คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 495 ข้าแทบไม่ต้องทำอะไรด้วยซ้ำ7,488 ตัวอักษร

ตอนที่ 495 ข้าแทบไม่ต้องทำอะไรด้วยซ้ำ

ยูรันกลับเข้ามาภายในห้องส่วนตัวของตนเอง ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน

เถียนซูเจินซึ่งกำลังตรวจสอบบัญชีอยู่รีบวางเอกสารในมือ แล้วลุกขึ้นประสานมือคารวะ

“คุณชายใหญ่จัดการเรื่องตระกูลฉีเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือเจ้าคะ? ข้านึกว่าจะใช้เวลานานกว่านี้เสียอีก”

ยูรันหยิบกาน้ำชาขึ้นมารินให้ตนเอง

“จะไปยากอะไร? มีท่านแม่กับคนของตำหนักตามไปตั้งมากมาย ข้าแทบไม่ต้องทำอะไรด้วยซ้ำ”

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ

“ช่างเถอะ เรื่องเมื่อครู่ เจ้าจงใจปล่อยคนพวกนั้นเอาไว้ให้ข้ากลับมาเห็นใช่หรือเปล่า?”

เถียนซูเจินยิ้มบาง ๆ โดยไม่มีท่าทีคิดปิดบัง

“เจ้าค่ะ”

“เมื่อวานข้าน้อยสั่งให้คนโยนพวกเขาออกไปแล้ว แต่เห็นคุณชายใหญ่กล่าวว่าต้องการรอดูเรื่องสนุก ข้าจึงสั่งคนเฝ้าประตูเอาไว้ว่า หากพวกเขากลับมาอีกก็ให้ปล่อยเข้ามาเจ้าค่ะ”

“จะให้ข้าไปเชิญสองพี่น้องมาพบคุณชายเลยหรือไม่เจ้าคะ?”

ยูรันส่ายหน้า

“ไม่ต้อง ปล่อยให้พวกเขาพักก่อน”

เขาเคาะนิ้วกับโต๊ะเบา ๆ สองครั้ง

“แต่เจ้าไปแนะนำพวกเขาสักหน่อย ให้ไปที่ว่าการแล้วทำหนังสือตัดความสัมพันธ์ทางเครือญาติอย่างเป็นทางการเสีย”

“ในเมื่อถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนตระกูลไปแล้ว ก็จัดการหลักฐานให้ครบถ้วน ระบุให้ชัดว่าหลังจากนี้ทรัพย์สิน หนี้สิน และเรื่องภายในของแต่ละฝ่ายไม่เกี่ยวข้องกันอีก”

“เพียงเท่านี้ หากคนพวกนั้นกลับมาตามรังควานหรืออ้างสายเลือดเพื่อเรียกร้องทรัพย์สินอีก ก็จับส่งทางการได้ทันที”

เถียนซูเจินพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ความคิดของคุณชายรอบคอบยิ่งนัก ข้าน้อยจะไปบอกพวกเขาเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”

“อืม ไปเถอะ”


ภายในห้องรับรองอีกห้องหนึ่ง

ทันทีที่เห็นเถียนซูเจินเปิดประตูเดินเข้ามา สวี่ซูเหยาก็รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้

“เถ้าแก่เถียน เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? คุณชายใหญ่กลับมาแล้วหรือยัง?”

“คุณชายใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้ยังไม่สะดวกพบพวกท่าน”

แววตาของสวี่ซูเหยาเผยความผิดหวังออกมาเล็กน้อย ทว่านางยังคงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พวกเรารอได้”

เถียนซูเจินนั่งลงฝั่งตรงข้าม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ระหว่างรอ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากแนะนำพวกท่านทั้งสอง”

สวี่เฟิงรีบถามขึ้น

“เรื่องใดหรือขอรับ?”

“ในเมื่อทางตระกูลขีดชื่อพวกท่านออกจากทะเบียนไปตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว พวกท่านก็ควรไปที่ว่าการเพื่อยื่นหนังสือตัดความสัมพันธ์ทางเครือญาติให้เรียบร้อยเจ้าค่ะ”

“ให้เจ้าหน้าที่ลงตรารับรองว่าหลังจากนี้ทรัพย์สิน หนี้สิน และการกระทำของทั้งสองฝ่ายไม่เกี่ยวข้องกัน ต่อให้คนเหล่านั้นกลับมาอ้างความสัมพันธ์ทางสายเลือด ก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องทรัพย์สินของพวกท่านอีก”

สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาหันมองหน้ากัน

เมื่อสามปีก่อน ทั้งสองถูกขับออกจากตระกูลโดยไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง แต่เพราะไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายและไม่มีเงินจ้างผู้ใดจัดการ จึงไม่เคยทำหลักฐานการแยกจากตระกูลอย่างเป็นทางการ

สวี่ซูเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“เถ้าแก่เถียนกล่าวถูกต้องเจ้าค่ะ หากมีเพียงคำพูด คนเหล่านั้นคงหาเหตุผลกลับมาตามรังควานพวกเราได้อีก”

สวี่เฟิงกำหมัดแน่น ก่อนกล่าวอย่างเด็ดขาด

“ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปที่ว่าการกันตอนนี้เลยเถอะพี่ใหญ่ ข้าไม่อยากเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้นอีกแล้ว”

“อืม”

เถียนซูเจินยิ้ม ก่อนลุกขึ้นเปิดประตู

“ข้าจะให้ผู้ดูแลของหอไปกับพวกท่านด้วย ที่ว่าการจะได้จัดการเอกสารให้เสร็จภายในวันนี้เจ้าค่ะ”

สองพี่น้องรีบลุกขึ้นประสานมือคารวะ

“ขอบคุณเถ้าแก่เถียน!”

เถียนซูเจินยืนอยู่หน้าห้องรับรอง มองส่งสองพี่น้องเดินออกจากหอสมบัติไปพร้อมกับผู้ดูแล

เสียงของยูรันพลันดังเข้ามาในหูของนาง

“ส่งคนตามไปคุ้มกัน หากไม่เกิดอันตรายถึงชีวิตก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง เพียงคอยสังเกตการณ์แล้วกลับมารายงานก็พอ”

เถียนซูเจินหันกลับไปทางห้องส่วนตัว ก่อนประสานมือรับคำ

“เจ้าค่ะ”

นางลังเลเล็กน้อย ทว่าสุดท้ายก็อดถามไม่ได้

“คุณชายใหญ่ ข้าน้อยขอถามเรื่องหนึ่งได้หรือไม่เจ้าคะ?”

“ถามมาสิ”

“เหตุใดคุณชายจึงยื่นมือช่วยเหลือสองพี่น้องมากถึงเพียงนี้เจ้าคะ?”

ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนคำตอบเรียบง่ายจะดังออกมา

“เพราะในอนาคตพวกเขาทั้งสองจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิ”

เถียนซูเจินยืนนิ่งค้าง นางยกมือขึ้นแตะใบหูของตนเองโดยไม่รู้ตัว

“เมื่อครู่คุณชายกล่าวว่า...มหาจักรพรรดิหรือเจ้าคะ?”

“อืม”

“ทั้งสองคนเลยหรือเจ้าคะ?”

“อืม”

เถียนซูเจินอ้าปากค้าง นางเคยคิดว่าสวี่เฟิงอาจมีพรสวรรค์บางอย่างซ่อนอยู่ แต่ไม่เคยจินตนาการว่าชายหนุ่มธรรมดากับพี่สาวซึ่งเคยนอนป่วยอยู่บนเตียงจะก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดเช่นนั้นได้ทั้งคู่

“เป็นเรื่องจริง เจ้ารู้เอาไว้เท่านี้ก็พอ อย่านำไปบอกผู้อื่น”

“ข้าน้อยเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

เถียนซูเจินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

“ถ้าเช่นนั้น การผูกมิตรกับพวกเขาเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อหอสมบัติอย่างมากใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

ยูรันตอบกลับมาแทบจะทันที

“เพ้อเจ้อ”

“หา?”

“ในโลกนี้จะมีผู้ใดดีไปกว่าข้าอีก?”

“กว่าเจ้าสองคนนั้นจะเติบโตจนช่วยเหลือเจ้าได้ ต้องรออีกนานเท่าใดก็ไม่รู้ แต่ข้าเพิ่งทำให้เจ้ากลายเป็นมหาเศรษฐีไปแล้วไม่ใช่หรือ?”

เถียนซูเจินชะงัก ก่อนลองคำนวณรายได้จากการประมูล ยอดขายสินค้า และจำนวนลูกค้าซึ่งหลั่งไหลเข้ามาตลอดหลายวันที่ผ่านมา

นางพบว่าตอนนี้ตนเองร่ำรวยชนิดที่ต่อให้ปิดหอแล้วนอนใช้เงินอย่างเดียวไปหลายชั่วอายุคน ทรัพย์สินก็คงยังไม่หมด

“เอ่อ...จริงของคุณชายเจ้าค่ะ”

“เพราะฉะนั้นเลิกคิดเรื่องไร้สาระ”

“เจ้าค่ะ!”


ณ ที่ว่าการเมืองจันทราเร้น

สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยานั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะของเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลจากหอสมบัติยืนรออยู่ด้านหลังอย่างสงบ

เจ้าหน้าที่วัยกลางคนตรวจสอบทะเบียนตระกูลกับหลักฐานของทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางเอกสารลง

“ในทะเบียนระบุชัดว่าพวกเจ้าถูกตระกูลสวี่ขีดชื่อออกเมื่อสามปีก่อน และนับแต่นั้นก็ไม่เคยได้รับทรัพย์สินหรือความช่วยเหลือจากตระกูลอีก”

“หากต้องการตัดความสัมพันธ์ทางเครือญาติอย่างเป็นทางการ พวกเจ้าต้องยืนยันว่าหลังจากนี้จะไม่เรียกร้องมรดก การเลี้ยงดู หรือความช่วยเหลือใด ๆ จากอีกฝ่าย ขณะเดียวกัน ตระกูลสวี่ก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องทรัพย์สินหรือโยนหนี้สินใดมาให้พวกเจ้าเช่นกัน”

สวี่เฟิงตอบโดยไม่ลังเล

“ข้ายืนยันขอรับ”

สวี่ซูเหยาพยักหน้าตาม

“ข้าเองก็ยืนยันเจ้าค่ะ”

เจ้าหน้าที่หยิบพู่กันขึ้นมา ก่อนเขียนข้อความลงบนหนังสือรับรองทั้งสามฉบับอย่างละเอียด

ฉบับหนึ่งจะถูกเก็บไว้ในที่ว่าการ ฉบับหนึ่งเป็นของสองพี่น้อง ส่วนฉบับสุดท้ายจะถูกส่งไปยังตระกูลสวี่ เมื่อประทับตราทางการครบถ้วนแล้ว ไม่มีฝ่ายใดสามารถกลับคำได้ตามใจชอบอีก

“ตรวจสอบข้อความให้เรียบร้อย หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดก็ประทับรอยวิญญาณตรงนี้”

สองพี่น้องอ่านเนื้อหาทีละบรรทัด เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาดจึงประทับรอยวิญญาณของตนลงไปพร้อมกัน

เจ้าหน้าที่รับเอกสารกลับมา ก่อนหยิบตราประจำที่ว่าการขึ้น

ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากด้านนอก

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

ประตูห้องถูกผลักเปิดอย่างรุนแรง สวี่ชุนฮวากับเหล่าญาติซึ่งเพิ่งถูกโยนออกจากหอสมบัติพากันกรูเข้ามา แต่ละคนมีใบหน้าบวมปูด เสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยเท้า และต้องช่วยกันประคองร่างจึงจะเดินไหว

สวี่ชุนฮวาเห็นตราประทับในมือของเจ้าหน้าที่ก็หน้าซีดเผือก

“ประทับไม่ได้นะ!”

นางรีบพุ่งเข้ามาหาโต๊ะ ทว่าเจ้าหน้าที่รักษาการณ์สองคนก้าวออกมาขวางเอาไว้ทันที

“ที่ว่าการไม่ใช่สถานที่ให้พวกเจ้าบุกรุกตามใจชอบ ถอยออกไป!”

“ข้าเป็นป้าแท้ ๆ ของเด็กสองคนนั้น!”

สวี่ชุนฮวาชี้ไปทางสวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยา ก่อนหันมาตวาดใส่เจ้าหน้าที่

“พวกเขายังเด็ก ถูกคนอื่นยุยงให้ตัดขาดจากครอบครัว การตัดสินใจครั้งนี้ไม่นับ!”

เจ้าหน้าที่วัยกลางคนขมวดคิ้ว

“ทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว อีกทั้งถูกตระกูลขีดชื่อออกจากทะเบียนมานานถึงสามปี ย่อมมีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องของตนเอง”

“เจ้าเป็นเพียงป้า ไม่มีสิทธิ์คัดค้านแทนพวกเขา”

สวี่ชุนฮวาเห็นว่าใช้อำนาจข่มขู่ไม่ได้ จึงเปลี่ยนท่าทีในทันที

นางทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าสวี่ซูเหยา ก่อนคว้าชายกระโปรงของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น

“ซูเหยา ป้าผิดไปแล้ว!”

“ป้าเพียงเลอะเลือนไปชั่วขณะเพราะเงินจำนวนมหาศาล ไม่ได้คิดจะทอดทิ้งพวกเจ้าจริง ๆ นะ!”

น้ำตาไหลออกจากดวงตาของนางเป็นสาย

“พวกเราเหลือญาติกันอยู่ไม่มากแล้ว หากเจ้าลงนามตัดขาดกันจริง ๆ ต่อไปเมื่อป้าตายไป จะมีหน้าไปพบบิดาของเจ้าบนปรโลกได้อย่างไร?”

สวี่ซูเหยาก้มมองมือซึ่งกำชายกระโปรงของตนเอง ก่อนค่อย ๆ แกะนิ้วของอีกฝ่ายออกทีละนิ้ว

“ตอนท่านพ่อเสียชีวิต ท่านป้าไม่ได้มาร่วมงานศพด้วยซ้ำ”

ใบหน้าของสวี่ชุนฮวาแข็งค้าง

สวี่ซูเหยากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย

“ตอนที่พวกเราถูกขับออกจากตระกูล ท่านเองก็เป็นคนหนึ่งซึ่งยกมือเห็นด้วย”

“ตลอดสามปีที่ผ่านมา ข้ากับเฟิงเอ๋อร์มีชีวิตหรือตาย พวกท่านไม่เคยสนใจ วันนี้เพียงเพราะพวกเรามีเงินขึ้นมา ท่านจึงเพิ่งนึกได้ว่าเรายังเป็นญาติกัน”