าหลายคนกลับหลบสายตา บางคนถึงขั้นถอยห่างจากสวี่ชุนฮวาอย่างเงียบ ๆ
เดิมทีพวกเขายอมติดตามมาเพราะสวี่ชุนฮวาสัญญาว่า เมื่อได้เงินแล้วจะแบ่งให้ทุกครอบครัว แต่เมื่อเห็นผู้คนทั้งหอพร้อมใจกันประณาม ไม่มีผู้ใดอยากออกหน้ารับความอับอายอีกต่อไป
สวี่ชุนฮวาเห็นดังนั้นก็ยิ่งตื่นตระหนก
“พวกเจ้าถอยไปทำไม? ก่อนมาถึงยังรับปากว่าจะช่วยข้าทวงความยุติธรรมอยู่เลย!”
ญาติผู้หนึ่งกระแอมเบา ๆ
“ชุนฮวา พวกเราเพียงมาช่วยพูดคุย ไม่เคยบอกว่าจะบังคับแย่งชิงทรัพย์สินของเด็กสองคน”
“ใช่ เรื่องนี้เป็นความคิดของเจ้าเอง อย่าลากพวกเราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย”
สวี่ชุนฮวาเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
“พวกเจ้า...เมื่อวานพวกเจ้ายังบอกว่าหากได้เงินมาแล้วจะแบ่งกันคนละส่วนอยู่เลย!”
สิ้นเสียงนั้น เหล่าญาติทุกคนก็หน้าเปลี่ยนสีพร้อมกัน
ผู้คนภายในหอเงียบลงชั่วขณะ ก่อนเสียงด่าทอจะดังขึ้นหนักยิ่งกว่าเดิม
“ที่แท้ก็สมคบคิดกันมาแบ่งเงินจริง ๆ!”
“ยังกล้าอ้างความสัมพันธ์ทางสายเลือดอีกหรือ?”
“อย่าเอาเลย รีบกลับไปก่อนจะไม่เหลือหน้าให้กลับเถอะ!”
เหนือหลังคา ยูรันฟังมาถึงตรงนี้ก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
[อืม ยังไม่ทันได้ทำอะไร พวกมันก็หันมากัดกันเองแล้ว]
[สมแล้วที่เป็นบุตรแห่งโชคชะตา แม้แต่ยืนเฉย ๆ ก็ยังมีคนออกหน้าช่วยเต็มไปหมด]
ชายร่างกำยำผู้หนึ่งทนฟังต่อไปไม่ไหว เขาถลกแขนเสื้อขึ้น ก่อนเดินตรงเข้าไปหาเหล่าญาติด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“บัดซบ ข้าทนไม่ไหวแล้ว!”
“มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่กล้าแย่งทรัพย์สินของสองพี่น้องคู่นี้ ใครบ้างในเมืองจันทราเร้นไม่รู้ว่าสวี่เฟิงได้รับวาสนามาได้อย่างไร?”
เขาชี้หน้าสวี่ชุนฮวา ก่อนตวาดจนเสียงดังไปทั่วทั้งโถง
“กำไลหยกจักรพรรดิม่วงระดับเก้านั่น คุณชายใหญ่เป็นผู้หลอมขึ้นด้วยตนเอง ทั้งยังมอบให้สวี่เฟิงต่อหน้าผู้คนทั้งตลาดพนันหินหยก!”
“พวกเจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าทรัพย์สินซึ่งคุณชายใหญ่มอบให้ จะเป็นสิ่งที่พวกเจ้ากล้าแย่งชิงได้ตามใจชอบ?”
ทันทีที่คำว่า ‘คุณชายใหญ่’ ดังขึ้น สีหน้าของเหล่าญาติหลายคนก็ซีดเผือก
ญาติผู้หนึ่งรีบหันไปหาสวี่ชุนฮวา
“เดี๋ยวก่อน! เจ้าไม่เคยบอกพวกเราว่ากำไลวงนั้นเป็นของที่คุณชายใหญ่มอบให้!”
“ขะ...ข้าเองก็เพิ่งรู้เหมือนกัน!”
“เพิ่งรู้อะไรของเจ้า? ข่าวดังไปทั่วเมืองจนแทบไม่มีผู้ใดไม่รู้ นอกจากพวกปิดด่านกับคนโง่ซึ่งไม่สนใจความเป็นไปภายนอกเท่านั้นแหละ!”
ชายอีกคนหนึ่งก้าวออกมาสมทบ ก่อนหักข้อนิ้วดังกร๊อบ
“ข้าเห็นด้วย พวกมันอยากตายก็ปล่อยให้ไปตายที่อื่น อย่ามาสร้างปัญหาจนพวกเราเดือดร้อนไปด้วย!”
“ถูกต้อง!”
“จับพวกมันโยนออกไป!”
“พวกเราอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่อยากให้คนโง่ไม่กี่คนลากทั้งเมืองไปตายด้วย!”
ผู้คนหลายสิบคนพากันขยับเข้ามาพร้อมกัน บางคนถลกแขนเสื้อ บางคนหยิบไม้พลองออกมา กระทั่งหญิงชราซึ่งออกหน้าห้ามปรามก่อนหน้านี้ยังหยิบไม้เท้าขึ้นมาถืออย่างพร้อมเพรียง
สวี่ชุนฮวาเห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงรีบลุกขึ้นจากพื้น ก่อนถอยหลังไปหลบหลังผู้อาวุโสเคราขาว
“พวกเจ้าคิดจะทำอะไร? อย่าเข้ามานะ!”
“ช่วยด้วย! รังแกคนแล้ว! คนของหอสมบัติรุมรังแกสตรีอ่อนแอแล้ว!”
ชายร่างกำยำแค่นเสียง
“พวกเราไม่ใช่คนของหอสมบัติ เป็นเพียงแขกที่ทนเห็นคนหน้าด้านต่อไปไม่ไหวเท่านั้น!”
กล่าวจบ เขาก็กระโจนเข้าไปถีบญาติคนหนึ่งจนล้มคว่ำ
คนอื่นเห็นดังนั้นก็กรูกันเข้าไปทันที
ตุบ! ตับ! โครม!
“โอ๊ย! อย่าตบหน้า!”
“บัดซบ ผู้ใดเหยียบมือข้า!”
“ข้าแค่มาดูเท่านั้น ไม่ได้คิดจะแบ่งเงินจริง ๆ!”
“ชุนฮวา เจ้าทำพวกเราซวยแล้ว!”
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นทั่วทั้งโถง เพียงไม่กี่อึดใจ ญาติทุกคนก็ถูกกระทืบจนใบหน้าบวมปูด ก่อนถูกช่วยกันหิ้วแขนขาแล้วโยนออกจากประตูหอไปทีละคน
สวี่ชุนฮวาเป็นคนสุดท้ายที่ถูกโยนออกมา นางกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ ก่อนลุกขึ้นนั่งตบต้นขาและร้องไห้เสียงดัง
“สวรรค์ไม่มีตา! คนทั้งเมืองร่วมมือกันรังแกสตรีอ่อนแอแล้ว!”