ตอนที่ 496 พวกท่านคิดจะทำอะไร
เสียงโวยวายดึงดูดชาวบ้านใกล้เคียงให้ออกมามุงดู ทว่าหลังทราบเรื่องราวทั้งหมด ไม่มีผู้ใดเห็นใจคนเหล่านั้นแม้แต่น้อย
หญิงบ้านข้าง ๆ เท้าเอวแล้วตะโกนกลับมา
“พวกเจ้าเพิ่งสั่งอาหารราคาแพงเต็มโต๊ะเมื่อครู่ ยังกล้าบอกว่าไม่มีข้าวกินอีกหรือ?”
“หากหิวจริงก็กลับบ้านไปต้มข้าวเอง อย่ามาส่งเสียงรบกวนผู้อื่น!”
สวี่ชุนฮวาไม่สนใจ นางนำผ้าขาวมาคาดศีรษะ ก่อนทิ้งตัวลงนอนบนเสื่อ
“วันนี้หากสองพี่น้องไม่ยอมออกมาพูดคุย ข้าจะนอนตายอยู่หน้าบ้านนี้!”
ผู้อาวุโสเคราขาวรีบส่งสัญญาณให้ญาติคนอื่นช่วยกันร้องไห้
“ชุนฮวา เจ้าอย่าคิดสั้น!”
“หลานทั้งสองออกมาดูป้าของพวกเจ้าสักหน่อยเถอะ!”
“นางเลี้ยงดูพวกเจ้ามาตั้งแต่เด็ก บัดนี้นางกำลังจะตรอมใจตายเพราะพวกเจ้าแล้ว!”
ภายในบ้าน สวี่เฟิงนั่งฟังเสียงเหล่านั้นด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
กร๊อบ!
ตะเกียบในมือของเขาหักออกเป็นสองท่อน
สวี่ซูเหยาวางชามข้าวลง ก่อนหยิบตะเกียบคู่ใหม่ส่งให้น้องชาย
“อย่าสนใจเลย พอกลางคืนพวกเขาคงกลับไปเอง”
“อืม”
สวี่เฟิงรับตะเกียบมา ก่อนก้มหน้ารับประทานอาหารต่อ
หนึ่งชั่วยามผ่านไป สวี่ชุนฮวายังคงร้องคร่ำครวญ
สองชั่วยามผ่านไป นางเริ่มผลัดเวรกับญาติคนอื่น เมื่อผู้ใดเหนื่อยก็หยุดดื่มน้ำ ส่วนคนที่เหลือรับหน้าที่ร้องไห้ต่อ
เมื่อเห็นชาวบ้านเลิกสนใจ พวกเขาก็เพิ่มเสียงเคาะกะละมังให้ดังยิ่งกว่าเดิม
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
กระทั่งดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ คนเหล่านั้นก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะยอมจากไป
ชายชุดดำบนหลังคาฝั่งตรงข้ามมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสีหน้าว่างเปล่า
หลายครั้งเขาคิดจะลงไปจัดการคนเหล่านั้นให้จบเรื่อง แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งว่าไม่ให้เข้าไปยุ่งหากยังไม่เกิดอันตรายถึงชีวิต เขาก็ได้แต่ระงับความรำคาญเอาไว้
[พวกมันไม่เหนื่อยกันบ้างหรืออย่างไร?]
ยามเย็น สวี่ซูเหยาเปิดประตูบ้านเพื่อนำถังขยะออกไปทิ้ง
ทันทีที่ประตูเปิด สวี่ชุนฮวาซึ่งแอบรออยู่ด้านข้างก็รีบสอดเท้าเข้ามาขวาง ก่อนใช้ไหล่กระแทกประตูอย่างสุดแรง
ปัง!
สวี่ซูเหยาไม่ทันตั้งตัว ร่างของนางเสียหลักถอยหลังไปหลายก้าว
“ทุกคนรีบเข้ามา!”
เหล่าญาติพากันกรูผ่านประตูเข้าไปในลานบ้าน สวี่เฟิงได้ยินเสียงดังจึงรีบวิ่งออกมาจากด้านใน
“พวกท่านคิดจะทำอะไร?!”
สวี่ชุนฮวากวาดตามองเรือนหลังใหม่กับเครื่องเรือนซึ่งเพิ่งซื้อมา ก่อนแววตาจะเต็มไปด้วยความละโมบ
“บ้านหลังใหญ่ถึงเพียงนี้ พวกเจ้าอยู่กันเพียงสองคนไม่สิ้นเปลืองเกินไปหรือ?”
“ในเมื่อไม่ยอมแบ่งเงิน อย่างน้อยก็ควรยกเรือนฝั่งตะวันออกให้ครอบครัวป้าเข้ามาอาศัย!”
ผู้อาวุโสเคราขาวพยักหน้า
“ถูกต้อง บ้านหลังนี้กว้างขวางพอให้คนทั้งตระกูลอยู่ร่วมกันได้ พวกเราจะย้ายเข้ามาวันนี้เลย”
ญาติหลายคนเริ่มเดินสำรวจไปตามเรือนต่าง ๆ ราวกับบ้านหลังนี้กลายเป็นทรัพย์สินของพวกเขาไปแล้ว
สวี่เฟิงก้าวเข้ามาขวางทาง
“ออกไป”
“เฟิงเอ๋อร์ อย่าพูดจาไม่น่าฟังเช่นนั้น”
สวี่ชุนฮวายื่นมือหมายจะลูบศีรษะเขา แต่สวี่เฟิงกลับเบี่ยงตัวหลบ
“ข้าบอกให้ออกไปจากบ้านของพวกเรา”
“บ้านของพวกเราอะไรกัน?”
นางแค่นหัวเราะ
“เจ้าเป็นลูกหลานตระกูลสวี่ ทรัพย์สินของเจ้าย่อมเป็นทรัพย์สินของครอบครัว ต่อให้มีหนังสือไร้สาระนั่นอยู่ สายเลือดในกายของเจ้าก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้!”
สวี่เฟิงกำหมัดแน่น แต่ยังคงพยายามควบคุมอารมณ์
“ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ออกไป”
“ไม่ออก!”
สวี่ชุนฮวาตวาดกลับ ก่อนหันไปสั่งญาติคนอื่น
“ขนของเข้าเรือนตะวันออกให้หมด ข้าอยากรู้ว่ามันจะกล้าทำอะไรผู้อาวุโสของตนเอง!”
ญาติชายสองคนเดินตรงเข้าไปยังเรือนด้านข้าง สวี่เฟิงรีบก้าวตามไปขวาง ทว่าผู้อาวุโสเคราขาวกลับยกไม้เท้าขึ้นฟาดไหล่เขาจากด้านหลัง
ผลัวะ!
เสื้อบริเวณหัวไหล่ของสวี่เฟิงฉีกขาด ทว่าร่างกายของเขากลับไม่ขยับแม้แต่น้อย
ผู้อาวุโสเคราขาวชะงักไปเล็กน้อย
“เจ้าเด็กเหลือขอ ข้ายังสั่งสอนเจ้าไม่ได้แล้วหรือ?”
สวี่เฟิงค่อย ๆ หันกลับมา แววตาเย็นชาจนอีกฝ่ายเผลอถอยหลังหนึ่งก้าว
สวี่ซูเหยารีบเข้ามาจับแขนน้องชาย
“เฟิงเอ๋อร์ อย่า...”
“เห็นหรือไม่?”
สวี่ชุนฮวาชี้หน้าสวี่เฟิง ก่อนหันไปกล่าวกับทุกคน
“มันกำลังคิดทำร้ายผู้อาวุโสจริง ๆ! เด็กอกตัญญูเช่นนี้ หากไม่สั่งสอนเสียบ้าง วันหน้าคงกล้าฆ่าพวกเราทุกคน!”
นางพุ่งเข้ามาคว้าแขนของสวี่ซูเหยา แล้วลากอีกฝ่ายออกจากสวี่เฟิงอย่างรุนแรง
“ส่วนเจ้าเป็นพี่สาวแต่กลับไม่รู้จักอบรมน้องชาย เอาแต่ป่วยเป็นภาระให้มันมาตั้งหลายปี บัดนี้หายดีแล้วก็ยังมีแต่สร้างความแตกแยก!”
“ปล่อยข้านะ!”
สวี่ซูเหยาพยายามดึงแขนกลับ ทว่าสวี่ชุนฮวากลับจิกเล็บลงบนข้อมือของนางแน่นกว่าเดิม
“หากไม่มีเจ้า เฟิงเอ๋อร์คงเชื่อฟังป้ามากกว่านี้!”
กล่าวจบ นางก็ผลักสวี่ซูเหยาออกไปอย่างแรง
ตุบ!
สวี่ซูเหยาล้มลงกับพื้น ฝ่ามือครูดไปกับก้อนหินจนเกิดบาดแผล โลหิตสีแดงค่อย ๆ ไหลออกมาตามปลายนิ้ว
ทั่วทั้งลานเงียบสนิท
สวี่เฟิงจ้องมองหยดเลือดบนมือของพี่สาว ร่างกายของเขานิ่งค้างอยู่หลายอึดใจ
ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง
พี่สาวใช้ร่างกายปกป้องเขาจนขาข้างหนึ่งพิการ
พี่สาวแบ่งอาหารส่วนของตนเองให้เขา ทั้งที่ตนกำลังป่วยหนัก
พี่สาวอดทนต่อความเจ็บปวดมาหลายปีโดยไม่เคยกล่าวโทษเขาแม้แต่คำเดียว
แต่คนเหล่านี้กลับตามรังควานพวกเขามาตลอดทั้งวัน และตอนนี้ยังกล้าทำร้ายนางต่อหน้าต่อตาเขา
เส้นความอดทนเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นลงในทันที
ครืนนนน!
ปราณห้าสีปะทุออกจากร่างของสวี่เฟิง พื้นใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวก่อนพลังทั้งห้าธาตุจะหมุนเวียนไปทั่วร่างอย่างสมบูรณ์
สวี่ชุนฮวาหน้าซีดเผือก
“จะ...เจ้าคิดจะทำอะไร?”
สวี่เฟิงก้าวเข้าไปประคองพี่สาวลุกขึ้น ก่อนตรวจสอบบาดแผลบนฝ่ามือของนางอย่างระมัดระวัง
“พี่ใหญ่ ข้าขอโทษ”
“เฟิงเอ๋อร์ พี่ไม่เป็นไร...”
“ข้าปล่อยให้พวกมันรังควานท่านมาทั้งวัน เพราะคิดว่าอดทนแล้วเรื่องจะจบ”
เขาค่อย ๆ หันกลับไปหาเหล่าญาติ
“แต่ดูเหมือนคนพวกนี้จะฟังภาษามนุษย์ไม่เข้าใจ”
ผู้อาวุโสเคราขาวกระแทกไม้เท้าลงกับพื้น ก่อนตวาดกลบความหวาดกลัว
“เจ้ากล้าหรือ? หากทำร้ายพวกเรา เจ้าจะถูกผู้คนทั้งเมืองประณามว่าอกตัญญู!”
“ข้าอดทนมาทั้งวันแล้ว”
สวี่เฟิงก้าวออกไปหนึ่งก้าว
“ในเมื่อพูดภาษาคนไม่เข้าใจ ต่อจากนี้ข้าจะพูดด้วยกำปั้นแทน!”
สิ้นเสียง ร่างของเขาก็หายไปจากตำแหน่งเดิม
หมัดซึ่งห่อหุ้มด้วยปราณห้าสีกระแทกเข้ากลางท้องของผู้อาวุโสเคราขาวอย่างจัง
ปัง!
ดวงตาของชายชราเบิกกว้าง ร่างทั้งร่างงอตัวราวกับกุ้ง ก่อนกระเด็นออกจากประตูบ้านไปตกลงกลางถนน
ญาติคนอื่นยังไม่ทันตั้งสติ สวี่เฟิงก็หมุนตัวซัดศอกใส่ใบหน้าชายคนหนึ่ง แล้วเหวี่ยงหมัดกลับไปอีกด้าน
ผลัวะ! ตุบ! โครม!
ทุกหมัดซึ่งปล่อยออกไปหนักหน่วงจนผู้ถูกโจมตีกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง แต่สวี่เฟิงยังควบคุมกำลังเอาไว้ ไม่ได้ทำลายตันเถียนหรือหมายเอาชีวิตผู้ใด
ญาติชายสองคนซึ่งคิดยึดเรือนตะวันออกรีบหันหลังวิ่งหนี ทว่าสวี่เฟิงตามไปคว้าคอเสื้อ ก่อนจับศีรษะทั้งคู่กระแทกเข้าหากัน
โป๊ก!
ทั้งสองตาเหลือก ก่อนล้มลงพร้อมกัน
สวี่ชุนฮวาเห็นญาติทุกคนถูกจัดการภายในไม่กี่อึดใจก็ทรุดลงกับพื้น
“เฟิงเอ๋อร์ ป้า...”
“หุบปาก”
สวี่เฟิงเดินเข้าไปหยุดตรงหน้านาง
“ข้าเคยเรียกท่านว่าป้า เพราะท่านเป็นน้องสาวของท่านพ่อ”
“แต่ตั้งแต่วันนี้ ท่านไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้าอีกแล้ว”
สวี่ชุนฮวารีบคลานถอยหลัง
“ข้าเป็นสตรี ทั้งยังเป็นผู้อาวุโส เจ้าไม่อาจลงมือกับข้าได้นะ!”
“เมื่อครู่ตอนท่านผลักพี่สาวข้า เหตุใดจึงไม่นึกว่านางก็เป็นสตรี?”
“ขะ...ข้าเพียงพลั้งมือ!”
สวี่เฟิงไม่สนใจคำแก้ตัว เขาคว้าคอเสื้อของนางขึ้นมา ก่อนโยนออกจากประตูไปกองรวมกับญาติคนอื่น
จากนั้นจึงลากคนซึ่งยังนอนอยู่ภายในลานออกไปโยนตามทีละคน
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
เพียงไม่นาน เหล่าญาติทั้งหมดก็นอนกองทับกันอยู่กลางถนน
ชาวบ้านซึ่งมุงดูอยู่รอบด้านไม่มีผู้ใดกล่าวตำหนิสวี่เฟิง ตรงกันข้าม หลายคนกลับรู้สึกสะใจจนเกือบปรบมือออกมา
สวี่เฟิงยืนอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน ก่อนกวาดตามองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นเยียบ
“วันนี้ข้าเพียงต่อยพวกเจ้าและโยนออกไป”
“หากต่อจากนี้ผู้ใดกล้าตามรังควานพี่สาวข้า หรือก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต ข้าจะหักขาของมันทั้งสองข้าง!”
สวี่ชุนฮวากุมเอวตนเอง ก่อนตะโกนกลับมาทั้งน้ำตา
“ข้าจะไปฟ้องทางการ! ข้าจะบอกทุกคนว่าเจ้าทำร้ายญาติผู้ใหญ่!”
เจ้าของบ้านฝั่งตรงข้ามแค่นหัวเราะ
“ไปสิ พวกข้าทุกคนจะช่วยเป็นพยานว่าพวกเจ้าบุกรุกบ้านและลงมือทำร้ายคุณหนูสวี่ก่อน”
“ข้าเองก็เห็น!”
“ข้าด้วย!”
“จะไปที่ว่าการเมื่อใดเรียกพวกเราได้ พวกเราจะตามไปให้ปากคำทั้งหมด!”