ตอนที่ 497 อดทนได้นานกว่าที่ข้าคิด
สวี่ชุนฮวาอ้าปากค้าง นางหันไปมองผู้คนรอบด้าน แต่กลับไม่พบสายตาเห็นใจแม้แต่คู่เดียว
ท้ายที่สุดเหล่าญาติจึงต้องช่วยกันหิ้วผู้อาวุโสเคราขาว แล้วพากันหลบหนีออกจากถนนอย่างทุลักทุเล
สวี่เฟิงมองจนคนเหล่านั้นหายลับไป ก่อนปิดประตูบ้านลงกลอน
เมื่อหันกลับมา ความดุดันบนใบหน้าของเขาก็หายไปจนหมด
“พี่ใหญ่ ขอข้าดูมือท่านหน่อย”
สวี่ซูเหยายื่นมือให้น้องชาย สวี่เฟิงรีบนำน้ำสะอาดมาล้างบาดแผล ก่อนทายาและพันผ้าให้อย่างระมัดระวัง
“แผลเล็กน้อยเท่านั้น เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก”
“ข้าขอโทษ”
“เหตุใดต้องขอโทษพี่?”
สวี่เฟิงก้มหน้าลง
“หากข้าจัดการพวกมันตั้งแต่แรก ท่านคงไม่ต้องเจ็บตัว”
สวี่ซูเหยายิ้ม ก่อนยกมืออีกข้างลูบศีรษะน้องชายเบา ๆ
“เจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด เฟิงเอ๋อร์ของพี่เติบโตขึ้นมากแล้ว”
ดวงตาของสวี่เฟิงแดงขึ้นเล็กน้อย เขากุมมือพี่สาวเอาไว้แน่น
“ต่อจากนี้ข้าจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดรังแกท่านอีก”
“อืม พี่เชื่อเจ้า”
บนหลังคาฝั่งตรงข้าม ชายชุดดำลดมือลงจากด้ามกระบี่
เมื่อครู่หากสวี่เฟิงช้ากว่านี้อีกเพียงเล็กน้อย เขาคงเข้าไปจัดการคนเหล่านั้นแทนแล้ว
ทว่าดูเหมือนจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
เขาหยิบแผ่นหยกสื่อสารออกมา ก่อนถ่ายทอดเหตุการณ์ทั้งหมดกลับไปยังหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์
“สวี่เฟิงลงมือแล้ว ภัยคุกคามถูกจัดการ ไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายถึงชีวิต”
ชายชุดดำเก็บแผ่นหยกกลับเข้าที่ ก่อนมองประตูบ้านซึ่งปิดสนิท
“อดทนได้นานถึงเพียงนี้ นับว่าใจเย็นกว่าที่ข้าคิดมาก”
หลังมื้อเย็น ภายในห้องส่วนตัวของหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์ ยูรันกำลังเอนหลังอยู่บนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ ส่วนเถียนซูเจินยืนรายงานอยู่เบื้องหน้า
“สวี่เฟิงอดทนได้ดีกว่าที่ข้าคิดเอาไว้นะเจ้าคะ ถูกตามรังควานตั้งแต่ช่วงสายจนถึงยามเย็นจึงยอมลงมือ”
ยูรันแค่นเสียง
“เหลวไหล หากเป็นข้า คนพวกนั้นคงถูกตัดแขนขาตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว จะอดทนไปเพื่ออะไร?”
เถียนซูเจินเงียบไปครู่หนึ่ง
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจ
“ความอดทนมีไว้เพื่อเฝ้ารอสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อย่างเช่นการอบรมบุตรหลานหรือสั่งสอนลูกศิษย์”
“แต่คนพวกนั้นเป็นเพียงขยะซึ่งถูกความโลภครอบงำ ต่อให้อดทนกับพวกมันไปอีกสิบปี พวกมันก็ไม่ได้สำนึกขึ้นมาหรอก แล้วจะเสียเวลาไปทำไม?”
“เป็นอย่างที่คุณชายใหญ่กล่าวจริง ๆ เจ้าค่ะ”
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้น
“ว่าแต่เมื่อสวี่เฟิงแสดงพลังออกไปแล้ว ทั้งยังประกาศต่อหน้าผู้คนอย่างชัดเจน เรื่องนี้คงจบลงเพียงเท่านี้แล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“จบ?”
ยูรันหัวเราะเบา ๆ ราวกับเพิ่งได้ยินคำถามไร้เดียงสา
“สองพี่น้องนั่นลำบากมาหลายปี จู่ ๆ กลับมีทรัพย์สินหลายพันล้านอยู่ในมือ เจ้าคิดจริงหรือว่าหนังสือรับรองเพียงไม่กี่แผ่นจะหยุดคนโลภได้?”
“เหตุผลที่ข้าให้พวกเขาไปทำหนังสือตัดความสัมพันธ์ ไม่ใช่เพื่อห้ามคนพวกนั้น แต่เพื่อให้สถานะของสองพี่น้องชัดเจนต่างหาก”
“นับจากนี้ไม่ว่าตระกูลสวี่จะทำสิ่งใด ก็ไม่อาจยกเรื่องเครือญาติหรือความกตัญญูมาใช้เป็นข้ออ้างได้อีก หากสวี่เฟิงลงมือโต้กลับ ก็ไม่มีผู้ใดกล่าวได้ว่าเขารังแกคนในครอบครัว”
เถียนซูเจินพยักหน้าช้า ๆ
“ที่แท้คุณชายคิดไปถึงขั้นนี้ตั้งแต่แรกแล้ว”
“อืม ข้าเพียงช่วยทำให้มือของพวกเขาสะอาดเท่านั้น ส่วนพวกโลภมากจะคิดอย่างไรไม่สำคัญ”
ยูรันวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
“หลังพบว่าการร้องไห้ประจานกับบุกยึดบ้านไม่ได้ผล พวกมันก็ต้องหาวิธีอื่นอยู่ดี”
“อย่างเช่นปลอมหลักฐานหนี้สิน จ้างคนมาขโมยของ ลักพาตัวพี่สาว หรือไม่ก็ฆ่าสองพี่น้องแล้วแย่งเอาทรัพย์สินทั้งหมดไป”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าน้อยควรส่งคนไปคุ้มกันเพิ่มหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่ต้อง คนที่ส่งไปเพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว”
ยูรันโบกมืออย่างเกียจคร้าน
“ให้เขาติดตามต่อไปตามเดิม หากยังไม่เกิดอันตรายถึงชีวิตก็ไม่ต้องแทรกแซง แต่หากพวกมันลงมือจริงก็ช่วยชีวิตสองพี่น้องเอาไว้ ส่วนเรื่องที่เหลือปล่อยให้สวี่เฟิงจัดการด้วยตนเอง”
“เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญ หากไม่รู้จักปกป้องสิ่งที่อยู่ในมือ ต่อให้มีวาสนามากเพียงใด สุดท้ายก็รักษาอะไรเอาไว้ไม่ได้อยู่ดี”
เถียนซูเจินประสานมือรับคำ
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
ยูรันเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
“อืม ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า คราวนี้วาสนาของบุตรแห่งโชคชะตาจะลากตัวอะไรเข้ามาอีก”
เถียนซูเจินครุ่นคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามเพิ่มเติม
“ในเมื่อสวี่เฟิงเป็นบุตรแห่งโชคชะตา และพลังซึ่งหลับใหลอยู่ภายในก็ตื่นขึ้นแล้ว เหตุใดเขาจึงยังต้องพบเจอความลำบากอีกหรือเจ้าคะ?”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“หืม? ข้าเคยบอกหรือว่าบุตรแห่งโชคชะตาจะไม่พบความลำบาก?”
เถียนซูเจินกะพริบตาปริบ ๆ
“ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่คุณชายใหญ่กล่าวว่าพวกเขาจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
“ก็หมายความตามนั้น พวกเขาจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนอนรออยู่เฉย ๆ แล้วตบะเพิ่มขึ้นเองเสียหน่อย”
ยูรันหยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมากิน ก่อนอธิบายต่อ
“บุตรแห่งโชคชะตาไม่ได้มีชีวิตสุขสบาย ตรงกันข้าม ยิ่งมีวาสนามากเท่าใด เคราะห์ภัยซึ่งดึงดูดเข้ามาก็ยิ่งรุนแรงเท่านั้น”
“ศัตรู การทรยศ ความสูญเสีย หรือแม้แต่เรื่องบังเอิญซึ่งอาจเอาชีวิต ล้วนเป็นสิ่งผลักดันให้พวกเขาเติบโต หากผ่านพ้นไปได้ เคราะห์ร้ายก็จะเปลี่ยนเป็นวาสนา แต่หากผ่านไม่ได้ก็ตาย เท่านี้เอง”
เถียนซูเจินเงียบไปเล็กน้อย
“แล้วสวี่ซูเหยาเล่าเจ้าคะ?”
“เดิมทีนางไม่ใช่”
ยูรันเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ
“ตามเส้นทางเดิม สวี่ซูเหยาจะต้องตาย ความตายของนางจะทำให้สวี่เฟิงสูญเสียที่พึ่งทางใจเพียงหนึ่งเดียว แล้วผลักเขาให้ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการเข่นฆ่าและการล้างแค้นเท่านั้น”
“ท้ายที่สุดสวี่เฟิงจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิเพียงคนเดียว ส่วนนางจะเหลือเพียงความทรงจำซึ่งติดอยู่ภายในใจของเขาไปตลอดชีวิต”
เถียนซูเจินเม้มริมฝีปาก
“แต่ตอนนี้คุณชายช่วยชีวิตนางเอาไว้แล้ว...”
