คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 502 คนตายไม่จำเป็นต้องรู้7,475 ตัวอักษร

ตอนที่ 502 คนตายไม่จำเป็นต้องรู้

เถียนซูเจินขอตัวออกจากห้องส่วนตัว ก่อนเดินไปพบสวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาซึ่งกำลังรออยู่ในห้องรับรองข้าง ๆ

ทันทีที่นางก้าวเข้ามา สองพี่น้องก็รีบลุกขึ้นประสานมือคารวะ

“คารวะเถ้าแก่เถียนเจ้าค่ะ”

“คารวะเถ้าแก่เถียนขอรับ”

“ไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถอะ”

เถียนซูเจินเดินไปนั่งตรงข้ามทั้งสอง แต่ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด สวี่ซูเหยาก็ถามขึ้นอย่างคาดหวัง

“เถ้าแก่เถียน วันนี้คุณชายใหญ่ว่างหรือยังเจ้าคะ?”

เถียนซูเจินมองใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความหวังของนาง ก่อนคิ้วจะกระตุกเล็กน้อย

[สตรีผู้นี้มาที่นี่ทุกวันเพราะคิดแต่จะพบคุณชายใหญ่หรืออย่างไร?]

“แค่ก ๆ คุณหนูสวี่ อย่างที่ข้าเคยบอกไป คุณชายใหญ่มีงานรัดตัวอยู่เสมอเจ้าค่ะ”

“ช่วงหลายวันที่ผ่านมา คุณชายต้องเข้าร่วมประชุมเรื่องกิจการใหม่ของตระกูล ทั้งยังต้องคอยสั่งสอนเหล่าพี่น้องด้วยตนเอง คุณชายมีพี่น้องอยู่หลายคน ช่วงนี้จึงยังปลีกตัวมาพบพวกท่านไม่ได้จริง ๆ”

เถียนซูเจินกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังเสียจนไม่มีผู้ใดมองออกว่า คนซึ่งนางอ้างว่ามีงานรัดตัวกำลังเอนกายนอนกินขนมอยู่ในห้องถัดไป

“ต้องขออภัยคุณหนูสวี่ด้วยนะเจ้าคะ”

สวี่ซูเหยาส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าเพียงลองถามดูเท่านั้น หากคุณชายใหญ่กำลังยุ่ง พวกเราย่อมไม่กล้ารบกวน”

นางหยิบกล่องไม้ใบเล็กซึ่งวางอยู่ข้างกายขึ้นมา ก่อนยื่นให้เถียนซูเจินด้วยสองมือ

“นี่คือ?”

“เป็นขนมที่ข้าลองทำด้วยตนเองเจ้าค่ะ ไม่ใช่ของมีค่าอะไร เพียงอยากนำมาขอบคุณคุณชายใหญ่สำหรับความช่วยเหลือที่ผ่านมา”

สวี่ซูเหยาก้มมองกล่องไม้ในมือ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก

“รบกวนเถ้าแก่เถียนช่วยนำไปมอบให้คุณชายใหญ่ด้วยนะเจ้าคะ หากรสชาติไม่ถูกปาก วันหน้าข้าจะลองทำอย่างอื่นมาแทน”

เถียนซูเจินรับกล่องมา ก่อนมองสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา

“คุณชายใหญ่ชอบกินขนมอยู่แล้ว น่าจะถูกใจไม่น้อยเจ้าค่ะ”

ดวงตาของสวี่ซูเหยาเป็นประกายขึ้นทันที ขณะที่สวี่เฟิงซึ่งนั่งอยู่ข้างกันเหลือบมองพี่สาว แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา

เมื่อนึกถึงข่าวเรื่องนักฆ่า เถียนซูเจินก็วางกล่องขนมลงบนโต๊ะ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย

“อีกเรื่องหนึ่ง ช่วงนี้คุณหนูสวี่กับคุณชายสวี่ควรระมัดระวังตัวเอาไว้ให้มากนะเจ้าคะ”

