คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 506 พี่สาวเจ้าคือธิดาแห่งชะตาวิบัติ7,312 ตัวอักษร

ตอนที่ 506 พี่สาวเจ้าคือธิดาแห่งชะตาวิบัติ

“เข้าเรื่องกันเถอะ”

ยูรันวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ

“เหตุผลที่ข้ายื่นมือช่วยพวกเจ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ มีอยู่สองข้อ”

สวี่เฟิงชะงัก

“สองข้อหรือขอรับ?”

“ข้อแรก เดิมทีคนที่ต้องตายคือพี่สาวของเจ้า สวี่ซูเหยา”

ทันทีที่สิ้นเสียง สีหน้าของสองพี่น้องก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ในวันที่พี่สาวเจ้าตาย กายาซึ่งหลับใหลอยู่ภายในร่างของเจ้าจึงจะตื่นขึ้น กายานั้นมีชื่อว่า ‘กายาจักรพรรดิเบญจธาตุ’ ส่วนรากปราณของเจ้าคือรากปราณห้าธาตุ”

“โดยปกติแล้ว ผู้มีรากปราณหลายธาตุจะบำเพ็ญได้ยากกว่าผู้อื่น ยิ่งมีธาตุมากก็ยิ่งต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากขึ้น เพราะต้องเติมเต็มพลังทุกธาตุให้สมดุลก่อนจึงจะทะลวงขึ้นสู่ระดับถัดไปได้”

“หากไม่มีทรัพยากรเพียงพอ ผู้ครอบครองรากปราณห้าธาตุแทบไม่มีโอกาสก้าวไปถึงระดับสูง”

สวี่เฟิงก้มมองฝ่ามือของตนเอง

“แล้วกายาจักรพรรดิเบญจธาตุแตกต่างอย่างไรหรือขอรับ?”

“กายาของเจ้าจะทำให้พลังทั้งห้าธาตุเพิ่มขึ้นอย่างสมดุล ไม่ว่าเจ้าจะดูดซับพลังธาตุใด อีกสี่ธาตุที่เหลือก็จะถูกเติมเต็มตามไปด้วย”

ยูรันหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“นอกจากนี้ ความเร็วในการบำเพ็ญยังเพิ่มขึ้นตามจำนวนธาตุที่เจ้าดูดซับพร้อมกัน หากดูดซับของวิเศษครบทั้งห้าธาตุ ความเร็วสูงสุดจะเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า”

“เพราะเหตุนี้ รากปราณซึ่งเดิมควรเป็นภาระจึงกลายเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับกายาของเจ้ามากที่สุด”

หลังฟังคำอธิบายจบ สีหน้าของทุกคนภายในห้องยิ่งซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม

เยวียนเหวินอวี้ขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ

“พี่ชายจ๋า หมายความว่าเดิมทีพี่สาวคนนี้จำเป็นต้องตาย เพื่อให้กายาของสวี่เฟิงตื่นขึ้นหรือเจ้าคะ?”

“ใช่”

ยูรันพยักหน้า

“แต่เพราะข้าเข้าแทรกแซงโชคชะตาของพวกเขา สวี่เฟิงจึงตื่นกายาก่อนเวลา ส่วนพี่สาวของเขาก็ไม่จำเป็นต้องตายอีก มันก็เท่านั้นเอง”

ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้เป็นประกายขึ้น

“ว้าว! เช่นนั้นพี่สาวคนนี้ก็ติดหนี้ชีวิตพี่ชายจ๋าไม่ใช่หรือ?”

โป๊ก!

ยูรันยกมือเขกศีรษะนางหนึ่งที

“ไร้สาระ ข้าเพียงขยับมือเล็กน้อย เรื่องแค่นี้ไม่นับเป็นหนี้ชีวิตหรอก”

เยวียนเหวินอวี้รีบยกมือกุมศีรษะ ก่อนมองเขาด้วยแววตาน้อยใจ

ส่วนสวี่ซูเหยายังคงนั่งนิ่ง คำพูดเมื่อครู่ดังวนเวียนอยู่ภายในความคิดไม่ยอมหาย

[ข้ายังมีชีวิตอยู่ เพราะคุณชายใหญ่เปลี่ยนแปลงโชคชะตาให้ข้าอย่างนั้นหรือ?]

ยูรันไม่ได้สนใจท่าทีของนาง เขาหันหน้าไปทางสวี่เฟิงอีกครั้ง

“ตามเส้นทางเดิม หลังพี่สาวของเจ้าตาย เจ้าจะออกเดินทางท่องโลกกว้างเพียงลำพัง และปลายทางของเจ้าคือการกลายเป็นหนึ่งในมหาจักรพรรดิ”

เยวียนจือหลิงกับเยวียนเหวินอวี้เบิกตากว้างพร้อมกัน

“มะ...มหาจักรพรรดิ?!”

สวี่เฟิงเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน

“คุณชายใหญ่ ท่านกล่าวเกินจริงไปหรือเปล่าขอรับ?”

