คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 501 กินไปเสีย7,816 ตัวอักษร

ตอนที่ 501 กินไปเสีย

เช้าวันต่อมา ภายในห้องส่วนตัวของหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์

เถียนซูเจินวางแผ่นหยกสื่อสารลงบนโต๊ะ ก่อนรายงานด้วยสีหน้าจริงจัง

“คุณชายใหญ่ ดูเหมือนคนตระกูลสวี่จะจ้างนักฆ่ามาแล้วเจ้าค่ะ”

ยูรันซึ่งกำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนเก้าอี้ถามกลับอย่างไม่ใส่ใจ

“อ้อ ระดับใด?”

“สร้างรากฐานขั้นต้นเจ้าค่ะ ใช้นามว่าเยี่ยอู๋เหิน มาจากหอเงาโลหิต”

“ขยะ”

เถียนซูเจินชะงัก

“สำหรับคุณชายย่อมเป็นขยะ แต่สวี่เฟิงเพิ่งอยู่ระดับหลอมรวมปราณขั้นต้นเองนะเจ้าคะ ต่อให้มีกายาพิเศษก็ไม่น่าข้ามช่องว่างหนึ่งขอบเขตใหญ่ไปเอาชนะได้”

“อืม สู้ไม่ได้หรอก”

ยูรันตอบอย่างตรงไปตรงมา

“หากต่อสู้กันตอนนี้ สวี่เฟิงคงถูกกระทืบอยู่ฝ่ายเดียว อย่างมากก็ทนได้นานกว่าผู้บำเพ็ญระดับเดียวกันเล็กน้อย”

“แล้วเหตุใดคุณชายจึงดูไม่กังวลเลยเจ้าคะ?”

ยูรันหยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมากิน

“เพราะทันทีที่สวี่เฟิงใกล้ตาย พลังจักรพรรดินีซึ่งหลับใหลอยู่ภายในร่างของสวี่ซูเหยาก็จะตื่นขึ้นมาเอง”

เถียนซูเจินเบิกตากว้าง

“สวี่ซูเหยามีพลังเช่นนั้นซ่อนอยู่จริงหรือเจ้าคะ?”

“อืม เพียงแต่เดิมทีนางถูกเคราะห์ร้ายกดทับเอาไว้ ทั้งร่างกายอ่อนแอ ขาพิการ และไม่มีโอกาสแม้แต่จะสัมผัสพลังของตนเอง”

“ตอนนี้ร่างกายหายดีแล้ว เคราะห์ซึ่งเคยกดทับนางจึงเริ่มเปลี่ยนแปลง แต่ยังขาดแรงกระตุ้นสำคัญอยู่เล็กน้อย”

เถียนซูเจินมองแผ่นหยกบนโต๊ะ

“แรงกระตุ้นซึ่งคุณชายกล่าวถึง คือการที่สวี่เฟิงตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตหรือเจ้าคะ?”

“ถูกต้อง”

ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“สวี่เฟิงมองนางเป็นที่พึ่งทางใจเพียงหนึ่งเดียว ส่วนนางก็เห็นน้องชายสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง”

“เมื่อเห็นสวี่เฟิงกำลังจะตายต่อหน้า ความปรารถนาที่จะปกป้องจะทำลายสิ่งซึ่งกดทับพลังของนางอยู่ทั้งหมด”

“ถึงตอนนั้นนักฆ่าระดับสร้างรากฐานนั่นก็จะกลายเป็นก้อนหินก้อนแรกให้นางใช้เหยียบขึ้นสู่เส้นทางบำเพ็ญ”

เถียนซูเจินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

“แต่คุณชายเคยกล่าวว่า หลังเปลี่ยนชะตาแล้ว เหตุการณ์ในอนาคตอาจไม่ดำเนินไปตามเส้นทางเดิมไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

“อืม เจ้าฉลาดขึ้นนี่”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าสั่งให้คนของเจ้าคอยเฝ้าดูอยู่ หากพลังของสวี่ซูเหยาตื่นขึ้นตามปกติก็ไม่ต้องทำอะไร แต่หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา อย่างน้อยก็ยังมีคนช่วยชีวิตพวกเขาได้ทัน”

