คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 504 หอเงาโลหิตถูกกวาดล้างแล้ว6,830 ตัวอักษร

ตอนที่ 504 หอเงาโลหิตถูกกวาดล้างแล้ว

รุ่งเช้าวันถัดมา ถนนสายหลักของเมืองจันทราเร้นคึกคักกว่าปกติหลายเท่า

ไม่ว่าจะเป็นโรงเตี๊ยม ร้านน้ำชา หรือแผงขายอาหารข้างทาง ผู้คนล้วนกำลังพูดถึงเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนด้วยความตื่นเต้น

“ได้ยินหรือยัง? หอเงาโลหิตถูกกวาดล้างจนสิ้นซากแล้ว!”

“ไม่ได้มีเพียงหอเงาโลหิต ฐานย่อยกับองค์กรนักฆ่าที่เกี่ยวข้องกันในรัศมีห้าร้อยลี้ก็ถูกจัดการทั้งหมด ไม่มีแห่งใดหลุดรอดไปได้แม้แต่แห่งเดียว!”

“คนจากตำหนักเสวียนเยว่ยึดบัญชีว่าจ้างออกมาได้หลายสิบเล่ม ตอนนี้ทางการกำลังไล่จับผู้ว่าจ้างตามรายชื่อกันทั่วทุกเมือง!”

“สมน้ำหน้า! บุตรชายของข้าหายตัวไประหว่างเดินทางเมื่อสามปีก่อน เมื่อเช้าทางการเพิ่งมาตามข้าไปยืนยันหลักฐาน ที่แท้ก็เป็นฝีมือของพวกมัน!”

“ข้าเองก็ได้ยินว่าทรัพย์สินซึ่งพวกมันปล้นมาจากผู้ตายจะถูกนำไปคืนให้ครอบครัว หากหาเจ้าของไม่พบก็จะนำไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน”

“ตำหนักเสวียนเยว่ทำภายในคืนเดียวได้มากกว่าทางการบางแห่งทำมาตลอดสิบปีเสียอีก!”

คำพูดประโยคสุดท้ายทำให้เจ้าหน้าที่ซึ่งยืนรักษาความสงบอยู่ใกล้ ๆ คิ้วกระตุก แต่กลับไม่อาจโต้แย้งออกมาได้แม้แต่คำเดียว

นอกจากข่าวของเหล่านักฆ่า ยังมีข่าวว่าตระกูลฉีแห่งเมืองวายุครามถูกยุบชื่อออกจากทะเบียน ทรัพย์สินกับกิจการทั้งหมดถูกยึด ส่วนผู้ที่ต่อต้านก็ถูกทำลายตบะจนไม่อาจกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใดได้อีก

ผู้คนซึ่งเคยถูกเหล่าผู้มีอำนาจกับนักฆ่ากดขี่ต่างพากันส่งเสียงขอบคุณตำหนักเสวียนเยว่ บางครอบครัวถึงกับนำโต๊ะบูชาออกมาตั้งไว้หน้าบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง

ท่ามกลางเสียงพูดคุยเหล่านั้น สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยากำลังเดินไปยังหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์

สีหน้าของทั้งคู่ยังซีดอยู่เล็กน้อย สวี่เฟิงใช้ผ้าพันบาดแผลตรงแขนเอาไว้ ส่วนหัวไหล่ของสวี่ซูเหยาก็ยังรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่ขยับ แม้โอสถซึ่งผู้คุ้มกันมอบให้จะรักษาบาดแผลส่วนใหญ่แล้วก็ตาม

สวี่เฟิงฟังเสียงชื่นชมจากรอบด้าน ก่อนหันไปกระซิบกับพี่สาว

“เมื่อคืนพวกเขาไม่ได้ไปจัดการเพียงหอเงาโลหิตจริง ๆ ด้วย”

สวี่ซูเหยาพยักหน้าเบา ๆ

“คงไม่มีผู้ใดกล้ารับงานจากตระกูลสวี่อีกแล้ว”

“ข้าว่าหลังจากเมื่อคืน คงไม่มีตระกูลสวี่เหลือให้มารบกวนพวกเราอีกมากกว่า”

สวี่เฟิงกล่าวจบ เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากทางแยกเบื้องหน้า

“ปล่อยข้า! พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?!”

ขบวนทหารจากจวนเจ้าเมืองกำลังคุมตัวผู้คนกลุ่มใหญ่ผ่านถนนมา แต่ละคนถูกใส่กุญแจมือและโซ่ผนึกปราณเอาไว้แน่นหนา

คนที่เดินอยู่หน้าสุดคือผู้อาวุโสเคราขาวกับสวี่ชุนฮวา ด้านหลังเป็นญาติคนสำคัญอีกห้าคนซึ่งประทับรอยวิญญาณลงบนสัญญาว่าจ้าง ส่วนคนที่มีหน้าที่ขายทรัพย์สิน เตรียมแผนผังบ้าน และช่วยติดต่อหอเงาโลหิตก็ถูกจับมาด้วยทั้งหมด

ใบหน้าของสวี่ชุนฮวาซีดเผือก เส้นผมกระเซอะกระเซิง อาภรณ์หรูหราซึ่งเคยสวมใส่เต็มไปด้วยรอยยับย่น ทว่าปากของนางยังคงตะโกนไม่หยุด

“ข้าไม่ได้ทำอะไร! ผู้อาวุโสเป็นคนวางแผนทั้งหมด ข้าเพียงถูกบังคับให้ทำตามเท่านั้น!”

ผู้อาวุโสเคราขาวหันขวับไปมองนาง

“นังสารเลว! เจ้าเป็นคนเสนอให้ฆ่าพวกมันก่อนเองแท้ ๆ!”

“หุบปาก! หากท่านไม่ข่มขู่ทุกคน ข้าจะกล้าทำเรื่องเช่นนั้นหรือ?!”

ทั้งสองกำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด สวี่ชุนฮวาก็เหลือบมาเห็นสองพี่น้องซึ่งยืนอยู่ข้างถนนพอดี

ดวงตาของนางเป็นประกายราวกับพบทางรอดเส้นสุดท้าย

“เฟิงเอ๋อร์! ซูเหยา!”

สวี่ชุนฮวาพุ่งเข้าหาทั้งคู่ ทว่าโซ่บนข้อมือกลับถูกทหารด้านหลังกระชากจนร่างของนางล้มคว่ำลงกับพื้น

ตุบ!

นางไม่สนใจความเจ็บปวด รีบคลานไปข้างหน้าแล้วร้องไห้ออกมาเสียงดัง

“ช่วยป้าด้วย! ป้าผิดไปแล้วจริง ๆ ป้าเพียงถูกคนพวกนั้นยุยงจนขาดสติ ไม่เคยคิดอยากฆ่าพวกเจ้าเลย!”

“พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ! หากบิดาของพวกเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เขาไม่มีทางยอมให้น้องสาวแท้ ๆ ถูกจับเข้าคุกแน่นอน!”

สวี่เฟิงกำหมัดแน่น

เมื่อคืนคนตรงหน้ามอบแผนผังบ้านของพวกเขาให้นักฆ่า บอกตำแหน่งห้องนอนของพี่สาว และวางแผนให้ใช้สวี่ซูเหยาเป็นตัวประกันเพื่อบังคับเขา

หากไม่มีผู้คุ้มกันจากหอสมบัติ สองพี่น้องคงกลายเป็นศพไปแล้ว

หัวหน้าทหารเห็นทั้งคู่จึงเดินเข้ามาประสานมือ

“คุณชายสวี่ คุณหนูสวี่ พวกเรากำลังจะส่งคนเหล่านี้เข้าคุกเพื่อรอการพิจารณาคดีขอรับ”

สวี่ซูเหยามองญาติของตนเอง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

“ทางการมีหลักฐานครบถ้วนแล้วหรือเจ้าคะ?”

หัวหน้าทหารหยิบม้วนเอกสารออกจากอกเสื้อ

“เมื่อคืนคนจากตำหนักเสวียนเยว่นำบัญชีของหอเงาโลหิต หนังสือสัญญาว่าจ้าง และหลักฐานการจ่ายเงินส่งมายังจวนเจ้าเมืองทั้งหมด”

“ในสัญญามีรอยวิญญาณของคนเจ็ดคน ส่วนผู้สมรู้ร่วมคิดคนอื่นก็มีชื่ออยู่ในบัญชีอย่างชัดเจน ทั้งยังพบหนังสือโอนทรัพย์สิน แผนผังบ้าน และหลักฐานการขายกิจการเพื่อนำเงินไปจ่ายค่าจ้างอยู่ภายในเรือนประชุม”

“หลักฐานแน่นหนาเช่นนี้ ต่อให้พวกเขาปฏิเสธก็ไม่มีประโยชน์ขอรับ”

สวี่ชุนฮวารีบส่ายหน้าทั้งน้ำตา

“ไม่จริง! รอยวิญญาณนั่นเป็นเพราะข้าถูกบังคับ!”

หัวหน้าทหารมองนางอย่างเย็นชา

“คำให้การของสมาชิกหอเงาโลหิตระบุว่า เจ้าเป็นผู้มอบหนังสือโอนทรัพย์สินและเสนอให้ฆ่าสองพี่น้องแล้วเผาบ้านทำลายหลักฐานด้วยตนเอง”

“อีกทั้งคนในตระกูลของเจ้ายังแย่งกันให้การเพื่อเอาตัวรอดจนเรื่องราวตรงกันหมดแล้ว จะให้ข้านำคำให้การออกมาอ่านตรงนี้ด้วยหรือไม่?”

“...”

สวี่ชุนฮวาอ้าปากค้าง ใบหน้าซีดจนไม่เหลือสีเลือด

นางหันกลับไปมองญาติด้านหลังด้วยความไม่อยากเชื่อ คนเหล่านั้นต่างพากันหลบสายตา ไม่มีผู้ใดยอมรับว่าเป็นคนให้การแม้แต่คนเดียว

หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งรีบร้องขึ้นมา

“ซูเหยา ข้าไม่เกี่ยวข้องนะ! ข้าเคยคัดค้านแล้ว แต่สวี่ชุนฮวากับผู้อาวุโสข่มขู่ว่าจะฆ่าข้าหากถอนตัว!”

ญาติอีกคนรีบกล่าวตาม

“ข้าก็ด้วย! ทุกอย่างเป็นความคิดของสองคนนั้น พวกเราถูกบังคับทั้งหมด!”

“พวกเจ้าโกหก!” สวี่ชุนฮวาตวาด “ตอนพูดถึงเงินหลายพันล้าน พวกเจ้ายังวางแผนกันว่าจะซื้อบ้านกับรถม้าคนละกี่หลังอยู่เลย!”

เหล่านักโทษเริ่มด่าทอและโยนความผิดให้กันกลางถนน เสียงดังเสียจนผู้คนรอบด้านพากันมุงดูเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

สวี่ซูเหยามองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวกับหัวหน้าทหาร

“ขอบคุณท่านที่อธิบายเจ้าค่ะ พวกเราไม่มีสิ่งใดจะกล่าวแทนคนเหล่านี้ ทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมายเถิด”

“ซูเหยา!”

สวี่ชุนฮวาเบิกตากว้าง

“เจ้าจะปล่อยให้ป้าแท้ ๆ ถูกจับเข้าคุกจริงหรือ?!”

สวี่ซูเหยามองนางด้วยแววตาผิดหวัง

“ท่านป้า พวกเราทำหนังสือตัดความสัมพันธ์กันเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

“เมื่อวานเฟิงเอ๋อร์ยังปล่อยพวกท่านกลับไปโดยไม่หักขาแม้แต่คนเดียว แต่คืนนั้นพวกท่านกลับจ้างนักฆ่ามาฆ่าพวกเราถึงบ้าน”

นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสั่นไหว

“ท่านไม่ได้เพียงอยากได้ทรัพย์สินของพวกเรา แต่ต้องการให้พวกเราตายจริง ๆ แล้วจะให้ข้าช่วยท่านด้วยเหตุผลใดอีก?”

สวี่ชุนฮวานิ่งค้างไปชั่วขณะ ก่อนสีหน้าจะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ

“นังเด็กอกตัญญู! หากวันนั้นข้าไม่เคยให้ขนมพวกเจ้า ป่านนี้พวกเจ้าคงอดตายไปนานแล้ว!”

“เจ้าคิดว่ามีเงินกับมีคุณชายใหญ่คุ้มกะลาหัวแล้วจะทำสิ่งใดก็ได้หรือ? ข้าขอสาปแช่งให้พวกเจ้า—”

“หุบปาก!”

หัวหน้าทหารตวาด ก่อนสั่งให้คนใต้บังคับบัญชาลากนางกลับเข้าแถว

สวี่ชุนฮวายังคงดิ้นรนและด่าทอไม่หยุด ทว่ายิ่งนางแสดงท่าทีเช่นนี้ สายตาของผู้คนรอบด้านก็ยิ่งเต็มไปด้วยความรังเกียจ

สวี่เฟิงมองนางถูกลากห่างออกไป ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“เมื่อวานข้าเตือนแล้ว หากพวกท่านกลับมารังควานพวกเราอีก ข้าจะหักขาทุกคน”

“วันนี้เห็นแก่ที่ทางการมาถึงก่อน ข้าจะไม่ลงมือซ้ำก็แล้วกัน”

นักโทษหลายคนสะดุ้งเฮือก ก่อนรีบก้มหน้าและเร่งฝีเท้าตามทหารไปโดยไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลืออีก

หลังขบวนนักโทษหายลับไปจากถนน สวี่ซูเหยาจึงถอนหายใจยาว

สวี่เฟิงหันมองพี่สาวด้วยความเป็นห่วง

“พี่ใหญ่ยังรู้สึกสงสารพวกเขาหรือ?”

“ไม่”

สวี่ซูเหยาส่ายหน้า

“ข้าเพียงรู้สึกว่าทุกอย่างจบลงแล้วจริง ๆ เท่านั้น”

นางมองไปยังทิศทางซึ่งขบวนนักโทษจากไป ก่อนหันกลับมาหาน้องชายพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ

“ต่อจากนี้พวกเราไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะมีคนจากตระกูลมาตามรังควานอีกแล้ว”

สวี่เฟิงพยักหน้า

“อืม พวกเราไปหาเถ้าแก่เถียนกันเถอะ”