“ไม่เกินจริงหรอก”

ยูรันยกมือขึ้นเท้าคาง

“หากพี่สาวเจ้าตายจริง เจ้าจะใช้ความแค้นกับความรู้สึกผิดเป็นแรงผลักดันให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น ต่อให้ต้องเผชิญอันตรายมากเพียงใดก็ไม่มีวันหยุดเดิน”

สวี่เฟิงชะงัก

เขามีชีวิตอยู่เพื่อพี่สาวเพียงคนเดียวมาโดยตลอด สวี่ซูเหยายอมลำบากตรากตรำและละทิ้งอนาคตของตนเอง เพื่อให้น้องชายมีชีวิตที่ดีขึ้น กระทั่งขาข้างหนึ่งพิการ นางก็ยังไม่เคยทอดทิ้งเขา

หากวันหนึ่งนางต้องตายเพราะเขาจริง ๆ สวี่เฟิงไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าตนเองจะกลายเป็นคนเช่นไร

“แต่ว่าตอนนี้พี่ใหญ่รอดชีวิตแล้วนะขอรับ”

สวี่เฟิงหันไปมองพี่สาว ก่อนกล่าวด้วยความสับสน

“ในเมื่อเหตุการณ์นั้นไม่เกิดขึ้น เส้นทางซึ่งคุณชายกล่าวถึงก็ควรเปลี่ยนแปลงไปแล้วไม่ใช่หรือ?”

“เปลี่ยน แต่ปลายทางยังคงเดิม”

ยูรันตอบทันที

“ไม่ว่าพี่สาวเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ สุดท้ายเจ้าก็จะกลายเป็นมหาจักรพรรดิ เพียงแต่เส้นทางและตัวตนของเจ้าในวันนั้นจะแตกต่างออกไป”

“หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?”

“เพราะเจ้าคือบุตรแห่งโชคชะตา หนึ่งในคนจำนวนน้อยจากผู้คนนับหลายร้อยล้านบนโลกใบนี้ที่ได้รับการยอมรับจากวิถีสวรรค์”

น้ำเสียงของยูรันยังคงสงบนิ่ง ทว่าคำพูดถัดมากลับทำให้สีหน้าของสวี่ซูเหยาค่อย ๆ ซีดลง

“แต่พี่สาวของเจ้าคือธิดาแห่งชะตาวิบัติ เป็นตัวตนซึ่งวิถีสวรรค์เกลียดชัง”

“ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ใกล้นาง โชคชะตาของเจ้าจะถูกเคราะห์กรรมของนางดึงรั้ง ทำให้ต้องพบเจอความโชคร้ายและอุปสรรคอยู่ตลอดเวลา”

ยูรันหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวสรุปอย่างตรงไปตรงมา

“หากอธิบายด้วยคำพูดของคนทั่วไป พี่สาวเจ้าก็คือตัวซวยดี ๆ นี่เอง”

หยดน้ำตาไหลออกจากดวงตาของสวี่ซูเหยาโดยไม่รู้ตัว

[ที่เฟิงเอ๋อร์ต้องพบเจอความลำบากมาตลอด...เป็นเพราะข้าอย่างนั้นหรือ?]

เยวียนเหวินอวี้เบิกตากว้าง

“โห หากเป็นเช่นนั้น พวกเราจะไม่พลอยซวยไปด้วยหรือเจ้าคะ?”

โป๊ก!

ยูรันยกมือเขกศีรษะนางอีกครั้ง

“อยู่กับข้าแล้วจะซวยได้อย่างไร?”

สวี่เฟิงเอื้อมมือไปกุมมือของพี่สาวเอาไว้แน่น

“หากการเป็นมหาจักรพรรดิหมายถึงการต้องทอดทิ้งพี่สาว ข้าก็จะไม่เป็น!”

เขาหันไปหาสวี่ซูเหยา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“พี่ใหญ่ ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งท่านเด็ดขาด”

ยูรันยกมือขึ้นแคะหูอย่างไม่ใส่ใจ

[ช่างรักกันเสียจริง...แต่อยู่กับข้าแล้ววิถีสวรรค์จะทำอะไรพวกเจ้าได้?]

เยวียนจือหลิงมองสองพี่น้องด้วยความเห็นใจ ก่อนหันมาถามยูรัน

“ท่านพี่ มีวิธีช่วยพวกเขาหรือไม่เจ้าคะ? พี่สาวคนนี้น่าสงสารออก”

เยวียนเหวินอวี้รีบส่งสายตาไปหานาง

[เดี๋ยวก่อน! ไหนบอกว่าจะช่วยกันขัดขวางนางอย่างไรเล่า?!]

เยวียนจือหลิงถลึงตาตอบกลับทันที

[เรื่องนี้ไม่เหมือนกัน!]

“วิธีน่ะมี”

ยูรันหยุดเล็กน้อย ก่อนหันหน้าไปทางสวี่เฟิง

“แต่ข้าเคยบอกหรือว่า เจ้าต้องทอดทิ้งพี่สาวจึงจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิได้?”