“ข้าอยากดูเรื่องสนุก ไม่ได้อยากดูสองพี่น้องถูกฆ่าตายเสียหน่อย”

เถียนซูเจินพยักหน้ารับ

“ถ้าเช่นนั้น ข้าน้อยจะสั่งให้ผู้คุ้มกันติดตามต่อไปโดยไม่เปิดเผยตัวเจ้าค่ะ”

“อืม แล้วบอกเขาด้วยว่าอย่าตื่นตระหนกจนลงมือเร็วเกินไป รอให้สวี่เฟิงเหลือลมหายใจสักครึ่งหนึ่งก่อน”

“...”

เถียนซูเจินไม่รู้ว่าควรตีความคำว่า ‘เหลือลมหายใจครึ่งหนึ่ง’ อย่างไร

“คุณชายใหญ่ ข้าน้อยควรสั่งเขาตามคำพูดนี้จริง ๆ หรือเจ้าคะ?”

“ไม่ต้องหรอก ข้าพูดเล่น”

“ให้ช่วยทันทีที่มั่นใจว่าสวี่ซูเหยาไม่อาจตื่นพลังได้ เท่านี้ก็พอ”

เถียนซูเจินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนประสานมือรับคำ

“ข้าน้อยเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก

ก๊อก! ก๊อก!

“ท่านพี่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่เจ้าคะ?”

ยูรันจำเสียงของผู้มาเยือนได้ทันที

“เข้ามาสิ”

ประตูห้องเปิดออก เยวียนจือหลิงเดินเข้ามาพร้อมห่อผ้าสีดำซึ่งกอดเอาไว้แนบอก

เถียนซูเจินเห็นว่าทั้งสองมีเรื่องส่วนตัวจะพูดคุยจึงประสานมือ

“ข้าน้อยขอตัวไปเตรียมขนมให้คุณชายก่อนนะเจ้าคะ”

“อืม เอามาเยอะหน่อย”

“เจ้าค่ะ”

หลังเถียนซูเจินเดินออกไป เยวียนจือหลิงก็ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้ายูรัน ก่อนยื่นห่อผ้าให้เขาด้วยสองมือ

“ท่านพี่ ข้านำของขวัญมาให้เจ้าค่ะ”

“ข้าทำมันด้วยตนเองตามสัญญาจากการเดิมพันคราวก่อน อาจไม่ได้งดงามมากนัก แต่ข้าตั้งใจทำอย่างเต็มที่เลยนะเจ้าคะ”

ยูรันยื่นมือรับห่อผ้ามา

“หืม? ทำอะไรมาให้ข้าหรือ?”

“ท่านพี่ลองเปิดดูก่อนสิเจ้าคะ”

เขาคลี่ห่อผ้าออก ก่อนใช้นิ้วสัมผัสสิ่งซึ่งวางอยู่ด้านในอย่างแผ่วเบา

มันเป็นหมอนรองคอทรงครึ่งวงกลมสีดำ เนื้อผ้านุ่มและยัดนุ่นเอาไว้แน่นกำลังดี บนผืนผ้าปักลายลูกบอลสีขาวกางปีกด้วยด้ายเงิน ส่วนขอบด้านนอกเย็บเป็นลวดลายเมฆซึ่งเชื่อมต่อกันตลอดทั้งเส้น

ฝีเข็มบางจุดยังไม่สม่ำเสมอเท่าใดนัก เห็นได้ชัดว่าผู้ทำไม่ได้เชี่ยวชาญงานเย็บปัก แต่ทุกฝีเข็มกลับแน่นหนาและเต็มไปด้วยความตั้งใจ

ยูรันลูบลวดลายบนหมอนอยู่ครู่หนึ่ง

“ลูกบอลมีปีกจากสนามบอลเวหาหรือ?”

ดวงตาของเยวียนจือหลิงเป็นประกายขึ้นทันที

“ใช่เจ้าค่ะ! ข้าคิดอยู่นานว่าจะทำสิ่งใดให้ท่านพี่ดี สุดท้ายจึงเลือกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเดิมพันของพวกเรา”

“ข้าเห็นท่านพี่ชอบนอนหลับบนเก้าอี้อยู่บ่อยครั้ง บางครั้งศีรษะยังเอนไปด้านข้างจนดูไม่สบายนัก จึงลองเย็บหมอนรองคอให้เจ้าค่ะ”

นางก้มมองปลายนิ้วของตนเองซึ่งยังมีรอยเข็มตำหลงเหลืออยู่หลายจุด

“ข้าเพิ่งลองทำหมอนเป็นครั้งแรก หากมีตรงใดไม่เรียบร้อย ข้าจะนำกลับไปแก้ไขให้เจ้าค่ะ”

“ไม่จำเป็น แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว”

ยูรันวางหมอนลงตรงพนักเก้าอี้ ก่อนเอนศีรษะพิงลงไปทดสอบทันที

เยวียนจือหลิงมองการกระทำของเขาด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ

“ท่านพี่ชอบหรือไม่เจ้าคะ?”

“อืม ชอบสิ นุ่มและสบายกว่าพนักเก้าอี้ตั้งมาก”

ยูรันขยับศีรษะเล็กน้อย ก่อนจัดตำแหน่งหมอนให้พอดีกับต้นคอ

“เจ้าเริ่มทำตั้งแต่เมื่อใด?”

เยวียนจือหลิงหลบสายตา ก่อนตอบเสียงเบา

“หลังกลับจากสนามบอลเวหาเจ้าค่ะ ข้าใช้เวลาลองทำอยู่หลายครั้งกว่าจะได้ใบนี้”

“โอ้ ตั้งใจถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”

ใบหน้าของนางยิ่งแดงกว่าเดิม

“ขะ...ข้าเพียงไม่อยากผิดสัญญาเท่านั้น!”

ยูรันหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกมือลูบศีรษะนาง

“อืม ข้ารู้แล้ว ขอบใจมาก”

เยวียนจือหลิงก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้ม ก่อนขยับเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ข้างกายเขา

ความกังวลซึ่งมีมาตลอดหลายวันสลายหายไปจนหมด เพียงเห็นยูรันนำของขวัญที่นางทำขึ้นด้วยตนเองมาใช้โดยไม่ลังเล ทุกสิ่งที่พยายามมาก็ดูคุ้มค่าแล้ว

เยวียนจือหลิงนั่งมองเขาใช้หมอนใบใหม่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามขึ้น

“แล้วตอนนี้ท่านพี่กำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?”

ยูรันหลับตาลงอย่างเกียจคร้าน

“ไม่ได้ทำอะไร นอนอยู่เฉย ๆ”

“เช่นนั้นท่านพี่จะเดินทางกลับเมื่อใดเจ้าคะ?”

“วันปีใหม่ ข้าจะกลับวันนั้นเลย”

เยวียนจือหลิงชะงักไปเล็กน้อย

“ท่านพี่ไม่อยู่ชมการแข่งขันบอลเวหาก่อนหรือเจ้าคะ? ทุกคนกำลังฝึกซ้อมกันอย่างตั้งใจเลยนะเจ้าคะ”

ยูรันยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ

“ไม่ละ ข้ายังมีงานต้องจัดการอีกมาก ส่วนการแข่งขัน พวกเจ้าจัดการกันเองได้อยู่แล้ว”

ในจังหวะนั้น เถียนซูเจินที่เดินออกไปเอาขนมมาเพิ่มก็เดินกลับเข้ามาพร้อมถาดขนมพอดี นางได้ยินคำพูดของเขาจึงอดถามไม่ได้

“คุณชายมีงานมากจริงหรือเจ้าคะ?”

[ตั้งแต่มาถึงที่นี่ ข้าเห็นคุณชายนอนมากกว่าทำงานเสียอีก ส่วนคนที่วิ่งวุ่นจัดการทุกอย่างกลับเป็นข้าไม่ใช่หรือ?]

ยูรันหันหน้าไปทางนาง แม้ดวงตายังคงปิดสนิทอยู่ก็ตาม

“ตอนอยู่ยอดเขา งานแทบทุกอย่างล้วนเป็นข้าจัดการ หากมาถึงที่นี่แล้วยังต้องทำแทนพวกเจ้าอีก พวกเจ้าจะรับเงินไปเพื่ออะไร?”

“...”

เถียนซูเจินอ้าปากอยู่ครู่หนึ่ง แต่กลับหาคำโต้แย้งไม่ได้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงวางถาดขนมลงบนโต๊ะอย่างเงียบ ๆ

เยวียนจือหลิงรีบยกมือปิดปาก ทว่าเสียงหัวเราะเบา ๆ ยังคงเล็ดลอดออกมา

ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนเสียงของเจาเจาจะตามเข้ามาจากด้านนอก

“นายท่าน สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยามาขอพบเจ้าค่ะ”

เถียนซูเจินหันไปทางประตู

“ให้พวกเขาไปรออยู่ที่ห้องข้าง ๆ ก่อน”

“เจ้าค่ะ”

ยูรันหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมากิน ก่อนกล่าวอย่างเกียจคร้าน

“พอร่ำรวยขึ้นมาแล้วก็ขยันมาหาข้าทุกวันจริง ๆ”

เยวียนจือหลิงเอียงศีรษะด้วยความสงสัย

“สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาเป็นใครหรือเจ้าคะ?”

“สองพี่น้องที่เพิ่งแยกตัวออกจากตระกูลสวี่”

“ข้าไม่รู้จักเจ้าค่ะ”

“หากเจ้ารู้จักสิแปลก”

เยวียนจือหลิงกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนถามต่อ

“แล้วพวกเขามาหาท่านพี่ด้วยเหตุใดหรือเจ้าคะ?”

“พวกเขาอยากมาขอบคุณคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ”

เถียนซูเจินเป็นฝ่ายตอบ ก่อนเล่าเรื่องที่สองพี่น้องเคยถูกตระกูลทอดทิ้ง ถูกตามรังควานตลอดทั้งวัน ตลอดจนเรื่องที่ยูรันช่วยให้ทั้งคู่แยกตัวออกมาและเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้เยวียนจือหลิงฟังอย่างคร่าว ๆ

เมื่อฟังจนจบ เยวียนจือหลิงก็ยกมือปิดปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความเห็นใจ

“พวกเขาน่าสงสารมากเลยนะเจ้าคะ ท่านพี่ไม่ช่วยพวกเขาอีกสักหน่อยหรือ?”

ยูรันยื่นมือไปดีดหน้าผากนางหนึ่งที

“โอ๊ย!”

เยวียนจือหลิงรีบยกมือกุมหน้าผาก พลางมองเขาด้วยแววตาน้อยใจ

“ท่านพี่ดีดข้าทำไมเจ้าคะ?”

“ข้าช่วยพวกเขาไปมากพอแล้ว ที่เหลือก็ต้องหัดช่วยเหลือตนเองบ้างสิ”

ยูรันหยิบขนมขึ้นมากินต่อ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“หากข้าคอยจัดการทุกอย่างให้ตลอด แล้ววันหน้าเมื่อไม่มีข้าอยู่ พวกเขาจะดูแลตัวเองได้อย่างไร?”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนใช้นิ้วแตะหน้าผากของเยวียนจือหลิงซ้ำตรงตำแหน่งเดิม

“เจ้าก็เหมือนกัน อย่าคิดว่าพอเรียกข้าว่าท่านพี่แล้ว ข้าจะคอยจัดการทุกอย่างให้เจ้าไปตลอด”

เยวียนจือหลิงเม้มริมฝีปาก ก่อนพึมพำเสียงเบา

“แต่หากเป็นเรื่องที่ข้าจัดการไม่ได้ ท่านพี่ก็จะช่วยข้าอยู่ดีไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

“อืม นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง”

“เช่นนั้นก็ไม่เห็นแตกต่างกันตรงไหนเลยนี่เจ้าคะ...”

ยูรันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหยิบขนมอีกชิ้นยัดใส่ปากนางเพื่อยุติการโต้เถียง

“กินไปเสีย”

เยวียนจือหลิงเคี้ยวขนมตุ้ย ๆ พลางยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว