ตอนที่ 505 คุณชายใหญ่กำลังรออยู่
สองพี่น้องเดินต่อไปยังหอสมบัติบุปผาเร้นจันทร์
ทันทีที่เห็นทั้งคู่เข้ามา เถียนซูเจินก็เดินออกจากหลังโต๊ะรับรองไปหา
“คุณชายใหญ่กำลังรออยู่แล้วเจ้าค่ะ เชิญตามข้ามา”
สวี่ซูเหยาชะงัก ดวงตาพลันเป็นประกายขึ้น
“หมายความว่า วันนี้พวกเราจะได้พบคุณชายใหญ่แล้วหรือเจ้าคะ?”
เถียนซูเจินยิ้มโดยไม่ตอบ เพียงหันหลังแล้วนำทางทั้งสองขึ้นไปยังห้องส่วนตัวชั้นบน
สวี่ซูเหยาพยายามรักษาท่าทีให้สงบนิ่ง ทว่าฝีเท้ากลับเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
สวี่เฟิงมองพี่สาวแล้วได้แต่คิดในใจ
[เมื่อหลายวันก่อนยังบอกว่าเพียงต้องการกล่าวขอบคุณ แต่เหตุใดตอนนี้พี่ใหญ่จึงดูตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนไปรับเงินประมูลเสียอีก?]
เมื่อประตูห้องเปิดออก ภาพซึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้ากลับแตกต่างจากสิ่งที่สองพี่น้องจินตนาการเอาไว้อย่างสิ้นเชิง
ยูรันไม่ได้กำลังตรวจบัญชีหรือจัดการงานสำคัญใด เขานั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางเกียจคร้าน ดวงตาทั้งสองปิดสนิทเช่นเคย ส่วนเยวียนจือหลิงกับเยวียนเหวินอวี้กำลังนั่งปั้นดินเหนียวกันอยู่บนพรม
ก้อนดินรูปร่างบิดเบี้ยวหลายก้อนวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะเตี้ย บางก้อนพอมองออกว่าเป็นดอกไม้หรือกระต่าย
เยวียนเหวินอวี้ยกก้อนดินรูปร่างกลมแบนขึ้นเหนือศีรษะ
“พี่ชายจ๋า ดูนี่สิเจ้าคะ เหมือนช้างหรือไม่?”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังใช้สมาธิทั้งหมดพิจารณาผลงานตรงหน้า
“อืม...”
เยวียนเหวินอวี้มองเขาด้วยสายตาคาดหวัง
“ถ้ามีงวง สี่ขา แล้วก็หูใหญ่ ๆ เพิ่มขึ้นมา ก็น่าจะเหมือนอยู่หรอก”
“...”
เยวียนจือหลิงยกมือปิดปากหัวเราะ
“ท่านพี่กำลังบอกว่าไม่เหมือนสิ่งใดเลยต่างหาก”
“จือหลิง!”
เยวียนเหวินอวี้หน้าแดงก่ำ ก่อนรีบใช้ร่างกายบังก้อนดินของตนเองเอาไว้
“เจ้าห้ามดู! ปั้นของเจ้าไปเลย!”
สวี่ซูเหยาหยุดยืนอยู่หน้าประตูอย่างลืมตัว
ในความคิดของนาง คุณชายใหญ่ซึ่งเปลี่ยนชีวิตสองพี่น้องได้ด้วยคำพูดไม่กี่คำควรเป็นบุคคลสูงส่งและเข้าถึงได้ยาก นางไม่คิดว่าจะได้เห็นเขานั่งเล่นกับเด็กสาวสองคนอย่างอดทนเช่นนี้
เถียนซูเจินกระแอมเบา ๆ
“คุณชายใหญ่ พวกเขามาแล้วเจ้าค่ะ”
เยวียนเหวินอวี้หันกลับมามองคนทั้งสอง ก่อนกะพริบตาปริบ ๆ
“อ้าว นี่มันสองคนเมื่อวันนั้นนี่”
สวี่เฟิงจำเด็กสาวซึ่งยอมบาดเจ็บเพื่อยืนขวางหน้าพวกตนได้ทันที เขารีบก้าวออกมาและประสานมือคารวะอย่างจริงจัง
“ขอบคุณคุณหนูที่ยื่นมือช่วยเหลือพวกเราในวันนั้นขอรับ”
“ข้าน้อยสวี่เฟิงจะจดจำบุญคุณครั้งนี้เอาไว้ หากภายหน้ามีสิ่งใดซึ่งข้าพอช่วยเหลือได้ ขอเพียงคุณหนูเอ่ยปาก ข้าจะทำอย่างเต็มกำลัง”
เยวียนเหวินอวี้โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนก้มหน้ากลับไปพยายามเติมงวงให้ก้อนดินของตนเอง
“ไม่จำเป็น เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริมโดยไม่เงยหน้า
“อีกอย่าง วันนั้นเจ้าก็ถือพลั่วผุ ๆ ออกมาช่วยข้าเหมือนกัน ถือว่าไม่ติดค้างกันแล้ว”
สวี่เฟิงมองนาง ก่อนใบหน้าจะแดงขึ้นเล็กน้อย
[นางจำเรื่องพลั่วนั่นได้ด้วยหรือ...]
เถียนซูเจินยกมือเชิญทั้งสองไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“เชิญคุณชายสวี่กับคุณหนูสวี่นั่งก่อนเจ้าค่ะ”
สองพี่น้องนั่งลง สวี่ซูเหยามองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นประสานมืออีกครั้ง
“ข้าน้อยสวี่ซูเหยา คารวะคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ”
“ความช่วยเหลือซึ่งคุณชายมอบให้พวกเราตลอดหลายวันที่ผ่านมา ข้าน้อยไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไร หากไม่ได้พบคุณชาย ชีวิตของข้ากับน้องชายคงไม่มีโอกาสเริ่มต้นใหม่เช่นทุกวันนี้”
ยูรันยกมือขึ้นเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
เถียนซูเจินชะงัก ก่อนเหลือบมองเยวียนเหวินอวี้
[คุณชายใหญ่พูดเหมือนคุณหนูเหวินอวี้ไม่มีผิด...ไม่สิ ต้องบอกว่าคุณหนูเหวินอวี้พูดเหมือนคุณชายใหญ่ต่างหาก]
สวี่ซูเหยาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ไม่ทราบว่าเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา คุณชายใหญ่ทราบอยู่ก่อนแล้วหรือไม่เจ้าคะ?”
“อืม ข้ารู้ทุกเรื่อง”
สวี่เฟิงเบิกตากว้าง
“ชะ...เช่นนั้น วันที่ตลาดพนันหินหยก คุณชายจงใจไปที่นั่นเพื่อช่วยข้าใช่หรือไม่ขอรับ?”
“ไม่ใช่”
ยูรันตอบทันทีโดยไม่เสียเวลาครุ่นคิด
“ข้าเพียงอยากไปดูเรื่องสนุกเท่านั้น ไม่ได้คิดจะช่วยเจ้าแต่อย่างใด”
สวี่เฟิงถึงกับพูดไม่ออก
ยูรันหันหน้าไปทางเขา ก่อนกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง
“แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญ เมื่อครู่นี้เจ้าเอาแต่หน้าแดงเพราะเหวินอวี้ หมายความว่าอย่างไร?”
เขาหยุดเล็กน้อย
“นางเพิ่งอายุสิบห้าปีเองนะ”
ทั้งห้องพลันตกอยู่ในความเงียบ
เยวียนเหวินอวี้ค่อย ๆ หันไปมองสวี่เฟิง ส่วนสวี่เฟิงก็รีบโบกมือปฏิเสธจนแทบพันกัน
“ไม่ใช่นะขอรับ! ข้าไม่ได้คิดอะไรกับคุณหนูเหวินอวี้เลย!”
“แล้วเหตุใดต้องหน้าแดง?” ยูรันถาม
“ขะ...ข้าเพียงนึกถึงเรื่องที่คุณหนูยังจำพลั่วของข้าได้เท่านั้น!”
เยวียนจือหลิงเอียงศีรษะ
“เหตุใดนางจำพลั่วของเจ้าได้แล้วเจ้าต้องหน้าแดงด้วย?”
“นั่น...”
สวี่เฟิงอ้าปากอยู่ครู่หนึ่ง แต่กลับหาคำอธิบายไม่ได้
เยวียนเหวินอวี้วางก้อนดินเหนียวในมือลง ก่อนลุกขึ้นเท้าสะเอว
“พอได้แล้ว! ต่อให้เขาคิดอะไรกับข้าจริงก็ไม่มีประโยชน์!”
นางเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“ข้าตัดสินใจเอาไว้แล้ว หากในอนาคตไม่มีบุรุษคนใดเก่งกาจเท่าพี่ชายจ๋าของข้า ข้าก็จะไม่แต่งงานเด็ดขาด!”
“...”
เยวียนจือหลิงมองนางด้วยความเห็นใจ
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าคงไม่ได้แต่งงานไปตลอดชีวิตแล้วละ”
ยูรันพยักหน้าเห็นด้วย
“อืม ดูเหมือนชิงฝูก็เคยตั้งเงื่อนไขคล้าย ๆ กัน”
เยวียนเหวินอวี้แค่นเสียง
“ไม่แต่งก็ไม่แต่งสิ ข้าอยู่กับท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ชายจ๋าไปตลอดชีวิตก็ได้!”
ยูรันหันหน้าไปทางเยวียนจือหลิง
“เจ้าก็คิดเช่นเดียวกันหรือเปล่า จือหลิง?”
ใบหน้าของเยวียนจือหลิงพลันแดงก่ำ
“ขะ...ข้าก็คิดเช่นเดียวกันเจ้าค่ะ”
เยวียนเหวินอวี้ชี้หน้านางทันที
“แล้วเจ้าต่างจากข้าตรงไหนกัน?”
นางยกมือขึ้นตบอกตนเอง ก่อนประกาศเสียงดัง
“สตรีสกุลเยวียนอย่างพวกเราไม่จำเป็นต้องแต่งงาน!”
พรวด!