“อืม เพราะฉะนั้นเส้นทางจึงเปลี่ยนไป”
“นางรอดพ้นจากชะตาความตายมาได้ แต่เคราะห์ร้ายซึ่งควรเอาชีวิตนางไม่ได้หายไปในทันที มันยังคงติดตามนาง และเชื่อมโยงเข้ากับวาสนาของสวี่เฟิงซึ่งพยายามปกป้องนาง”
“หากสองพี่น้องก้าวผ่านเคราะห์เหล่านั้นไปด้วยกันได้ เคราะห์ร้ายของสวี่ซูเหยาก็จะพลิกกลับกลายเป็นวาสนาครั้งใหญ่”
ยูรันยักไหล่
“เมื่อถึงตอนนั้น จากเดิมซึ่งควรมีมหาจักรพรรดิเพียงคนเดียว ก็จะกลายเป็นสองคน”
เถียนซูเจินสูดหายใจเข้าช้า ๆ
“หมายความว่า การที่ซูเหยามีชีวิตอยู่ทำให้อนาคตของทั้งสองคนดีขึ้น แต่ระหว่างทางกลับต้องเผชิญอันตรายมากกว่าเดิมหรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง”
“ถ้าเช่นนั้น เหตุใดคุณชายจึงไม่ช่วยขจัดเคราะห์ทั้งหมดให้พวกเขาตั้งแต่แรกเล่าเจ้าคะ?”
ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
“เพราะข้าอยากดูเรื่องสนุก”
“...”
เถียนซูเจินพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ยูรันหยิบขนมอีกชิ้นเข้าปาก ก่อนกล่าวต่อ
“หากข้าออกหน้าไปยืนข้างพวกเขาตั้งแต่แรก เคราะห์ร้ายเหล่านั้นจะทำอะไรได้? ทั่วทั้งเมืองนี้ยังมีผู้ใดกล้าเข้าไปหาเรื่องสองพี่น้องต่อหน้าข้าอีกหรือ?”
เถียนซูเจินส่ายหน้าทันที
“คงไม่มีเจ้าค่ะ”
“นั่นไง หากไม่มีผู้ใดกล้าหาเรื่อง แล้วข้าจะดูอะไร?”
“อีกอย่าง หากข้าจัดการให้ทุกอย่าง พวกเขาก็ไม่มีโอกาสเติบโตด้วยตนเอง ต่อให้วันหน้ามีพลังมากขึ้น ก็เป็นได้เพียงคนที่รอให้ผู้อื่นคอยปกป้องเท่านั้น”
“ข้าจะช่วยไม่ให้พวกเขาตาย แต่เรื่องซึ่งจัดการเองได้ก็ปล่อยให้จัดการกันเอง แบบนี้ทั้งได้ดูเรื่องสนุกและไม่เสียของ มีปัญหาตรงไหน?”
เถียนซูเจินมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าซับซ้อน
ผู้คนทั่วทั้งทวีปต่างใฝ่ฝันอยากผูกมิตรกับมหาจักรพรรดิในอนาคต ต่อให้ต้องทุ่มทรัพยากรทั้งหมดก็ยอมทำโดยไม่ลังเล
ทว่ายูรันกลับช่วยเปลี่ยนชะตาของมหาจักรพรรดิสองคน เพียงเพราะอยากหาเรื่องสนุกเอาไว้ดูเท่านั้น
กลางดึก ภายในเรือนประชุมของตระกูลสวี่
เหล่าญาติซึ่งถูกสวี่เฟิงต่อยจนหมดสภาพนั่งอยู่รอบโต๊ะยาว แต่ละคนมีใบหน้าบวมปูด บางคนใช้ผ้าพันศีรษะ บางคนต้องนอนคว่ำอยู่บนเปลหาม เพราะไม่อาจนั่งได้ตามปกติ
สวี่ชุนฮวาประคบแก้มด้วยถุงน้ำแข็ง ดวงตาเต็มไปด้วยความอาฆาต
“เด็กอกตัญญูนั่นกล้าลงมือกับพวกเราจริง ๆ!”
ญาติชายคนหนึ่งซึ่งมีรอยฟกช้ำเต็มใบหน้ากล่าวอย่างหวาดกลัว
“ข้าว่าพวกเราหยุดเพียงเท่านี้เถอะ สวี่เฟิงเพิ่งเริ่มบำเพ็ญก็แข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้ว อีกทั้งวาสนาของเขายังเกี่ยวข้องกับคุณชายใหญ่ หากพวกเรายังตามรังควานต่อไป...”