“ข้าเพิ่งพูดไปว่าสุดท้ายเจ้าจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิอยู่ดี มันเข้าใจยากถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”

เยวียนเหวินอวี้ชะงัก ก่อนพยักหน้าอย่างนึกขึ้นได้

“จริงด้วย พี่ชายจ๋าเพิ่งพูดไปเมื่อครู่นี่เอง”

สวี่เฟิงชะงัก ก่อนลองทบทวนคำพูดของยูรันอีกครั้ง

ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่เคยบอกจริง ๆ ว่าเขาจำเป็นต้องทอดทิ้งพี่สาว

สวี่ซูเหยาก้มมองมือของตนเอง

[จะมีวิธีจัดการกับชะตาวิบัติของข้าจริง ๆ หรือ?]

เยวียนเหวินอวี้รีบถามด้วยความอยากรู้

“แล้ววิธีที่ว่าคืออะไรหรือเจ้าคะ? บอกข้าหน่อย!”

“ก็แค่อยู่กับข้า”

ยูรันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“เคราะห์ร้ายกระจ้อยร่อยเพียงเท่านี้ จะมีอำนาจเหนือผู้ที่แข็งแกร่งกว่าได้อย่างไร?”

“เจ้ากำลังจะบอกว่า ข้าสัมผัสหยกจักรพรรดิม่วงซึ่งซ่อนอยู่ภายในหินได้ แต่ความโชคร้ายจะทำให้หยกก้อนนั้นหายไปต่อหน้าข้าหรืออย่างไร? ไร้สาระชะมัด”

เยวียนเหวินอวี้ตบมือเสียงดัง

“ว้าว! สมแล้วที่เป็นพี่ชายจ๋าของข้า!”

เศษดินเหนียวซึ่งติดอยู่เต็มฝ่ามือพลันกระเด็นไปทั่วโต๊ะ

เถียนซูเจินรีบร้องห้าม

“คุณหนูเจ้าคะ มือของท่านยังเปื้อนอยู่เลย ตบเช่นนั้นดินก็กระเด็นไปหมดสิ!”

“เจ้าก็เรียกคนมาทำความสะอาดเสียสิ!”

เยวียนเหวินอวี้เชิดหน้าขึ้น

“พี่ชายจ๋าของข้ายังไม่เห็นว่าอะไรเลย!”

เถียนซูเจินยกมือปาดเหงื่อ ก่อนจำใจเรียกคนเข้ามาทำความสะอาด

สวี่เฟิงยังคงสนใจคำพูดก่อนหน้านี้ เขารีบถามอย่างคาดหวัง

“เป็นเรื่องจริงหรือขอรับคุณชาย? หมายความว่าคุณชายจะรับพี่ใหญ่ของข้าเอาไว้หรือ?”

ยูรันยกมือขึ้นห้าม

“พอ ฟังให้จบก่อน”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“พวกเจ้ามีชะตาซึ่งแตกต่างกันสุดขั้วก็จริง แต่นั่นเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นเท่านั้น”

“เมื่อไปถึงจุดหนึ่งและฝ่าฟันเคราะห์ร้ายทั้งหมดได้สำเร็จ ชะตาวิบัติของนางจะพลิกกลับกลายเป็นมหาวาสนา ส่วนเจ้าซึ่งเดิมมีโชคชะตาสูงส่งอยู่แล้ว ก็จะได้รับวาสนาจากนางเพิ่มขึ้นไปอีก”

“เมื่อถึงเวลานั้น โชคชะตาของพวกเจ้าจะไม่ต่อต้านกันอีก แต่จะเกื้อหนุนและผลักดันกันไปข้างหน้า”

ยูรันหันหน้าไปทางสวี่ซูเหยา

“น่าเสียดายที่ตามเส้นทางเดิม นางตายไปก่อนจะฝ่าฟันเคราะห์ทั้งหมดสำเร็จ”

“ตอนนี้นางยังมีชีวิตอยู่ แต่ในวันข้างหน้าย่อมมีเคราะห์ซึ่งอันตรายถึงชีวิตเข้ามาอีกอย่างแน่นอน หากพวกเจ้าสองคนอดทนและฝ่ามันไปด้วยกันได้...”

เขาหันกลับไปทางสวี่เฟิง

“นอกจากเจ้าจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิแล้ว พี่สาวของเจ้าก็จะกลายเป็นมหาจักรพรรดินีเช่นกัน”

ภายในห้องพลันตกอยู่ในความเงียบสนิท

เยวียนเหวินอวี้ยังคงมีสีหน้าไม่เข้าใจ

“แล้วพี่ชายจ๋ารู้ได้อย่างไรว่า พวกเขาจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิกับมหาจักรพรรดินีเจ้าคะ?”

“อืม ประมาณว่าพยากรณ์เอา”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนกล่าวต่อ

“แต่หากว่ากันตามจริง ผู้ใดอยากเป็นก็สามารถเป็นได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโชคชะตาทั้งหมดหรอก”

“การอ้างว่าตนไม่มีโชคชะตาหนุนนำ จึงไม่อาจไปถึงจุดสูงสุดได้ เป็นเพียงข้ออ้างของพวกกระจอกที่ไม่ยอมพยายามเท่านั้น”

ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้เป็นประกายขึ้นทันที

“ข้าเองก็อยากเป็นมหาจักรพรรดินีเจ้าค่ะ!”

“ตามใจเจ้า”