เถียนซูเจินแทบพ่นน้ำชาออกมา นางรีบยกมือปิดปาก ก่อนกล่าวอย่างร้อนรน
“ไม่ดีมั้งเจ้าคะคุณหนู หากท่านพ่อกับท่านแม่ของคุณหนูรู้เรื่องนี้เข้า มีหวังหัวใจวายแน่นอนเจ้าค่ะ!”
“ช่างท่านพ่อกับท่านแม่ข้าสิ!”
เยวียนเหวินอวี้กอดอกและเชิดหน้าขึ้น
“หากพวกเขาอกแตกตาย ข้าก็ย้ายมาอยู่กับพี่ชายจ๋าถาวรเสียเลย เหล่าพี่สะใภ้ยังเอ็นดูข้ามากกว่าท่านพ่อกับท่านแม่อีก!”
“คืนนี้ข้าจะกลับไปประกาศให้ทุกคนรู้ว่าข้าจะไม่แต่งงาน ดูสิว่าผู้ใดจะทำอะไรข้าได้!”
เถียนซูเจินอ้าปากค้าง
[ขบถ...นี่มันจอมขบถชัด ๆ!]
ส่วนเยวียนจือหลิงเอาแต่ก้มหน้า ไม่กล้ากล่าวอะไรออกมาอีก
สวี่ซูเหยาเองก็นิ่งค้าง ทว่านางไม่ได้ตกใจกับคำประกาศของเยวียนเหวินอวี้ สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของนางกลับเป็นคำเรียกหนึ่งซึ่งเพิ่งได้ยิน
[พี่สะใภ้?]
นางหันไปมองยูรัน ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“คุณชายใหญ่แต่งงานแล้วหรือเจ้าคะ?”
“ไม่แต่ง”
สวี่ซูเหยากะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความไม่เข้าใจ
“หรือว่าคุณชายใหญ่มีคู่หมั้นอยู่แล้วหรือเจ้าคะ?”
“มี”
เพล้ง!
สวี่ซูเหยาราวกับได้ยินเสียงบางอย่างภายในใจแตกกระจาย
สวี่เฟิงเหลือบมองสีหน้าของพี่สาว ก่อนความคิดหนึ่งจะผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
[พี่ใหญ่คงไม่ได้ชอบคุณชายใหญ่จริง ๆ หรอกใช่ไหม?]
เยวียนเหวินอวี้ขมวดคิ้ว ก่อนมองสวี่ซูเหยาอย่างพิจารณา
“นี่ พี่สาวคงไม่ได้ชอบพี่ชายจ๋าของข้าหรอกใช่ไหม?”
สวี่ซูเหยาเหลือบมองยูรัน ก่อนรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“มะ...ไม่ใช่นะเจ้าคะคุณหนู!”
เยวียนเหวินอวี้หรี่ตามองนางอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม ข้าจะเชื่อก็ได้”
เยวียนจือหลิงวางก้อนดินเหนียวในมือลง ก่อนเอ่ยถามขึ้นบ้าง
“แล้ววันนี้พวกท่านทั้งสองมาหาท่านพี่ด้วยธุระอันใดหรือ?”
“ข้าเพียงอยากมาขอบคุณคุณชายใหญ่ต่อหน้า แล้วก็ขอคำปรึกษาเรื่องเส้นทางการบำเพ็ญเพียรด้วยเจ้าค่ะ”
เยวียนจือหลิงหรี่ตามองนางอย่างไม่ไว้วางใจ
“ดูเหมือนท่านเพียงอยากพบหน้าท่านพี่มากกว่านะเจ้าคะ”
สวี่ซูเหยาพลันทำตัวไม่ถูก เมื่อเด็กสาวทั้งสองเอาแต่จ้องจับผิดนางไม่ยอมหยุด
เยวียนจือหลิงยังคงจ้องนางไม่วางตา
“ข้าได้ยินว่าพวกท่านมาหาท่านพี่ของข้าทุกวัน มีสิ่งใดแอบแฝงอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ?”
ใบหน้าของสวี่ซูเหยาพลันแดงขึ้น
“ข้าขอบอกเอาไว้ก่อน หากคิดมาเกาะแกะหรือหวังผลประโยชน์จากท่านพี่ เหล่าพี่สะใภ้ไม่มีทางปล่อยพวกท่านเอาไว้แน่”
คราวนี้สวี่ซูเหยาได้ยินคำสำคัญอย่างชัดเจน
[เหล่าพี่สะใภ้?]
“คุณชายใหญ่มีภรรยาหลายคนหรือเจ้าคะ?”
“ใช่ มีหลายคน...เดี๋ยวก่อน นั่นไม่ใช่ประเด็น อย่าเปลี่ยนเรื่องนะเจ้าคะ!”
“ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นจริง ๆ”
เยวียนจือหลิงหรี่ตาลง ก่อนสะกิดเยวียนเหวินอวี้เบา ๆ
[พี่สาวคนนี้ชอบท่านพี่ของข้าแน่ ๆ]
เยวียนเหวินอวี้สบตานาง ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
[วางใจได้ ข้าจะช่วยขัดขวางเอง]
“พอแล้ว” ยูรันกล่าวขึ้น