ตอนที่ 499 ผู้ใดเป็นผู้ว่าจ้าง
กลางดึก ภายในเรือนประชุมของตระกูลสวี่
เหล่าญาติซึ่งถูกสวี่เฟิงต่อยจนหมดสภาพนั่งอยู่รอบโต๊ะยาว แต่ละคนมีใบหน้าบวมปูด บางคนใช้ผ้าพันศีรษะ บางคนต้องนอนคว่ำอยู่บนเปลหาม เพราะไม่อาจนั่งได้ตามปกติ
สวี่ชุนฮวาประคบแก้มด้วยถุงน้ำแข็ง ดวงตาเต็มไปด้วยความอาฆาต
“เด็กอกตัญญูนั่นกล้าลงมือกับพวกเราจริง ๆ!”
ญาติชายคนหนึ่งซึ่งมีรอยฟกช้ำเต็มใบหน้ากล่าวอย่างหวาดกลัว
“ข้าว่าพวกเราหยุดเพียงเท่านี้เถอะ สวี่เฟิงเพิ่งเริ่มบำเพ็ญก็แข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้ว อีกทั้งวาสนาของเขายังเกี่ยวข้องกับคุณชายใหญ่ หากพวกเรายังตามรังควานต่อไป...”
ปัง!
สวี่ชุนฮวาตบโต๊ะจนถุงน้ำแข็งตกลงบนพื้น
“แล้วจะให้ข้ามองเงินสี่พันกว่าล้านหลุดมือไปต่อหน้าต่อตาหรือ?!”
“แต่นั่นไม่ใช่เงินของพวกเราตั้งแต่แรก”
ชายผู้นั้นพึมพำเสียงเบา ทว่าภายในห้องเงียบเกินไป ทุกคนจึงได้ยินอย่างชัดเจน
สวี่ชุนฮวาหันขวับไปถลึงตาใส่เขา
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าเพียงคิดว่า...”
เขากลืนน้ำลาย ก่อนรวบรวมความกล้ากล่าวต่อ
“หนังสือตัดความสัมพันธ์ได้รับการรับรองจากทางการแล้ว วันนี้พวกเราเองก็ลองทำทุกวิถีทาง แต่กลับไม่ได้อะไรเลย นอกจากถูกผู้คนด่าทอและถูกสวี่เฟิงกระทืบจนหมดสภาพ”
“ข้าไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเงินซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราอีกแล้ว”
ญาติหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย
“ถูกต้อง พวกเราพอเถอะ”
“หากคุณชายใหญ่รู้เรื่องขึ้นมา ตระกูลของเราคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะหลบหนี”
“วันนี้สวี่เฟิงยังออมมือ แต่ครั้งหน้าเขาอาจหักแขนขาพวกเราจริง ๆ ก็ได้”
“ข้าเองก็ไม่อยากยุ่งแล้ว”
เสียงสนับสนุนดังขึ้นรอบโต๊ะ ทำให้ใบหน้าของสวี่ชุนฮวามืดครึ้มยิ่งกว่าเดิม
ผู้อาวุโสเคราขาวซึ่งนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
รอยหมัดตรงกลางท้องยังทำให้เขาปวดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความละโมบไม่ต่างจากสวี่ชุนฮวา
“พวกเจ้าคิดว่าหากหยุดตอนนี้ เรื่องทั้งหมดจะจบลงจริงหรือ?”
เสียงภายในห้องค่อย ๆ เงียบลง
ชายชรากวาดตามองทุกคน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“พวกเราเคยขับไล่สองพี่น้องออกจากตระกูล ปล่อยให้พวกมันอดอยากอยู่หลายปี วันนี้ยังพยายามแย่งชิงทรัพย์สินและบุกเข้าไปยึดบ้านของพวกมันอีก”
“ตอนนี้สวี่เฟิงเพิ่งก้าวเข้าสู่หลอมรวมปราณขั้นต้นก็เอาชนะพวกเราได้ทั้งหมด หากปล่อยให้มันเติบโตต่อไป พวกเจ้าคิดว่ามันจะลืมความแค้นเหล่านี้หรือ?”
ญาติทุกคนมองหน้ากัน ความหวาดกลัวเริ่มปรากฏขึ้นในแววตา
“แต่สวี่เฟิงปล่อยพวกเรากลับมาแล้ว...”
“นั่นเป็นเพราะมันยังไม่มีพลังมากพอต่างหาก!”
ผู้อาวุโสเคราขาวตวาดแทรก
“วันนี้มันประกาศว่าจะหักขาผู้ซึ่งกลับไปตามรังควาน วันหน้าหลังมันแข็งแกร่งขึ้น ผู้ใดจะรับรองได้ว่ามันจะไม่กลับมาคิดบัญชีกับพวกเราทั้งตระกูล?”
คำพูดเหล่านี้ทำให้คนซึ่งคิดถอนตัวเริ่มลังเล
สวี่ชุนฮวารีบกล่าวเสริม
“ท่านผู้อาวุโสพูดถูก! ต่อให้พวกเราไม่ต้องการเงินแล้ว แต่สวี่เฟิงไม่มีทางปล่อยพวกเราไปแน่”
“แทนที่จะนั่งรอให้มันเติบโตแล้วกลับมาฆ่าพวกเราทั้งหมด ไม่สู้ลงมือก่อนที่มันจะสายเกินไป!”
ญาติชายคนเดิมหน้าเปลี่ยนสี
“เจ้าคิดจะฆ่าพวกเขาหรือ?”
“แล้วเจ้ามีวิธีอื่นหรือ?”
สวี่ชุนฮวาแค่นเสียง
“ตราบใดที่สองพี่น้องยังมีชีวิต พวกเราก็ต้องหวาดระแวงไปตลอดชีวิต แต่หากพวกมันตาย ทั้งภัยคุกคามและปัญหาทั้งหมดก็จะหายไปพร้อมกัน!”
“แต่พวกเขาทำหนังสือตัดความสัมพันธ์แล้ว ต่อให้ตาย พวกเราก็ไม่มีสิทธิ์รับมรดกอยู่ดี”
ผู้อาวุโสเคราขาวยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวอย่างเย็นชา
“ไม่มีสิทธิ์รับมรดก ไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะนำทรัพย์สินมาไม่ได้”
ทุกคนภายในห้องหันไปมองเขาพร้อมกัน
ชายชรายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“จับสวี่ซูเหยามาเป็นตัวประกัน บังคับให้สวี่เฟิงมอบแหวนมิติ ป้ายรับฝากทรัพย์ และประทับรอยวิญญาณลงบนหนังสือโอนทรัพย์สิน”
“หลังจากได้ทุกอย่างมาแล้ว ค่อยกำจัดพวกมันสองคนและเผาบ้านทำลายหลักฐาน”
ญาติหลายคนหน้าซีดเผือก
แม้พวกเขาจะละโมบและหน้าด้าน แต่การลงมือฆ่าคนยังเป็นสิ่งซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าทำอย่างเปิดเผย
หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งกำชายเสื้อของตนเองแน่น
“พวกเราเพียงต้องการส่วนแบ่ง ไม่เคยตกลงว่าจะเอาชีวิตพวกเขานะ”
“ตอนถูกโยนออกจากหอสมบัติ เจ้าก็เป็นคนด่าสวี่ซูเหยาดังที่สุดไม่ใช่หรือ?”
สวี่ชุนฮวาเหลือบมองนางอย่างเย็นชา
“ตอนนี้เพิ่งคิดทำตัวเป็นคนดี ไม่สายเกินไปหน่อยหรือ?”
“นั่นไม่เหมือนกัน! ต่อให้ข้าด่าทอนาง ข้าก็ไม่ได้คิดจะฆ่าใคร!”
“แต่หากสวี่เฟิงกลับมาแก้แค้น เจ้ามั่นใจหรือว่ามันจะปล่อยครอบครัวเจ้าเอาไว้?”
หญิงผู้นั้นชะงักไป
ผู้อาวุโสเคราขาวกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“วันนี้ทุกคนติดตามไปถึงบ้านของพวกมัน ทั้งยังคิดแบ่งทรัพย์สินกันต่อหน้าผู้คนมากมาย ต่อให้พวกเจ้าถอนตัวตอนนี้ สวี่เฟิงก็จดจำใบหน้าของทุกคนได้หมดแล้ว”
“บนเรือลำนี้ไม่มีผู้ใดสะอาด พวกเจ้ามีเพียงสองทางเลือก ลงมือพร้อมกันแล้วได้รับทรัพย์สิน หรือแยกย้ายกลับไปนั่งรอให้มันตามไปคิดบัญชีในภายหลัง”
คำพูดเหล่านั้นปิดปากคนซึ่งคิดคัดค้านทั้งหมด
แม้หลายคนรู้ดีว่าชายชรากำลังใช้ความหวาดกลัวบีบบังคับ แต่เมื่อคิดถึงพลังซึ่งสวี่เฟิงแสดงออกมาในช่วงเย็น ก็ไม่มีผู้ใดกล้าลุกขึ้นจากโต๊ะอีก
“ท่านผู้อาวุโส เรื่องนี้ร้ายแรงเกินไปหรือไม่?”
“หากถูกทางการสืบพบ พวกเราทุกคนต้องถูกประหารแน่!”
“อีกทั้งสวี่เฟิงยังได้รับวาสนาจากคุณชายใหญ่ ผู้ใดจะกล้ารับงานเช่นนี้?”
“เพราะฉะนั้นพวกเราจึงไม่ลงมือด้วยตนเอง”
ผู้อาวุโสเคราขาววางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
“ขอเพียงจ้างคนนอกเมืองซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูล ต่อให้ทางการตรวจสอบก็ไม่อาจเชื่อมโยงมาถึงพวกเราได้”
“ส่วนค่าจ้างเบื้องต้นให้นำเงินจากคลังส่วนกลางออกมาก่อน หากยังไม่เพียงพอก็ขายร้านค้าตรงถนนฝั่งใต้กับที่ดินนอกเมืองสองผืน”
ผู้ดูแลคลังรีบลุกขึ้น
“ไม่ได้! ทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นรากฐานของตระกูล หากขายออกไป พวกเราจะเหลือรายรับไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเดิม!”
สวี่ชุนฮวาตวาดกลับทันที
“เมื่อได้เงินหลายพันล้านมาแล้ว ผู้ใดยังต้องสนใจร้านค้าเก่าไม่กี่แห่งอีก?”
“ขายทิ้งไปเสีย! หลังงานสำเร็จพวกเราค่อยซื้อกลับมาสิบแห่งก็ยังได้!”
ผู้ดูแลคลังอ้าปากค้าง ทว่าเมื่อเห็นทุกคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วยก็ไม่อาจคัดค้านต่อไปได้
ความฝันถึงทรัพย์สินหลายพันล้านทำให้คนเหล่านี้ยอมเดิมพันแม้กระทั่งรากฐานสุดท้ายของตระกูล โดยไม่มีผู้ใดคิดเผื่อแม้แต่น้อยว่า หากแผนการล้มเหลว พวกเขาจะไม่เหลือสิ่งใดอีกเลย
ญาติคนหนึ่งถามอย่างไม่แน่ใจ
“ท่านคิดจะจ้างผู้ใด?”
ชายชราไม่ได้ตอบในทันที เขายกมือขึ้นตบสามครั้ง
ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ!
ประตูด้านข้างเปิดออก ชายร่างผอมในชุดคลุมสีเทาเดินเข้ามา ก่อนวางกล่องไม้สีดำลงกลางโต๊ะ
“นี่คือคนติดต่อจากหอเงาโลหิต”
เพียงได้ยินชื่อนั้น บรรยากาศภายในห้องก็หนักอึ้งขึ้นทันที
หอเงาโลหิตเป็นองค์กรนักฆ่าซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ไม่มีผู้ใดรู้ที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือโฉมหน้าที่แท้จริงของสมาชิก
ตราบใดที่ผู้ว่าจ้างจ่ายค่าตอบแทนมากพอ พวกมันยินดีรับงานทุกชนิดโดยไม่ถามเหตุผล
หลายปีก่อน ผู้อาวุโสเคราขาวเคยช่วยชายชุดเทาปกปิดร่องรอยจากทางการ จึงได้รับช่องทางติดต่อกับหอเงาโลหิตมาเป็นการตอบแทน
ชายชุดเทาเปิดกล่องไม้ ด้านในมีป้ายเหล็กสีดำวางอยู่เพียงแผ่นเดียว
“หยดเลือดลงบนป้าย แล้วแจ้งเป้าหมายกับค่าตอบแทน หากหอเงาโลหิตยอมรับงาน นักฆ่าจะมาพบภายในหนึ่งก้านธูป”
ญาติชายคนหนึ่งรีบกล่าวขึ้น
“เดี๋ยวก่อน หากพวกเราติดต่อหอเงาโลหิตจริง ก็เท่ากับไม่มีทางหันกลับแล้วนะ!”
ผู้อาวุโสเคราขาวหันไปมองเขา
“ผู้ใดไม่ต้องการเข้าร่วมก็ออกไปได้”
ชายผู้นั้นมีสีหน้าโล่งอก เขารีบลุกขึ้นจากเก้าอี้
ทว่ายังไม่ทันก้าวไปถึงประตู เสียงของชายชราก็ดังตามหลังมา
“แต่ในเมื่อได้ยินแผนทั้งหมดแล้ว ข้าไม่อาจรับรองได้ว่าเจ้าจะมีชีวิตไปถึงวันพรุ่งนี้หรือไม่”
ฝีเท้าของชายผู้นั้นหยุดชะงัก
เขาค่อย ๆ หันกลับมามองใบหน้าของทุกคน ก่อนกลับไปนั่งตรงที่เดิมด้วยสีหน้าซีดเผือก
“ขะ...ข้าคิดดูแล้ว พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน ข้าย่อมต้องร่วมมือกับทุกคน”
สวี่ชุนฮวาแค่นเสียง
ผู้อาวุโสเคราขาวหยิบเข็มแทงปลายนิ้ว ก่อนหยดเลือดลงบนป้ายเหล็ก
“เป้าหมายคือสวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาแห่งเมืองจันทราเร้น ต้องการจับเป็นก่อนแล้วจึงฆ่าปิดปาก”
“ค่าตอบแทนสองแสนเหรียญกับทรัพย์สินสามส่วนซึ่งได้จากเป้าหมาย”
แสงสีแดงสว่างวาบขึ้นชั่วขณะ ก่อนป้ายเหล็กจะละลายกลายเป็นเงาดำและหายไปจากกล่อง
ภายในเรือนประชุมเงียบสนิท ทุกคนต่างเฝ้ารอด้วยหัวใจเต้นระรัว
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูป เปลวเทียนทั่วทั้งห้องก็ดับลงพร้อมกัน
พรึ่บ!
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนเก้าอี้ว่างตรงปลายโต๊ะโดยไม่มีผู้ใดสัมผัสได้ว่าเขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด
ชายผู้นั้นสวมอาภรณ์สีดำสนิท ใบหน้าถูกปิดบังด้วยหน้ากากเหล็ก เหลือเพียงดวงตาเย็นเยียบให้มองเห็น
แรงกดดันระดับสร้างรากฐานขั้นต้นแผ่ออกจากร่าง ทำให้ทุกคนภายในห้องหายใจติดขัด
เขากวาดตามองผู้คน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ข้ามีนามว่าเยี่ยอู๋เหิน”
“ผู้ใดเป็นผู้ว่าจ้าง?”