คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 503 พี่ใหญ่ หนีไป6,895 ตัวอักษร

ตอนที่ 503 พี่ใหญ่ หนีไป

ในเวลาเดียวกัน บนหลังคาฝั่งตรงข้าม ผู้คุ้มกันของหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์กำลังเฝ้ามองทุกอย่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือข้างหนึ่งกำป้ายสื่อสารเอาไว้แน่น

เขาสามารถลงมือสังหารเยี่ยอู๋เหินได้ทุกเมื่อ แต่คำสั่งของเถียนซูเจินยังคงดังก้องอยู่ภายในศีรษะ

[รอจนแน่ใจว่าสวี่ซูเหยาไม่อาจปลุกพลังขึ้นมาได้ แล้วจึงช่วยพวกเขา]

ภายในห้อง เยี่ยอู๋เหินหายไปจากตำแหน่งเดิมในพริบตา

สวี่เฟิงเบิกตากว้าง สัญชาตญาณร้องเตือนถึงอันตรายร้ายแรง เขารีบหมุนตัวพร้อมยกแขนทั้งสองขึ้นป้องกัน

ฉึก!

คมมีดแทงทะลุหน้าอกของสวี่เฟิง โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นออกมา ก่อนร่างของเขาจะกระเด็นกลับไปล้มลงตรงหน้าสวี่ซูเหยา

แม้ในวินาทีสุดท้ายเขาจะพยายามบิดตัวหลบ ทำให้คมมีดพลาดจากหัวใจไปเล็กน้อย แต่บาดแผลยังคงลึกจนมองเห็นกระดูก

“สวี่เฟิง!”

สวี่ซูเหยารีบทรุดตัวลงรับร่างน้องชายเอาไว้ สองมือสั่นระริกขณะพยายามกดบาดแผล ทว่าโลหิตกลับไหลผ่านซอกนิ้วออกมาไม่หยุด

สวี่เฟิงพยายามลืมตาขึ้น

“พี่...ใหญ่...หนีไป...”

“อย่าพูด เจ้าต้องไม่เป็นอะไร!”

“ข้าบอกแล้ว...ว่าจะปกป้องท่าน...”

กล่าวได้เพียงเท่านั้น เขาก็กระอักเลือดออกมาอีกคำใหญ่ ลมหายใจพลันแผ่วเบาลงอย่างรวดเร็ว

สวี่ซูเหยามองใบหน้าซีดเผือกของน้องชาย น้ำตาค่อย ๆ ไหลอาบแก้ม

“เจ้าเพิ่งบอกว่าจะปกป้องข้าอยู่เลย...เหตุใดจึงผิดคำพูดเร็วถึงเพียงนี้?”

เยี่ยอู๋เหินเดินเข้ามาหาทั้งคู่ช้า ๆ

“ไม่ต้องห่วง มันยังไม่ตายในตอนนี้หรอก”

“พวกเจ้าสองคนยังต้องประทับรอยวิญญาณโอนทรัพย์สินให้เสร็จก่อน หลังจากนั้นข้าจึงจะส่งพวกเจ้าไปตายพร้อมกัน”

สวี่ซูเหยาไม่ได้สนใจคำพูดของเขา นางยังคงใช้สองมือกดบาดแผลของสวี่เฟิงเอาไว้

[ต้องหยุดเลือด...]

[ข้าต้องช่วยเขาให้ได้!]

นางพยายามใช้วิชารวมปราณพื้นฐานซึ่งเถียนซูเจินเคยถ่ายทอดให้ ทว่ารอบกายกลับไม่มีความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

ไม่ว่าจะลองมาแล้วกี่ครั้ง ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม

นางไม่อาจสัมผัสพลังปราณได้เลย

“ได้โปรด...”

“ข้าไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว ขอเพียงช่วยเขาเอาไว้ก็พอ...”

เยี่ยอู๋เหินยื่นมือเข้ามาหมายคว้าตัวนาง

“เลิกทำเรื่องไร้ประโยชน์แล้วมากับข้าเสีย”

ในวินาทีนั้น สวี่ซูเหยากลับนึกถึงคำพูดของเถียนซูเจินขึ้นมา

[อย่าพยายามบังคับให้พลังปราณเคลื่อนไปตามความต้องการ เพียงสงบใจและสัมผัสถึงการมีอยู่ของมันก่อน]

สวี่ซูเหยาหลับตาลง

นางเลิกพยายามค้นหาธาตุ เลิกพยายามควบคุม และเลิกคิดถึงเส้นทางการโคจรทุกอย่าง

ภายในใจเหลือเพียงความปรารถนาเดียว

[ข้าไม่ยอมให้เขาตาย]

[เหตุใดโชคชะตาของพวกเราจึงต้องเป็นเช่นนี้ด้วย?]

[พวกเราไม่เคยคิดแย่งชิงสิ่งใดจากผู้ใด เพียงต้องการมีอาหารประทังชีวิตและสถานที่ซึ่งพอใช้หลบฝนเท่านั้น]

[ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาต้องทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพียงเพื่อหาเงินมาซื้อยาไร้ประโยชน์ให้ข้า ทั้งที่ตนเองแทบไม่มีอะไรตกถึงท้อง]

[ตอนนี้พวกเราเพิ่งมีบ้านเป็นของตนเอง เพิ่งได้นั่งกินข้าวจนอิ่ม และเพิ่งมองเห็นโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่...]

[แล้วเหตุใดต้องมาพรากทุกอย่างไปจากพวกเราอีก?!]

[หากสวรรค์ยังเห็นว่าความทุกข์ที่พวกเราได้รับไม่เพียงพอ เช่นนั้นก็เอาชีวิตของข้าไปแทนเสียสิ!]

[แต่สวี่เฟิงต้องไม่ตาย!]

ความเศร้ากับความหวาดกลัวภายในดวงตาค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความดื้อรั้น

สวี่ซูเหยาหลับตาลง ก่อนเริ่มใช้วิชารวมปราณพื้นฐานอีกครั้ง.

ครืนนนน!

ปราณฟ้าดินรอบเรือนพลันสั่นสะเทือน ก่อนหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของสวี่ซูเหยาจากทุกทิศทาง

เส้นลมปราณซึ่งไม่เคยตอบสนองต่อวิชารวมปราณมาก่อนเปิดออกพร้อมกัน พลังจำนวนมากหมุนเวียนไปทั่วร่าง ก่อนกลิ่นอายของนางจะทะยานขึ้นสู่ขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นต้นในพริบตา

ปัง!

ปราณซึ่งไม่อาจควบคุมได้ระเบิดออกจากร่าง กระแทกเยี่ยอู๋เหินจนถอยหลังไปหลายก้าว

เขาก้มมองรอยเท้าบนพื้น ก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาเย็นชา

“เพิ่งก้าวเข้าสู่หลอมรวมปราณขั้นต้นก็ผลักข้าได้ ดูเหมือนเจ้าจะมีกายาพิเศษซ่อนอยู่จริง ๆ”

สวี่ซูเหยาค่อย ๆ วางร่างสวี่เฟิงลงกับพื้น ก่อนลุกขึ้นยืนขวางเบื้องหน้าน้องชาย

นางไม่มีวิชาต่อสู้ ไม่รู้วิธีป้องกัน และไม่อาจควบคุมพลังซึ่งเพิ่งได้รับมาได้อย่างสมบูรณ์

ถึงกระนั้น นางกลับไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว

“ครั้งก่อนข้ายอมเสียขาข้างหนึ่งเพื่อช่วยเขา”

“ครั้งนี้ต่อให้ต้องเสียชีวิต ข้าก็จะไม่ปล่อยให้เจ้าทำร้ายน้องชายของข้าอีก”

“ไม่รู้จักประมาณตน!”

ร่างของเยี่ยอู๋เหินหายไปจากตำแหน่งเดิม

สวี่ซูเหยาไม่อาจมองตามความเร็วของเขาได้ทัน นางเพิ่งยกแขนขึ้น คมมีดก็ฟันผ่านหัวไหล่จนเกิดบาดแผลยาว

ฉัวะ!

โลหิตสาดกระเซ็น ร่างของนางหมุนไปตามแรงฟัน ก่อนถูกฝ่ามือกระแทกกลางท้องจนกระเด็นชนกำแพง

ตู้ม!

“อึก!”

สวี่ซูเหยากระอักเลือดออกมา ก่อนทรุดลงกับพื้น

ผู้คุ้มกันบนหลังคาขยับฝีเท้าเล็กน้อย ทว่าหลังตรวจสอบแล้วพบว่าบาดแผลยังไม่ถึงชีวิต เขาจึงระงับการลงมือเอาไว้ชั่วขณะ

ภายในห้อง สวี่ซูเหยาใช้มือยันพื้น ก่อนพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง

เยี่ยอู๋เหินมองนางอย่างเย็นชา

“มีพลังแต่ไม่มีวิชา ไม่ต่างจากเด็กถือทองเดินกลางตลาด”

เขาพุ่งเข้าหานางอีกครั้ง คราวนี้ปลายมีดเล็งตรงไปยังลำคอโดยไม่คิดออมมือ

สวี่ซูเหยาพยายามรวบรวมปราณขึ้นป้องกัน แต่พลังกลับกระจัดกระจายจนไม่อาจก่อรูปได้ทัน

ปลายมีดเข้าใกล้ลำคอของนางอย่างรวดเร็ว

หมับ!

มือข้างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนคว้าข้อมือของเยี่ยอู๋เหินเอาไว้แน่น

ผู้คุ้มกันจากหอสมบัติยืนขวางอยู่ตรงหน้าสวี่ซูเหยา

“พอแค่นี้”

เยี่ยอู๋เหินพยายามกระชากมือกลับ ทว่าข้อมือกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย

“เจ้าเป็นใคร?!”

ยังไม่ทันได้รับคำตอบ ป้ายโลหิตภายในอกเสื้อของเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

ครืด! ครืด!

เยี่ยอู๋เหินชะงัก ก่อนรีบใช้มืออีกข้างหยิบป้ายออกมา

แสงสีแดงสว่างวาบขึ้น พร้อมเสียงตื่นตระหนกซึ่งดังออกมาจากด้านใน

“สมาชิกหอเงาโลหิตทุกคนจงฟัง! ห้ามกลับมายังฐานโดยเด็ดขาด!”

“หอเงาโลหิตถูกคนจากตำหนักเสวียนเยว่โจมตี! พวกมันยึดบัญชีภารกิจและกำลังตรวจสอบความผิดของสมาชิกทุกคน!”

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังแทรกเข้ามาจากอีกด้าน

“ผู้ที่เคยสังหารผู้บริสุทธิ์ถูกทำลายประสาทสัมผัสทั้งห้าและทำลายตบะทั้งหมด! ทรัพย์สินภายในคลังถูกยึดไปแล้ว แม้แต่หัวหน้าหอก็ถูกแขวนอยู่หน้าประตู!”

“หอเงาโลหิตจบสิ้นแล้ว! รีบหนี—”

ปัง!

เสียงจากป้ายโลหิตขาดหายไป พร้อมรอยแตกร้าวซึ่งแผ่ไปทั่วทั้งแผ่นป้าย

เยี่ยอู๋เหินยืนแข็งค้าง

ผู้คุ้มกันเหลือบมองป้ายแตกร้าวในมือของเขา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ดูเหมือนเจ้าจะไม่มีที่ให้กลับแล้ว”

เขาหยุดเล็กน้อย

“เช่นนั้นก็ไม่ต้องกลับไปอีก”

ฉัวะ!

ยังไม่ทันที่เยี่ยอู๋เหินจะตอบสนอง ศีรษะของเขาก็หลุดออกจากบ่าและร่วงลงกระแทกพื้น ร่างไร้ศีรษะยืนค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนล้มลงตามไป

ผู้คุ้มกันไม่สนใจศพ เขารีบเข้าไปตรวจอาการของสองพี่น้อง ก่อนหยิบโอสถรักษาออกมาป้อนให้คนละหนึ่งเม็ด

บาดแผลบนร่างของสวี่ซูเหยาหยุดไหลอย่างรวดเร็ว ส่วนลมหายใจของสวี่เฟิงซึ่งเคยแผ่วเบาก็ค่อย ๆ กลับมามั่นคงอีกครั้ง

“ไม่ทราบว่าท่านเป็นใครหรือเจ้าคะ?”

สวี่ซูเหยาประคองน้องชายเอาไว้ ก่อนกล่าวด้วยความซาบซึ้ง

“หากมีสิ่งใดซึ่งข้าพอใช้ตอบแทนบุญคุณได้ โปรดบอกมาเถิดเจ้าค่ะ”

ผู้คุ้มกันรีบโบกมือปฏิเสธ

“คุณหนูสวี่ไม่จำเป็นต้องตอบแทน นี่เป็นหน้าที่ของข้าน้อยขอรับ”

“หน้าที่?”

สวี่ซูเหยาชะงัก

“หมายความว่ามีคนส่งท่านมาคุ้มครองพวกเราหรือเจ้าคะ?”

“แค่ก ๆ...ต้องเป็นคุณชายใหญ่แน่นอน” สวี่เฟิงกล่าวด้วยเสียงอ่อนแรง

ผู้คุ้มกันมองเขาอย่างประหลาดใจ

[เดาถูกเร็วเหมือนกันนี่ ข้านึกว่าจะมีเพียงกล้ามเนื้อเสียอีก]

“ถูกต้องขอรับ แต่นี่เป็นงานของข้าน้อย จึงมิอาจรับสิ่งตอบแทนจากพวกท่านได้”

เขาประสานมือ ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง

“ช่วงนี้ชีวิตของข้าน้อยกับครอบครัวดีขึ้นมากแล้ว หากกล้ารับของจากคุณหนู เกรงว่าหัวของข้าน้อยอาจตามเยี่ยอู๋เหินไปเสียก่อน ได้โปรดรับน้ำใจของข้าน้อยเอาไว้เถอะขอรับ”

กล่าวจบ ร่างของผู้คุ้มกันก็หายไปจากห้องทันที

สวี่ซูเหยามองตำแหน่งซึ่งเขาเคยยืนอยู่ ใบหน้าค่อย ๆ แดงระเรื่อ

[คุณชายใหญ่อีกแล้ว...เหตุใดเขาจึงช่วยพวกเรามากถึงเพียงนี้กันนะ?]

สวี่เฟิงเหลือบมองใบหน้าของพี่สาว

“พี่ใหญ่คงไม่ได้กำลังคิดอะไรแปลก ๆ อยู่ใช่หรือไม่?”

“ไม่ใช่!”