คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 496 ความสัมพันธ์เช่นนี้ ข้าไม่ต้องการ7,267 ตัวอักษร

ตอนที่ 496 ความสัมพันธ์เช่นนี้ ข้าไม่ต้องการ

“ความสัมพันธ์เช่นนี้ ข้าไม่ต้องการอีกแล้วเจ้าค่ะ”

สวี่ชุนฮวาปล่อยมือจากชายกระโปรง ก่อนหันไปตะโกนใส่สวี่เฟิง

“แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าจะใจดำเหมือนพี่สาวของเจ้าด้วยหรือ? ตอนเด็กเจ้าชอบเดินตามป้าและเรียกป้าว่าท่านป้าไม่ขาดปาก เจ้าลืมไปหมดแล้วหรืออย่างไร?”

สวี่เฟิงกำหมัดแน่น ดวงตาของเขาแดงขึ้นเล็กน้อย ทว่าน้ำเสียงกลับไม่มีความลังเล

“ข้าจำได้”

“ข้าจึงจำได้เช่นกันว่า ตอนข้าไปขอเงินซื้อยาให้พี่ใหญ่ ท่านเป็นคนสั่งบ่าวปิดประตูใส่หน้าข้า”

“ข้าจำทุกอย่างได้หมด เพราะฉะนั้นข้าจึงยิ่งต้องตัดขาดจากพวกท่าน!”

“เจ้าเด็กอกตัญญู!”

ผู้อาวุโสเคราขาวตวาดลั่น ก่อนพุ่งเข้าหาโต๊ะหมายจะแย่งหนังสือรับรองมาฉีกทิ้ง

ผู้ดูแลจากหอสมบัติซึ่งยืนเงียบมาตลอดยกมือขึ้นคว้าข้อมือเขาเอาไว้กลางทาง

หมับ!

“คิดทำลายเอกสารต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทางการ พวกท่านไม่เห็นกฎหมายของเมืองอยู่ในสายตาเลยหรือ?”

ผู้อาวุโสเคราขาวพยายามสะบัดมือออก ทว่ากลับพบว่าฝ่ามือของผู้ดูแลแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก

“ปล่อยข้า! นี่เป็นเอกสารของตระกูลสวี่!”

เจ้าหน้าที่วัยกลางคนแค่นเสียง

“ผิดแล้ว นี่เป็นเอกสารของที่ว่าการ”

เขายกตราประจำตำแหน่งขึ้น ก่อนประทับลงบนหนังสือรับรองทั้งสามฉบับอย่างหนักแน่น

ปัง!

แสงสีทองสว่างวาบผ่านตัวอักษรทุกบรรทัด ก่อนตราประทับจะฝังลงบนเนื้อกระดาษอย่างสมบูรณ์

“นับตั้งแต่วินาทีนี้ สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลสวี่อีกต่อไป ทรัพย์สิน หนี้สิน และการกระทำของแต่ละฝ่ายไม่อาจนำมาเรียกร้องจากกันได้”

“ต่อให้พวกเจ้าฉีกเอกสารฉบับนี้ทิ้ง ทะเบียนต้นฉบับก็ถูกบันทึกไว้กับทางการเรียบร้อยแล้ว ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงได้อีก”

สวี่ชุนฮวาทรุดตัวลงกับพื้น ดวงตาเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนร้องไห้โฮออกมา

“จบสิ้นแล้ว...ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว!”

เหล่าญาติด้านหลังต่างยืนหน้าซีด ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวสิ่งใดออกมาอีกแม้แต่คำเดียว

สวี่เฟิงรับหนังสือรับรองจากเจ้าหน้าที่ ก่อนประคองพี่สาวลุกขึ้น

“ไปกันเถอะพี่”

สวี่ซูเหยาพยักหน้า นางไม่หันกลับไปมองเหล่าญาติอีกแม้แต่ครั้งเดียว ก่อนเดินออกจากที่ว่าการไปพร้อมกับน้องชาย

หลังออกจากที่ว่าการ สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาก็มุ่งหน้ากลับบ้านหลังใหม่พร้อมกับผู้ดูแลจากหอสมบัติ

ทว่าทั้งสองเดินไปได้ไม่ถึงครึ่งถนน เสียงร้องไห้ของสวี่ชุนฮวาก็ดังไล่หลังมา

“ทุกคนช่วยดูเอาไว้! หลานสองคนนี้ร่ำรวยแล้วทอดทิ้งญาติพี่น้อง ถึงขั้นตัดขาดจากตระกูลโดยไม่เหลือเยื่อใย!”

สวี่ชุนฮวากับเหล่าญาติเดินกะเผลกตามมา แต่ละคนยังมีใบหน้าบวมปูดจากการถูกกระทืบที่หอสมบัติ เสื้อผ้าเต็มไปด้วยฝุ่น ทว่ายังคงส่งเสียงโวยวายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

สวี่เฟิงหยุดฝีเท้า ก่อนหันกลับไปด้วยสีหน้าเย็นชา

“หนังสือตัดความสัมพันธ์ได้รับการรับรองจากทางการแล้ว พวกท่านยังต้องการสิ่งใดอีก?”

“ป้าไม่ยอมรับ!”

สวี่ชุนฮวาตบหน้าอกตนเองดังป้าบ

“เจ้าอาศัยตอนพวกเราไม่ทันตั้งตัว ไปสมคบกับเจ้าหน้าที่เขียนเอกสารขึ้นมาฝ่ายเดียว เรื่องเช่นนี้จะนับได้อย่างไร?”

ผู้ดูแลจากหอสมบัติขมวดคิ้ว

“เอกสารได้รับการประทับตราจากที่ว่าการต่อหน้าพวกเจ้าทุกคน หากไม่พอใจก็ยื่นคำร้องตามขั้นตอน อย่าตามรังควานพวกเขาอีก”

ผู้อาวุโสเคราขาวแค่นเสียง

“นี่เป็นเรื่องของตระกูลสวี่ คนนอกไม่ต้องเข้ามาสอด!”

“ท่านผู้ดูแลไม่เป็นไรขอรับ”

สวี่เฟิงกล่าวขึ้น ก่อนหันไปประคองพี่สาวเดินต่อ

“พวกเราอย่าเสียเวลากับคนเหล่านี้อีกเลย”

สวี่ซูเหยาพยักหน้า

สองพี่น้องเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ไม่ว่าสวี่ชุนฮวาจะร้องด่าหรือกล่าวหาว่าอกตัญญูเพียงใด พวกเขาก็ไม่ยอมหยุดฝีเท้าอีก

บนหลังคาอาคารฝั่งตรงข้าม ชายชุดดำผู้หนึ่งกำลังติดตามเหตุการณ์อย่างเงียบเชียบ

เขาเป็นคนซึ่งเถียนซูเจินส่งมาคุ้มกันสองพี่น้องตามคำสั่งของยูรัน ตราบใดที่ยังไม่มีอันตรายถึงชีวิต เขาจะไม่เข้าไปแทรกแซง ทำเพียงจดจำเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อนำกลับไปรายงานเท่านั้น


ช่วงใกล้เที่ยง สองพี่น้องแวะตลาดเพื่อซื้อข้าวสาร เนื้อสัตว์ และของใช้สำหรับบ้านหลังใหม่

สวี่ซูเหยาเพิ่งหายจากอาการป่วย หลังต้องนอนอยู่ในกระท่อมทรุดโทรมมาหลายปี เพียงได้เดินเลือกซื้อสิ่งของธรรมดาด้วยตนเองก็ทำให้นางมีรอยยิ้มตลอดทาง

“เฟิงเอ๋อร์ ซื้อเท่านี้ก็พอแล้ว บ้านเรามีกันเพียงสองคน”

“ไม่ได้ พี่ใหญ่เพิ่งหายป่วย ต้องบำรุงร่างกายให้มากหน่อย”

สวี่เฟิงหยิบเนื้อชิ้นใหญ่วางลงในตะกร้า ก่อนหันไปเลือกผักสดเพิ่มอีกหลายชนิด

ทว่าเมื่อทั้งสองนำของไปชำระเงิน สวี่ชุนฮวากับญาติกลุ่มเดิมก็เดินเข้ามาในร้าน

นางหยิบเนื้อราคาแพงที่สุดจากชั้นวางหลายชิ้น ก่อนวางกองรวมกับของสองพี่น้อง

“ในเมื่อจะซื้อก็ซื้อให้ครอบครัวป้าด้วย บ้านป้ามีคนมากกว่าเจ้าตั้งหลายคน เนื้อเพียงเท่านี้คงกินได้ไม่ถึงสองมื้อ”

สวี่เฟิงหยิบเนื้อเหล่านั้นออก แล้ววางกลับไปตรงหน้านาง

“ต้องการกินก็จ่ายเงินเอง”

“เจ้า!”

สวี่ชุนฮวาเบิกตากว้าง

“เจ้ามีเงินหลายพันล้าน แต่กลับเสียดายเงินซื้อเนื้อให้ป้าไม่กี่เหรียญหรือ?”

“ต่อให้มีราคาเพียงเหรียญเดียว ข้าก็ไม่ซื้อให้”

“อกตัญญู! ช่างอกตัญญูจริง ๆ!”

นางหันไปทางเจ้าของร้าน ก่อนชี้หน้าสวี่เฟิง

“จดบัญชีไว้กับมัน ของที่พวกเราเลือกทั้งหมดให้มันเป็นคนจ่าย!”

เจ้าของร้านรีบส่ายหน้า

“ร้านข้าไม่ขายเชื่อ และในเมื่อคุณชายสวี่บอกว่าไม่จ่าย พวกท่านก็ต้องชำระเงินเอง”

“เหตุใดเจ้าจึงเข้าข้างมัน?”

“ข้าไม่ได้เข้าข้างผู้ใด ข้าเพียงไม่คิดบังคับให้คนอื่นจ่ายเงินแทนพวกท่าน”

ผู้คนภายในร้านเริ่มหัวเราะ สวี่ชุนฮวาหน้าแดงก่ำ ก่อนโยนของทั้งหมดทิ้งแล้วรีบตามสองพี่น้องออกไป

เหตุการณ์เช่นเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดช่วงเที่ยง

เมื่อสวี่ซูเหยาเข้าไปเลือกอาภรณ์ เหล่าญาติก็พากันหยิบชุดราคาแพงแล้วเรียกร้องให้สวี่เฟิงจ่ายเงิน

เมื่อสองพี่น้องหยุดรับประทานอาหาร พวกเขาก็นั่งโต๊ะข้างกัน สั่งอาหารเต็มโต๊ะ แล้วบอกพนักงานให้นำบัญชีไปรวมกับสวี่เฟิง

กระทั่งตอนสวี่เฟิงซื้อถังไม้สำหรับเก็บน้ำ สวี่ชุนฮวายังหยิบเครื่องประดับหยกชิ้นหนึ่งจากร้านข้างทาง แล้วประกาศว่าหลานชายจะเป็นผู้จ่ายเงินให้

ทว่าทุกร้านล้วนได้ยินข่าวซึ่งเกิดขึ้นที่หอสมบัติกับที่ว่าการมาแล้ว ไม่มีผู้ใดยอมขายสิ่งของให้เหล่าญาติหากยังไม่เห็นเงินแม้แต่เหรียญเดียว

สุดท้ายกลุ่มคนเหล่านั้นจึงไม่ได้สิ่งใดกลับไป นอกจากเสียงหัวเราะกับคำด่าทอจากผู้คนตลอดสองข้างทาง

สวี่เฟิงพยายามอดทน เขาไม่โต้เถียง ไม่หยุดเดิน และไม่ยอมจ่ายเงินแทนพวกนั้นแม้แต่ครั้งเดียว

สวี่ซูเหยาสังเกตเห็นกำปั้นของน้องชายกำแน่นมาตลอดทาง นางจึงเอื้อมมือไปแตะแขนเขาเบา ๆ

“อดทนเอาไว้นะเฟิงเอ๋อร์ หากเจ้าลงมือ พวกเขาจะยิ่งมีข้ออ้างกล่าวหาว่าเจ้ารังแกญาติผู้ใหญ่”

สวี่เฟิงสูดหายใจลึก ก่อนคลายกำปั้นออก

“ข้าเข้าใจแล้วพี่ใหญ่”


ช่วงบ่าย สองพี่น้องกลับมาถึงบ้านหลังใหม่และปิดประตูลงกลอน

สวี่ชุนฮวากับเหล่าญาติกลับไม่ยอมจากไป พวกเขานำเสื่อมาปูนั่งขวางประตู ก่อนใช้ไม้เคาะกะละมังส่งเสียงดังไปทั่วทั้งถนน

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

“ทุกคนมาดูเร็ว! หลานร่ำรวยแล้วขับไล่ป้าแท้ ๆ ให้อดอยากอยู่ข้างถนน!”

“พวกเราขอเพียงข้าวกินสักมื้อ แต่สองพี่น้องกลับปิดประตูหนี!”

“สวรรค์ เหตุใดตระกูลสวี่จึงมีลูกหลานอกตัญญูเช่นนี้!”

เสียงโวยวายดึงดูดชาวบ้านใกล้เคียงให้ออกมามุงดู ทว่าหลังทราบเรื่องราวทั้งหมด ไม่มีผู้ใดเห็นใจคนเหล่านั้นแม้แต่น้อย

หญิงบ้านข้าง ๆ เท้าเอวแล้วตะโกนกลับมา

“พวกเจ้าเพิ่งสั่งอาหารราคาแพงเต็มโต๊ะเมื่อครู่ ยังกล้าบอกว่าไม่มีข้าวกินอีกหรือ?”

“หากหิวจริงก็กลับบ้านไปต้มข้าวเอง อย่ามาส่งเสียงรบกวนผู้อื่น!”

สวี่ชุนฮวาไม่สนใจ นางนำผ้าขาวมาคาดศีรษะ ก่อนทิ้งตัวลงนอนบนเสื่อ

“วันนี้หากสองพี่น้องไม่ยอมออกมาพูดคุย ข้าจะนอนตายอยู่หน้าบ้านนี้!”

ผู้อาวุโสเคราขาวรีบส่งสัญญาณให้ญาติคนอื่นช่วยกันร้องไห้

“ชุนฮวา เจ้าอย่าคิดสั้น!”

“หลานทั้งสองออกมาดูป้าของพวกเจ้าสักหน่อยเถอะ!”

“นางเลี้ยงดูพวกเจ้ามาตั้งแต่เด็ก บัดนี้นางกำลังจะตรอมใจตายเพราะพวกเจ้าแล้ว!”

ภายในบ้าน สวี่เฟิงนั่งฟังเสียงเหล่านั้นด้วยสีหน้ามืดครึ้ม

กร๊อบ!

ตะเกียบในมือของเขาหักออกเป็นสองท่อน

สวี่ซูเหยาวางชามข้าวลง ก่อนหยิบตะเกียบคู่ใหม่ส่งให้น้องชาย

“อย่าสนใจเลย พอกลางคืนพวกเขาคงกลับไปเอง”

“อืม”

สวี่เฟิงรับตะเกียบมา ก่อนก้มหน้ารับประทานอาหารต่อ

หนึ่งชั่วยามผ่านไป สวี่ชุนฮวายังคงร้องคร่ำครวญ

สองชั่วยามผ่านไป นางเริ่มผลัดเวรกับญาติคนอื่น เมื่อผู้ใดเหนื่อยก็หยุดดื่มน้ำ ส่วนคนที่เหลือรับหน้าที่ร้องไห้ต่อ

เมื่อเห็นชาวบ้านเลิกสนใจ พวกเขาก็เพิ่มเสียงเคาะกะละมังให้ดังยิ่งกว่าเดิม

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

กระทั่งดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ คนเหล่านั้นก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะยอมจากไป