ตอนที่ 501 กินไปเสีย
เช้าวันต่อมา ภายในห้องส่วนตัวของหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์
เถียนซูเจินวางแผ่นหยกสื่อสารลงบนโต๊ะ ก่อนรายงานด้วยสีหน้าจริงจัง
“คุณชายใหญ่ ดูเหมือนคนตระกูลสวี่จะจ้างนักฆ่ามาแล้วเจ้าค่ะ”
ยูรันซึ่งกำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนเก้าอี้ถามกลับอย่างไม่ใส่ใจ
“อ้อ ระดับใด?”
“สร้างรากฐานขั้นต้นเจ้าค่ะ ใช้นามว่าเยี่ยอู๋เหิน มาจากหอเงาโลหิต”
“ขยะ”
เถียนซูเจินชะงัก
“สำหรับคุณชายย่อมเป็นขยะ แต่สวี่เฟิงเพิ่งอยู่ระดับหลอมรวมปราณขั้นต้นเองนะเจ้าคะ ต่อให้มีกายาพิเศษก็ไม่น่าข้ามช่องว่างหนึ่งขอบเขตใหญ่ไปเอาชนะได้”
“อืม สู้ไม่ได้หรอก”
ยูรันตอบอย่างตรงไปตรงมา
“หากต่อสู้กันตอนนี้ สวี่เฟิงคงถูกกระทืบอยู่ฝ่ายเดียว อย่างมากก็ทนได้นานกว่าผู้บำเพ็ญระดับเดียวกันเล็กน้อย”
“แล้วเหตุใดคุณชายจึงดูไม่กังวลเลยเจ้าคะ?”
ยูรันหยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมากิน
“เพราะทันทีที่สวี่เฟิงใกล้ตาย พลังจักรพรรดินีซึ่งหลับใหลอยู่ภายในร่างของสวี่ซูเหยาก็จะตื่นขึ้นมาเอง”
เถียนซูเจินเบิกตากว้าง
“สวี่ซูเหยามีพลังเช่นนั้นซ่อนอยู่จริงหรือเจ้าคะ?”
“อืม เพียงแต่เดิมทีนางถูกเคราะห์ร้ายกดทับเอาไว้ ทั้งร่างกายอ่อนแอ ขาพิการ และไม่มีโอกาสแม้แต่จะสัมผัสพลังของตนเอง”
“ตอนนี้ร่างกายหายดีแล้ว เคราะห์ซึ่งเคยกดทับนางจึงเริ่มเปลี่ยนแปลง แต่ยังขาดแรงกระตุ้นสำคัญอยู่เล็กน้อย”
เถียนซูเจินมองแผ่นหยกบนโต๊ะ
“แรงกระตุ้นซึ่งคุณชายกล่าวถึง คือการที่สวี่เฟิงตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตหรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง”
ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“สวี่เฟิงมองนางเป็นที่พึ่งทางใจเพียงหนึ่งเดียว ส่วนนางก็เห็นน้องชายสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง”
“เมื่อเห็นสวี่เฟิงกำลังจะตายต่อหน้า ความปรารถนาที่จะปกป้องจะทำลายสิ่งซึ่งกดทับพลังของนางอยู่ทั้งหมด”
“ถึงตอนนั้นนักฆ่าระดับสร้างรากฐานนั่นก็จะกลายเป็นก้อนหินก้อนแรกให้นางใช้เหยียบขึ้นสู่เส้นทางบำเพ็ญ”
เถียนซูเจินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“แต่คุณชายเคยกล่าวว่า หลังเปลี่ยนชะตาแล้ว เหตุการณ์ในอนาคตอาจไม่ดำเนินไปตามเส้นทางเดิมไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
“อืม เจ้าฉลาดขึ้นนี่”
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าสั่งให้คนของเจ้าคอยเฝ้าดูอยู่ หากพลังของสวี่ซูเหยาตื่นขึ้นตามปกติก็ไม่ต้องทำอะไร แต่หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา อย่างน้อยก็ยังมีคนช่วยชีวิตพวกเขาได้ทัน”
“ข้าอยากดูเรื่องสนุก ไม่ได้อยากดูสองพี่น้องถูกฆ่าตายเสียหน่อย”
เถียนซูเจินพยักหน้ารับ
“ถ้าเช่นนั้น ข้าน้อยจะสั่งให้ผู้คุ้มกันติดตามต่อไปโดยไม่เปิดเผยตัวเจ้าค่ะ”
“อืม แล้วบอกเขาด้วยว่าอย่าตื่นตระหนกจนลงมือเร็วเกินไป รอให้สวี่เฟิงเหลือลมหายใจสักครึ่งหนึ่งก่อน”
“...”
เถียนซูเจินไม่รู้ว่าควรตีความคำว่า ‘เหลือลมหายใจครึ่งหนึ่ง’ อย่างไร
“คุณชายใหญ่ ข้าน้อยควรสั่งเขาตามคำพูดนี้จริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
“ไม่ต้องหรอก ข้าพูดเล่น”
“ให้ช่วยทันทีที่มั่นใจว่าสวี่ซูเหยาไม่อาจตื่นพลังได้ เท่านี้ก็พอ”
เถียนซูเจินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนประสานมือรับคำ
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก
ก๊อก! ก๊อก!
“ท่านพี่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ยูรันจำเสียงของผู้มาเยือนได้ทันที
“เข้ามาสิ”
ประตูห้องเปิดออก เยวียนจือหลิงเดินเข้ามาพร้อมห่อผ้าสีดำซึ่งกอดเอาไว้แนบอก
เถียนซูเจินเห็นว่าทั้งสองมีเรื่องส่วนตัวจะพูดคุยจึงประสานมือ
“ข้าน้อยขอตัวไปเตรียมขนมให้คุณชายก่อนนะเจ้าคะ”
“อืม เอามาเยอะหน่อย”
“เจ้าค่ะ”
หลังเถียนซูเจินเดินออกไป เยวียนจือหลิงก็ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้ายูรัน ก่อนยื่นห่อผ้าให้เขาด้วยสองมือ
“ท่านพี่ ข้านำของขวัญมาให้เจ้าค่ะ”
“ข้าทำมันด้วยตนเองตามสัญญาจากการเดิมพันคราวก่อน อาจไม่ได้งดงามมากนัก แต่ข้าตั้งใจทำอย่างเต็มที่เลยนะเจ้าคะ”
ยูรันยื่นมือรับห่อผ้ามา
“หืม? ทำอะไรมาให้ข้าหรือ?”
“ท่านพี่ลองเปิดดูก่อนสิเจ้าคะ”
เขาคลี่ห่อผ้าออก ก่อนใช้นิ้วสัมผัสสิ่งซึ่งวางอยู่ด้านในอย่างแผ่วเบา
มันเป็นหมอนรองคอทรงครึ่งวงกลมสีดำ เนื้อผ้านุ่มและยัดนุ่นเอาไว้แน่นกำลังดี บนผืนผ้าปักลายลูกบอลสีขาวกางปีกด้วยด้ายเงิน ส่วนขอบด้านนอกเย็บเป็นลวดลายเมฆซึ่งเชื่อมต่อกันตลอดทั้งเส้น
ฝีเข็มบางจุดยังไม่สม่ำเสมอเท่าใดนัก เห็นได้ชัดว่าผู้ทำไม่ได้เชี่ยวชาญงานเย็บปัก แต่ทุกฝีเข็มกลับแน่นหนาและเต็มไปด้วยความตั้งใจ
ยูรันลูบลวดลายบนหมอนอยู่ครู่หนึ่ง
“ลูกบอลมีปีกจากสนามบอลเวหาหรือ?”
ดวงตาของเยวียนจือหลิงเป็นประกายขึ้นทันที
“ใช่เจ้าค่ะ! ข้าคิดอยู่นานว่าจะทำสิ่งใดให้ท่านพี่ดี สุดท้ายจึงเลือกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเดิมพันของพวกเรา”
“ข้าเห็นท่านพี่ชอบนอนหลับบนเก้าอี้อยู่บ่อยครั้ง บางครั้งศีรษะยังเอนไปด้านข้างจนดูไม่สบายนัก จึงลองเย็บหมอนรองคอให้เจ้าค่ะ”
นางก้มมองปลายนิ้วของตนเองซึ่งยังมีรอยเข็มตำหลงเหลืออยู่หลายจุด
“ข้าเพิ่งลองทำหมอนเป็นครั้งแรก หากมีตรงใดไม่เรียบร้อย ข้าจะนำกลับไปแก้ไขให้เจ้าค่ะ”
“ไม่จำเป็น แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว”
ยูรันวางหมอนลงตรงพนักเก้าอี้ ก่อนเอนศีรษะพิงลงไปทดสอบทันที
เยวียนจือหลิงมองการกระทำของเขาด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
“ท่านพี่ชอบหรือไม่เจ้าคะ?”
“อืม ชอบสิ นุ่มและสบายกว่าพนักเก้าอี้ตั้งมาก”
ยูรันขยับศีรษะเล็กน้อย ก่อนจัดตำแหน่งหมอนให้พอดีกับต้นคอ
“เจ้าเริ่มทำตั้งแต่เมื่อใด?”
เยวียนจือหลิงหลบสายตา ก่อนตอบเสียงเบา
“หลังกลับจากสนามบอลเวหาเจ้าค่ะ ข้าใช้เวลาลองทำอยู่หลายครั้งกว่าจะได้ใบนี้”
“โอ้ ตั้งใจถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
ใบหน้าของนางยิ่งแดงกว่าเดิม
“ขะ...ข้าเพียงไม่อยากผิดสัญญาเท่านั้น!”
ยูรันหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกมือลูบศีรษะนาง
“อืม ข้ารู้แล้ว ขอบใจมาก”
เยวียนจือหลิงก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้ม ก่อนขยับเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ข้างกายเขา
ความกังวลซึ่งมีมาตลอดหลายวันสลายหายไปจนหมด เพียงเห็นยูรันนำของขวัญที่นางทำขึ้นด้วยตนเองมาใช้โดยไม่ลังเล ทุกสิ่งที่พยายามมาก็ดูคุ้มค่าแล้ว
เยวียนจือหลิงนั่งมองเขาใช้หมอนใบใหม่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามขึ้น
“แล้วตอนนี้ท่านพี่กำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?”
ยูรันหลับตาลงอย่างเกียจคร้าน
“ไม่ได้ทำอะไร นอนอยู่เฉย ๆ”
“เช่นนั้นท่านพี่จะเดินทางกลับเมื่อใดเจ้าคะ?”
“วันปีใหม่ ข้าจะกลับวันนั้นเลย”
เยวียนจือหลิงชะงักไปเล็กน้อย
“ท่านพี่ไม่อยู่ชมการแข่งขันบอลเวหาก่อนหรือเจ้าคะ? ทุกคนกำลังฝึกซ้อมกันอย่างตั้งใจเลยนะเจ้าคะ”
ยูรันยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ
“ไม่ละ ข้ายังมีงานต้องจัดการอีกมาก ส่วนการแข่งขัน พวกเจ้าจัดการกันเองได้อยู่แล้ว”
ในจังหวะนั้น เถียนซูเจินที่เดินออกไปเอาขนมมาเพิ่มก็เดินกลับเข้ามาพร้อมถาดขนมพอดี นางได้ยินคำพูดของเขาจึงอดถามไม่ได้
“คุณชายมีงานมากจริงหรือเจ้าคะ?”
[ตั้งแต่มาถึงที่นี่ ข้าเห็นคุณชายนอนมากกว่าทำงานเสียอีก ส่วนคนที่วิ่งวุ่นจัดการทุกอย่างกลับเป็นข้าไม่ใช่หรือ?]
ยูรันหันหน้าไปทางนาง แม้ดวงตายังคงปิดสนิทอยู่ก็ตาม
“ตอนอยู่ยอดเขา งานแทบทุกอย่างล้วนเป็นข้าจัดการ หากมาถึงที่นี่แล้วยังต้องทำแทนพวกเจ้าอีก พวกเจ้าจะรับเงินไปเพื่ออะไร?”
“...”
เถียนซูเจินอ้าปากอยู่ครู่หนึ่ง แต่กลับหาคำโต้แย้งไม่ได้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงวางถาดขนมลงบนโต๊ะอย่างเงียบ ๆ
เยวียนจือหลิงรีบยกมือปิดปาก ทว่าเสียงหัวเราะเบา ๆ ยังคงเล็ดลอดออกมา
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนเสียงของเจาเจาจะตามเข้ามาจากด้านนอก
“นายท่าน สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยามาขอพบเจ้าค่ะ”
เถียนซูเจินหันไปทางประตู
“ให้พวกเขาไปรออยู่ที่ห้องข้าง ๆ ก่อน”
“เจ้าค่ะ”
ยูรันหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมากิน ก่อนกล่าวอย่างเกียจคร้าน
“พอร่ำรวยขึ้นมาแล้วก็ขยันมาหาข้าทุกวันจริง ๆ”
เยวียนจือหลิงเอียงศีรษะด้วยความสงสัย
“สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาเป็นใครหรือเจ้าคะ?”
“สองพี่น้องที่เพิ่งแยกตัวออกจากตระกูลสวี่”
“ข้าไม่รู้จักเจ้าค่ะ”
“หากเจ้ารู้จักสิแปลก”
เยวียนจือหลิงกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนถามต่อ
“แล้วพวกเขามาหาท่านพี่ด้วยเหตุใดหรือเจ้าคะ?”
“พวกเขาอยากมาขอบคุณคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ”
เถียนซูเจินเป็นฝ่ายตอบ ก่อนเล่าเรื่องที่สองพี่น้องเคยถูกตระกูลทอดทิ้ง ถูกตามรังควานตลอดทั้งวัน ตลอดจนเรื่องที่ยูรันช่วยให้ทั้งคู่แยกตัวออกมาและเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้เยวียนจือหลิงฟังอย่างคร่าว ๆ
เมื่อฟังจนจบ เยวียนจือหลิงก็ยกมือปิดปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความเห็นใจ
“พวกเขาน่าสงสารมากเลยนะเจ้าคะ ท่านพี่ไม่ช่วยพวกเขาอีกสักหน่อยหรือ?”
ยูรันยื่นมือไปดีดหน้าผากนางหนึ่งที
“โอ๊ย!”
เยวียนจือหลิงรีบยกมือกุมหน้าผาก พลางมองเขาด้วยแววตาน้อยใจ
“ท่านพี่ดีดข้าทำไมเจ้าคะ?”
“ข้าช่วยพวกเขาไปมากพอแล้ว ที่เหลือก็ต้องหัดช่วยเหลือตนเองบ้างสิ”
ยูรันหยิบขนมขึ้นมากินต่อ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“หากข้าคอยจัดการทุกอย่างให้ตลอด แล้ววันหน้าเมื่อไม่มีข้าอยู่ พวกเขาจะดูแลตัวเองได้อย่างไร?”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนใช้นิ้วแตะหน้าผากของเยวียนจือหลิงซ้ำตรงตำแหน่งเดิม
“เจ้าก็เหมือนกัน อย่าคิดว่าพอเรียกข้าว่าท่านพี่แล้ว ข้าจะคอยจัดการทุกอย่างให้เจ้าไปตลอด”
เยวียนจือหลิงเม้มริมฝีปาก ก่อนพึมพำเสียงเบา
“แต่หากเป็นเรื่องที่ข้าจัดการไม่ได้ ท่านพี่ก็จะช่วยข้าอยู่ดีไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
“อืม นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง”
“เช่นนั้นก็ไม่เห็นแตกต่างกันตรงไหนเลยนี่เจ้าคะ...”
ยูรันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหยิบขนมอีกชิ้นยัดใส่ปากนางเพื่อยุติการโต้เถียง
“กินไปเสีย”
เยวียนจือหลิงเคี้ยวขนมตุ้ย ๆ พลางยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว