ตอนที่ 495 ความสัมพันธ์เช่นนี้ ข้าไม่ต้องการ
“ข้าเป็นป้าแท้ ๆ ของเด็กสองคนนั้น!”
สวี่ชุนฮวาชี้ไปทางสวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยา ก่อนหันมาตวาดใส่เจ้าหน้าที่
“พวกเขายังเด็ก ถูกคนอื่นยุยงให้ตัดขาดจากครอบครัว การตัดสินใจครั้งนี้ไม่นับ!”
เจ้าหน้าที่วัยกลางคนขมวดคิ้ว
“ทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว อีกทั้งถูกตระกูลขีดชื่อออกจากทะเบียนมานานถึงสามปี ย่อมมีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องของตนเอง”
“เจ้าเป็นเพียงป้า ไม่มีสิทธิ์คัดค้านแทนพวกเขา”
สวี่ชุนฮวาเห็นว่าใช้อำนาจข่มขู่ไม่ได้ จึงเปลี่ยนท่าทีในทันที
นางทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าสวี่ซูเหยา ก่อนคว้าชายกระโปรงของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น
“ซูเหยา ป้าผิดไปแล้ว!”
“ป้าเพียงเลอะเลือนไปชั่วขณะเพราะเงินจำนวนมหาศาล ไม่ได้คิดจะทอดทิ้งพวกเจ้าจริง ๆ นะ!”
น้ำตาไหลออกจากดวงตาของนางเป็นสาย
“พวกเราเหลือญาติกันอยู่ไม่มากแล้ว หากเจ้าลงนามตัดขาดกันจริง ๆ ต่อไปเมื่อป้าตายไป จะมีหน้าไปพบบิดาของเจ้าบนปรโลกได้อย่างไร?”
สวี่ซูเหยาก้มมองมือซึ่งกำชายกระโปรงของตนเอง ก่อนค่อย ๆ แกะนิ้วของอีกฝ่ายออกทีละนิ้ว
“ตอนท่านพ่อเสียชีวิต ท่านป้าไม่ได้มาร่วมงานศพด้วยซ้ำ”
ใบหน้าของสวี่ชุนฮวาแข็งค้าง
สวี่ซูเหยากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
“ตอนที่พวกเราถูกขับออกจากตระกูล ท่านเองก็เป็นคนหนึ่งซึ่งยกมือเห็นด้วย”
“ตลอดสามปีที่ผ่านมา ข้ากับเฟิงเอ๋อร์มีชีวิตหรือตาย พวกท่านไม่เคยสนใจ วันนี้เพียงเพราะพวกเรามีเงินขึ้นมา ท่านจึงเพิ่งนึกได้ว่าเรายังเป็นญาติกัน”
“ความสัมพันธ์เช่นนี้ ข้าไม่ต้องการอีกแล้วเจ้าค่ะ”
สวี่ชุนฮวาปล่อยมือจากชายกระโปรง ก่อนหันไปตะโกนใส่สวี่เฟิง
“แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าจะใจดำเหมือนพี่สาวของเจ้าด้วยหรือ? ตอนเด็กเจ้าชอบเดินตามป้าและเรียกป้าว่าท่านป้าไม่ขาดปาก เจ้าลืมไปหมดแล้วหรืออย่างไร?”
สวี่เฟิงกำหมัดแน่น ดวงตาของเขาแดงขึ้นเล็กน้อย ทว่าน้ำเสียงกลับไม่มีความลังเล
“ข้าจำได้”
“ข้าจึงจำได้เช่นกันว่า ตอนข้าไปขอเงินซื้อยาให้พี่ใหญ่ ท่านเป็นคนสั่งบ่าวปิดประตูใส่หน้าข้า”
“ข้าจำทุกอย่างได้หมด เพราะฉะนั้นข้าจึงยิ่งต้องตัดขาดจากพวกท่าน!”
“เจ้าเด็กอกตัญญู!”
ผู้อาวุโสเคราขาวตวาดลั่น ก่อนพุ่งเข้าหาโต๊ะหมายจะแย่งหนังสือรับรองมาฉีกทิ้ง
ผู้ดูแลจากหอสมบัติซึ่งยืนเงียบมาตลอดยกมือขึ้นคว้าข้อมือเขาเอาไว้กลางทาง
หมับ!
“คิดทำลายเอกสารต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทางการ พวกท่านไม่เห็นกฎหมายของเมืองอยู่ในสายตาเลยหรือ?”
ผู้อาวุโสเคราขาวพยายามสะบัดมือออก ทว่ากลับพบว่าฝ่ามือของผู้ดูแลแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก
“ปล่อยข้า! นี่เป็นเอกสารของตระกูลสวี่!”
เจ้าหน้าที่วัยกลางคนแค่นเสียง
“ผิดแล้ว นี่เป็นเอกสารของที่ว่าการ”
เขายกตราประจำตำแหน่งขึ้น ก่อนประทับลงบนหนังสือรับรองทั้งสามฉบับอย่างหนักแน่น
ปัง!
แสงสีทองสว่างวาบผ่านตัวอักษรทุกบรรทัด ก่อนตราประทับจะฝังลงบนเนื้อกระดาษอย่างสมบูรณ์
“นับตั้งแต่วินาทีนี้ สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลสวี่อีกต่อไป ทรัพย์สิน หนี้สิน และการกระทำของแต่ละฝ่ายไม่อาจนำมาเรียกร้องจากกันได้”
“ต่อให้พวกเจ้าฉีกเอกสารฉบับนี้ทิ้ง ทะเบียนต้นฉบับก็ถูกบันทึกไว้กับทางการเรียบร้อยแล้ว ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงได้อีก”
สวี่ชุนฮวาทรุดตัวลงกับพื้น ดวงตาเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนร้องไห้โฮออกมา
“จบสิ้นแล้ว...ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว!”
เหล่าญาติด้านหลังต่างยืนหน้าซีด ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวสิ่งใดออกมาอีกแม้แต่คำเดียว
สวี่เฟิงรับหนังสือรับรองจากเจ้าหน้าที่ ก่อนประคองพี่สาวลุกขึ้น
“ไปกันเถอะพี่”
สวี่ซูเหยาพยักหน้า นางไม่หันกลับไปมองเหล่าญาติอีกแม้แต่ครั้งเดียว ก่อนเดินออกจากที่ว่าการไปพร้อมกับน้องชาย
หลังออกจากที่ว่าการ สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาก็มุ่งหน้ากลับบ้านหลังใหม่พร้อมกับผู้ดูแลจากหอสมบัติ
ทว่าทั้งสองเดินไปได้ไม่ถึงครึ่งถนน เสียงร้องไห้ของสวี่ชุนฮวาก็ดังไล่หลังมา
“ทุกคนช่วยดูเอาไว้! หลานสองคนนี้ร่ำรวยแล้วทอดทิ้งญาติพี่น้อง ถึงขั้นตัดขาดจากตระกูลโดยไม่เหลือเยื่อใย!”
สวี่ชุนฮวากับเหล่าญาติเดินกะเผลกตามมา แต่ละคนยังมีใบหน้าบวมปูดจากการถูกกระทืบที่หอสมบัติ เสื้อผ้าเต็มไปด้วยฝุ่น ทว่ายังคงส่งเสียงโวยวายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
สวี่เฟิงหยุดฝีเท้า ก่อนหันกลับไปด้วยสีหน้าเย็นชา
“หนังสือตัดความสัมพันธ์ได้รับการรับรองจากทางการแล้ว พวกท่านยังต้องการสิ่งใดอีก?”
“ป้าไม่ยอมรับ!”
สวี่ชุนฮวาตบหน้าอกตนเองดังป้าบ
“เจ้าอาศัยตอนพวกเราไม่ทันตั้งตัว ไปสมคบกับเจ้าหน้าที่เขียนเอกสารขึ้นมาฝ่ายเดียว เรื่องเช่นนี้จะนับได้อย่างไร?”
ผู้ดูแลจากหอสมบัติขมวดคิ้ว
“เอกสารได้รับการประทับตราจากที่ว่าการต่อหน้าพวกเจ้าทุกคน หากไม่พอใจก็ยื่นคำร้องตามขั้นตอน อย่าตามรังควานพวกเขาอีก”
ผู้อาวุโสเคราขาวแค่นเสียง
“นี่เป็นเรื่องของตระกูลสวี่ คนนอกไม่ต้องเข้ามาสอด!”
“ท่านผู้ดูแลไม่เป็นไรขอรับ”
สวี่เฟิงกล่าวขึ้น ก่อนหันไปประคองพี่สาวเดินต่อ
“พวกเราอย่าเสียเวลากับคนเหล่านี้อีกเลย”
สวี่ซูเหยาพยักหน้า
สองพี่น้องเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ไม่ว่าสวี่ชุนฮวาจะร้องด่าหรือกล่าวหาว่าอกตัญญูเพียงใด พวกเขาก็ไม่ยอมหยุดฝีเท้าอีก
บนหลังคาอาคารฝั่งตรงข้าม ชายชุดดำผู้หนึ่งกำลังติดตามเหตุการณ์อย่างเงียบเชียบ
เขาเป็นคนซึ่งเถียนซูเจินส่งมาคุ้มกันสองพี่น้องตามคำสั่งของยูรัน ตราบใดที่ยังไม่มีอันตรายถึงชีวิต เขาจะไม่เข้าไปแทรกแซง ทำเพียงจดจำเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อนำกลับไปรายงานเท่านั้น
ช่วงใกล้เที่ยง สองพี่น้องแวะตลาดเพื่อซื้อข้าวสาร เนื้อสัตว์ และของใช้สำหรับบ้านหลังใหม่
สวี่ซูเหยาเพิ่งหายจากอาการป่วย หลังต้องนอนอยู่ในกระท่อมทรุดโทรมมาหลายปี เพียงได้เดินเลือกซื้อสิ่งของธรรมดาด้วยตนเองก็ทำให้นางมีรอยยิ้มตลอดทาง
“เฟิงเอ๋อร์ ซื้อเท่านี้ก็พอแล้ว บ้านเรามีกันเพียงสองคน”
“ไม่ได้ พี่ใหญ่เพิ่งหายป่วย ต้องบำรุงร่างกายให้มากหน่อย”
สวี่เฟิงหยิบเนื้อชิ้นใหญ่วางลงในตะกร้า ก่อนหันไปเลือกผักสดเพิ่มอีกหลายชนิด
ทว่าเมื่อทั้งสองนำของไปชำระเงิน สวี่ชุนฮวากับญาติกลุ่มเดิมก็เดินเข้ามาในร้าน
นางหยิบเนื้อราคาแพงที่สุดจากชั้นวางหลายชิ้น ก่อนวางกองรวมกับของสองพี่น้อง
“ในเมื่อจะซื้อก็ซื้อให้ครอบครัวป้าด้วย บ้านป้ามีคนมากกว่าเจ้าตั้งหลายคน เนื้อเพียงเท่านี้คงกินได้ไม่ถึงสองมื้อ”
สวี่เฟิงหยิบเนื้อเหล่านั้นออก แล้ววางกลับไปตรงหน้านาง
“ต้องการกินก็จ่ายเงินเอง”
“เจ้า!”
สวี่ชุนฮวาเบิกตากว้าง
“เจ้ามีเงินหลายพันล้าน แต่กลับเสียดายเงินซื้อเนื้อให้ป้าไม่กี่เหรียญหรือ?”
“ต่อให้มีราคาเพียงเหรียญเดียว ข้าก็ไม่ซื้อให้”
“อกตัญญู! ช่างอกตัญญูจริง ๆ!”
นางหันไปทางเจ้าของร้าน ก่อนชี้หน้าสวี่เฟิง
“จดบัญชีไว้กับมัน ของที่พวกเราเลือกทั้งหมดให้มันเป็นคนจ่าย!”
เจ้าของร้านรีบส่ายหน้า
“ร้านข้าไม่ขายเชื่อ และในเมื่อคุณชายสวี่บอกว่าไม่จ่าย พวกท่านก็ต้องชำระเงินเอง”
“เหตุใดเจ้าจึงเข้าข้างมัน?”
“ข้าไม่ได้เข้าข้างผู้ใด ข้าเพียงไม่คิดบังคับให้คนอื่นจ่ายเงินแทนพวกท่าน”
ผู้คนภายในร้านเริ่มหัวเราะ สวี่ชุนฮวาหน้าแดงก่ำ ก่อนโยนของทั้งหมดทิ้งแล้วรีบตามสองพี่น้องออกไป
เหตุการณ์เช่นเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดช่วงเที่ยง
เมื่อสวี่ซูเหยาเข้าไปเลือกอาภรณ์ เหล่าญาติก็พากันหยิบชุดราคาแพงแล้วเรียกร้องให้สวี่เฟิงจ่ายเงิน
เมื่อสองพี่น้องหยุดรับประทานอาหาร พวกเขาก็นั่งโต๊ะข้างกัน สั่งอาหารเต็มโต๊ะ แล้วบอกพนักงานให้นำบัญชีไปรวมกับสวี่เฟิง
กระทั่งตอนสวี่เฟิงซื้อถังไม้สำหรับเก็บน้ำ สวี่ชุนฮวายังหยิบเครื่องประดับหยกชิ้นหนึ่งจากร้านข้างทาง แล้วประกาศว่าหลานชายจะเป็นผู้จ่ายเงินให้
ทว่าทุกร้านล้วนได้ยินข่าวซึ่งเกิดขึ้นที่หอสมบัติกับที่ว่าการมาแล้ว ไม่มีผู้ใดยอมขายสิ่งของให้เหล่าญาติหากยังไม่เห็นเงินแม้แต่เหรียญเดียว
สุดท้ายกลุ่มคนเหล่านั้นจึงไม่ได้สิ่งใดกลับไป นอกจากเสียงหัวเราะกับคำด่าทอจากผู้คนตลอดสองข้างทาง
สวี่เฟิงพยายามอดทน เขาไม่โต้เถียง ไม่หยุดเดิน และไม่ยอมจ่ายเงินแทนพวกนั้นแม้แต่ครั้งเดียว
สวี่ซูเหยาสังเกตเห็นกำปั้นของน้องชายกำแน่นมาตลอดทาง นางจึงเอื้อมมือไปแตะแขนเขาเบา ๆ
“อดทนเอาไว้นะเฟิงเอ๋อร์ หากเจ้าลงมือ พวกเขาจะยิ่งมีข้ออ้างกล่าวหาว่าเจ้ารังแกญาติผู้ใหญ่”
สวี่เฟิงสูดหายใจลึก ก่อนคลายกำปั้นออก
“ข้าเข้าใจแล้วพี่ใหญ่”
ช่วงบ่าย สองพี่น้องกลับมาถึงบ้านหลังใหม่และปิดประตูลงกลอน
สวี่ชุนฮวากับเหล่าญาติกลับไม่ยอมจากไป พวกเขานำเสื่อมาปูนั่งขวางประตู ก่อนใช้ไม้เคาะกะละมังส่งเสียงดังไปทั่วทั้งถนน
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
“ทุกคนมาดูเร็ว! หลานร่ำรวยแล้วขับไล่ป้าแท้ ๆ ให้อดอยากอยู่ข้างถนน!”
“พวกเราขอเพียงข้าวกินสักมื้อ แต่สองพี่น้องกลับปิดประตูหนี!”
“สวรรค์ เหตุใดตระกูลสวี่จึงมีลูกหลานอกตัญญูเช่นนี้!”