สองพี่น้องชะงักไปพร้อมกัน

“เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ?” สวี่เฟิงถาม

“ข้ายังไม่อาจกล่าวได้แน่ชัด เพียงแต่พวกท่านเพิ่งแยกตัวออกจากตระกูล และยังได้รับทรัพย์สินจำนวนมาก ย่อมหลีกเลี่ยงสายตาของผู้ไม่หวังดีได้ยาก”

เถียนซูเจินหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเป็นนัย

“คุณชายใหญ่เป็นห่วงพวกท่านทั้งสอง จึงฝากให้ข้าเตือนว่าอย่าประมาท หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา พวกท่านควรอยู่ใกล้กันเอาไว้และอย่าแยกจากกันโดยเด็ดขาด”

ใบหน้าของสวี่ซูเหยาพลันแดงระเรื่อ

[คุณชายใหญ่เป็นห่วงข้าด้วยหรือ?]

สวี่เฟิงมองใบหน้าของพี่สาว ก่อนหันกลับไปมองเถียนซูเจินด้วยสีหน้าประหลาด

[นางบอกว่าคุณชายใหญ่เป็นห่วงพวกเราทั้งสองไม่ใช่หรือ? เหตุใดพี่ใหญ่จึงหน้าแดงอยู่คนเดียวเล่า?]

อย่างไรก็ตาม เขายังสัมผัสได้ว่าคำเตือนของเถียนซูเจินไม่ได้กล่าวขึ้นอย่างไร้เหตุผล จึงลุกขึ้นประสานมืออย่างจริงจัง

“ขอบคุณเถ้าแก่เถียนที่เตือน พวกเราจะระมัดระวังตัวและไม่แยกจากกันขอรับ”

เถียนซูเจินพยักหน้ารับ

“เช่นนั้นก็ดีแล้วเจ้าค่ะ”

หลังจากส่งสองพี่น้องออกจากห้องรับรอง เถียนซูเจินก็ถือกล่องขนมกลับเข้ามาในห้องส่วนตัว

ยูรันหันหน้าไปทางกล่องไม้ในมือนาง

“นางทำขนมมาให้ด้วยหรือ? จือหลิง เจ้าลองชิมดูสิ”

เถียนซูเจินเปิดฝากล่อง ก่อนนำจานใบเล็กมาวางตรงหน้าเยวียนจือหลิง

เด็กสาวหยิบขนมขึ้นมาชิมหนึ่งชิ้น ดวงตาพลันเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย

“อืม อร่อยเจ้าค่ะ แต่ยังสู้อาหารที่ท่านพี่ทำไม่ได้”

“มันก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว”

ยูรันตอบอย่างมั่นใจโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิด

เถียนซูเจินเบ้ปากเล็กน้อย

[มั่นใจในฝีมือตัวเองเหลือเกินนะเจ้าคะ...แต่ขนาดสุราที่คุณชายลองหมักเล่น ๆ ยังมีรสชาติเหนือกว่าสุราชั้นเลิศ ขนมพวกนี้คงเทียบไม่ได้จริง ๆ นั่นแหละ]

ยูรันหยิบขนมในกล่องขึ้นมาชิม ก่อนถามขึ้น

“แล้วเจ้าบอกอะไรพวกเขาไปบ้าง?”

“ข้าเพียงเตือนให้ทั้งสองระมัดระวังตัวและอย่าแยกจากกันเจ้าค่ะ”

“อืม เท่านี้ก็พอ”

ยูรันพยักหน้า ก่อนหันไปทางเยวียนจือหลิง

“จือหลิง คืนนี้เจ้าเรียกพี่น้องของเจ้าไปถล่มหอ...หออะไรนะ?”

“หอเงาโลหิตเจ้าค่ะ” เถียนซูเจินรีบกล่าวเตือน

เยวียนจือหลิงชะงัก มือซึ่งกำลังหยิบขนมอีกชิ้นหยุดค้างอยู่กลางอากาศ

“จะดีหรือเจ้าคะท่านพี่? ต้องจัดการทุกคนในหอเลยหรือ?”

ยูรันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“แล้วแต่เจ้า หากเห็นว่าผู้ใดสมควรตายก็ฆ่าเสีย ข้าไม่ได้ห้ามสักหน่อย”

เยวียนจือหลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า

“ข้าไม่อยากฆ่าทุกคนเจ้าค่ะ ข้าอยากทำเหมือนท่านพี่ ลงทัณฑ์เฉพาะผู้กระทำผิดตามความหนักเบา”

นางวางขนมกลับลงในจาน ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“ข้าจะยึดทรัพย์สินซึ่งพวกเขาได้มาจากการฆ่าคน ทำลายประสาทสัมผัสทั้งห้าของผู้ที่ทำความผิดร้ายแรง แล้วทำลายตบะของพวกเขาเสีย จะได้ไม่อาจกลับไปทำร้ายผู้ใดอีก”

“อืม บางทีการถอนรากถอนโคนอาจง่ายกว่า แต่ก็ตามใจเจ้า”

เยวียนจือหลิงพยักหน้ารับอย่างมุ่งมั่น

“เจ้าค่ะ คืนนี้ข้าจะไปบอกทุกคน”

“ไปดึกหน่อยแล้วกัน ไม่ต้องรีบร้อนนัก”

เถียนซูเจินเข้าใจทันทีว่ายูรันต้องการปล่อยให้นักฆ่าลงมือก่อน นางจึงไม่ได้กล่าวทักท้วง เพียงยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากเงียบ ๆ

[คุณชายใหญ่มีอิทธิพลต่อเหล่าพี่น้องรวดเร็วเกินไปหรือไม่? คุณหนูจือหลิงเพิ่งติดตามเขาได้ไม่นาน ตอนนี้กลับพูดเรื่องยึดทรัพย์ ทำลายประสาทสัมผัส และทำลายตบะได้อย่างเป็นธรรมชาติเสียแล้ว...]


ยามสาม ภายในบ้านหลังใหม่ของสองพี่น้องสวี่

แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างอยู่ภายในห้อง สวี่ซูเหยานั่งอยู่ข้างโต๊ะ พลางพับอาภรณ์ซึ่งเพิ่งเย็บซ่อมเสร็จลงในตะกร้าทีละชุด

แม้ตอนนี้สองพี่น้องจะมีเงินมากพอซื้อเสื้อผ้าใหม่ได้นับไม่ถ้วน แต่นิสัยซึ่งติดตัวมาตลอดหลายปีกลับไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ของชิ้นใดซ่อมแซมแล้วนำกลับมาใช้ได้ นางก็ยังไม่คิดโยนทิ้งอย่างสิ้นเปลือง

เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากหน้าประตู ก่อนสวี่เฟิงจะเดินเข้ามาพร้อมชาร้อนหนึ่งกา

“พี่ใหญ่ ดึกมากแล้ว เหตุใดยังไม่นอนอีก?”

“เหลืออีกเพียงชุดเดียวเท่านั้น ข้าทำเสร็จแล้วจะไปพัก”

สวี่ซูเหยาวางอาภรณ์ลง ก่อนเงยหน้ามองน้องชาย

“วิชารวมปราณซึ่งเถ้าแก่เถียนแนะนำให้เป็นอย่างไรบ้าง?”

สวี่เฟิงยกมือขึ้นมองฝ่ามือของตนเอง

“พอจะรวบรวมและชักนำพลังในร่างได้เล็กน้อย แต่ข้ายังควบคุมมันได้ไม่ดีนัก”

ก่อนทั้งคู่กลับออกจากหอสมบัติ เถียนซูเจินได้ถ่ายทอดวิชารวมปราณพื้นฐานให้พวกเขาลองฝึกฝน วิชานี้ไม่มีคุณสมบัติของธาตุใด ทั้งยังไม่มีความสามารถด้านการต่อสู้ ใช้เพียงสัมผัส รวบรวม และชักนำพลังปราณขั้นต้นเท่านั้น

เถียนซูเจินยังเตือนว่าพวกเขาไม่ควรซื้อหาตำรามาฝึกเอง ก่อนจะรู้แน่ชัดว่ารากปราณและกายาของตนเหมาะกับวิถีใด

“แล้วพี่ใหญ่เล่า สัมผัสพลังปราณได้บ้างหรือยัง?”

สวี่ซูเหยาส่ายหน้า

“ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย บางทีข้าอาจไม่มีพรสวรรค์สำหรับการบำเพ็ญจริง ๆ”

“พี่ใหญ่อย่าเพิ่งคิดเช่นนั้น เถ้าแก่เถียนบอกเองว่าควรรอให้คุณชายใหญ่ตรวจสอบก่อน”

สวี่เฟิงลังเลเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“เพียงแต่คุณชายใหญ่มีงานรัดตัว หากพวกเราไปขอพบทุกวันอาจเป็นการรบกวนเขามากเกินไป”

“อืม เช่นนั้นพวกเรารอต่อไปก่อนเถอะ”

สวี่ซูเหยายิ้มบาง ๆ ก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องชาย

“หากข้าสามารถบำเพ็ญได้ อย่างน้อยภายหน้าก็จะได้ช่วยปกป้องเจ้าบ้าง”

“พี่ใหญ่ไม่จำเป็นต้องปกป้องข้าหรอก ต่อจากนี้ข้าจะเป็นคนปกป้องท่านเอง”

สวี่เฟิงกำลังจะกล่าวต่อ ทว่าจมูกกลับได้กลิ่นหอมหวานผิดปกติลอยเข้ามาจากทางหน้าต่าง

สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที

“พี่ใหญ่ กลั้นหายใจ!”

เขาคว้าแขนของสวี่ซูเหยา ก่อนพุ่งถอยออกจากโต๊ะ

เกือบพร้อมกันนั้น ควันสีเทาก็ไหลลอดผ่านรอยต่อของประตูและหน้าต่างเข้ามาจากทุกทิศทาง เปลวไฟบนตะเกียงสั่นไหวสองครั้ง ก่อนดับวูบลง

ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความมืด

เคร้ง!

แสงเย็นเยียบสายหนึ่งพุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามา สวี่เฟิงพลิกร่างบังพี่สาว พร้อมยกแขนขึ้นรับคมมีดเอาไว้

ฉึก!

ปลายมีดกรีดผ่านท่อนแขนจนโลหิตสาดกระเซ็น สวี่เฟิงกัดฟันทนความเจ็บปวด ก่อนรวบรวมพลังปราณทั้งหมดซึ่งพอจะชักนำได้ไว้บนกำปั้นแล้วชกสวนกลับไป

ปึก!

เงาร่างซึ่งซ่อนอยู่ในความมืดยกฝ่ามือรับหมัดของเขาเอาไว้อย่างง่ายดาย แรงสะท้อนมหาศาลส่งร่างสวี่เฟิงกระเด็นชนโต๊ะจนแตกกระจาย

เยี่ยอู๋เหินก้าวผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ดวงตาเย็นชากวาดมองสองพี่น้องราวกับกำลังมองคนตาย

“ไม่มีแม้แต่วิชาต่อสู้ กลับยังรับผงนิทราเข้าไปแล้วเคลื่อนไหวได้ สมกับเป็นผู้ครอบครองกายาพิเศษ”

สวี่เฟิงรีบยันตัวลุกขึ้น ก่อนกลับไปยืนขวางหน้าพี่สาวอีกครั้ง

“เจ้าเป็นใคร?”

“คนตายไม่จำเป็นต้องรู้”

เยี่ยอู๋เหินสะบัดข้อมือ มีดสั้นอีกเล่มพลันไถลออกมาจากแขนเสื้อ