ตอนที่ 506 พี่สาวเจ้าคือธิดาแห่งชะตาวิบัติ
“เข้าเรื่องกันเถอะ”
ยูรันวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
“เหตุผลที่ข้ายื่นมือช่วยพวกเจ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ มีอยู่สองข้อ”
สวี่เฟิงชะงัก
“สองข้อหรือขอรับ?”
“ข้อแรก เดิมทีคนที่ต้องตายคือพี่สาวของเจ้า สวี่ซูเหยา”
ทันทีที่สิ้นเสียง สีหน้าของสองพี่น้องก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน
ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ในวันที่พี่สาวเจ้าตาย กายาซึ่งหลับใหลอยู่ภายในร่างของเจ้าจึงจะตื่นขึ้น กายานั้นมีชื่อว่า ‘กายาจักรพรรดิเบญจธาตุ’ ส่วนรากปราณของเจ้าคือรากปราณห้าธาตุ”
“โดยปกติแล้ว ผู้มีรากปราณหลายธาตุจะบำเพ็ญได้ยากกว่าผู้อื่น ยิ่งมีธาตุมากก็ยิ่งต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากขึ้น เพราะต้องเติมเต็มพลังทุกธาตุให้สมดุลก่อนจึงจะทะลวงขึ้นสู่ระดับถัดไปได้”
“หากไม่มีทรัพยากรเพียงพอ ผู้ครอบครองรากปราณห้าธาตุแทบไม่มีโอกาสก้าวไปถึงระดับสูง”
สวี่เฟิงก้มมองฝ่ามือของตนเอง
“แล้วกายาจักรพรรดิเบญจธาตุแตกต่างอย่างไรหรือขอรับ?”
“กายาของเจ้าจะทำให้พลังทั้งห้าธาตุเพิ่มขึ้นอย่างสมดุล ไม่ว่าเจ้าจะดูดซับพลังธาตุใด อีกสี่ธาตุที่เหลือก็จะถูกเติมเต็มตามไปด้วย”
ยูรันหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“นอกจากนี้ ความเร็วในการบำเพ็ญยังเพิ่มขึ้นตามจำนวนธาตุที่เจ้าดูดซับพร้อมกัน หากดูดซับของวิเศษครบทั้งห้าธาตุ ความเร็วสูงสุดจะเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า”
“เพราะเหตุนี้ รากปราณซึ่งเดิมควรเป็นภาระจึงกลายเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับกายาของเจ้ามากที่สุด”
หลังฟังคำอธิบายจบ สีหน้าของทุกคนภายในห้องยิ่งซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม
เยวียนเหวินอวี้ขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“พี่ชายจ๋า หมายความว่าเดิมทีพี่สาวคนนี้จำเป็นต้องตาย เพื่อให้กายาของสวี่เฟิงตื่นขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“ใช่”
ยูรันพยักหน้า
“แต่เพราะข้าเข้าแทรกแซงโชคชะตาของพวกเขา สวี่เฟิงจึงตื่นกายาก่อนเวลา ส่วนพี่สาวของเขาก็ไม่จำเป็นต้องตายอีก มันก็เท่านั้นเอง”
ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้เป็นประกายขึ้น
“ว้าว! เช่นนั้นพี่สาวคนนี้ก็ติดหนี้ชีวิตพี่ชายจ๋าไม่ใช่หรือ?”
โป๊ก!
ยูรันยกมือเขกศีรษะนางหนึ่งที
“ไร้สาระ ข้าเพียงขยับมือเล็กน้อย เรื่องแค่นี้ไม่นับเป็นหนี้ชีวิตหรอก”
เยวียนเหวินอวี้รีบยกมือกุมศีรษะ ก่อนมองเขาด้วยแววตาน้อยใจ
ส่วนสวี่ซูเหยายังคงนั่งนิ่ง คำพูดเมื่อครู่ดังวนเวียนอยู่ภายในความคิดไม่ยอมหาย
[ข้ายังมีชีวิตอยู่ เพราะคุณชายใหญ่เปลี่ยนแปลงโชคชะตาให้ข้าอย่างนั้นหรือ?]
ยูรันไม่ได้สนใจท่าทีของนาง เขาหันหน้าไปทางสวี่เฟิงอีกครั้ง
“ตามเส้นทางเดิม หลังพี่สาวของเจ้าตาย เจ้าจะออกเดินทางท่องโลกกว้างเพียงลำพัง และปลายทางของเจ้าคือการกลายเป็นหนึ่งในมหาจักรพรรดิ”
เยวียนจือหลิงกับเยวียนเหวินอวี้เบิกตากว้างพร้อมกัน
“มะ...มหาจักรพรรดิ?!”
สวี่เฟิงเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
“คุณชายใหญ่ ท่านกล่าวเกินจริงไปหรือเปล่าขอรับ?”
“ไม่เกินจริงหรอก”
ยูรันยกมือขึ้นเท้าคาง
“หากพี่สาวเจ้าตายจริง เจ้าจะใช้ความแค้นกับความรู้สึกผิดเป็นแรงผลักดันให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น ต่อให้ต้องเผชิญอันตรายมากเพียงใดก็ไม่มีวันหยุดเดิน”
สวี่เฟิงชะงัก
เขามีชีวิตอยู่เพื่อพี่สาวเพียงคนเดียวมาโดยตลอด สวี่ซูเหยายอมลำบากตรากตรำและละทิ้งอนาคตของตนเอง เพื่อให้น้องชายมีชีวิตที่ดีขึ้น กระทั่งขาข้างหนึ่งพิการ นางก็ยังไม่เคยทอดทิ้งเขา
หากวันหนึ่งนางต้องตายเพราะเขาจริง ๆ สวี่เฟิงไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าตนเองจะกลายเป็นคนเช่นไร
“แต่ว่าตอนนี้พี่ใหญ่รอดชีวิตแล้วนะขอรับ”
สวี่เฟิงหันไปมองพี่สาว ก่อนกล่าวด้วยความสับสน
“ในเมื่อเหตุการณ์นั้นไม่เกิดขึ้น เส้นทางซึ่งคุณชายกล่าวถึงก็ควรเปลี่ยนแปลงไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
“เปลี่ยน แต่ปลายทางยังคงเดิม”
ยูรันตอบทันที
“ไม่ว่าพี่สาวเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ สุดท้ายเจ้าก็จะกลายเป็นมหาจักรพรรดิ เพียงแต่เส้นทางและตัวตนของเจ้าในวันนั้นจะแตกต่างออกไป”
“หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?”
“เพราะเจ้าคือบุตรแห่งโชคชะตา หนึ่งในคนจำนวนน้อยจากผู้คนนับหลายร้อยล้านบนโลกใบนี้ที่ได้รับการยอมรับจากวิถีสวรรค์”
น้ำเสียงของยูรันยังคงสงบนิ่ง ทว่าคำพูดถัดมากลับทำให้สีหน้าของสวี่ซูเหยาค่อย ๆ ซีดลง
“แต่พี่สาวของเจ้าคือธิดาแห่งชะตาวิบัติ เป็นตัวตนซึ่งวิถีสวรรค์เกลียดชัง”
“ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ใกล้นาง โชคชะตาของเจ้าจะถูกเคราะห์กรรมของนางดึงรั้ง ทำให้ต้องพบเจอความโชคร้ายและอุปสรรคอยู่ตลอดเวลา”
ยูรันหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวสรุปอย่างตรงไปตรงมา
“หากอธิบายด้วยคำพูดของคนทั่วไป พี่สาวเจ้าก็คือตัวซวยดี ๆ นี่เอง”
หยดน้ำตาไหลออกจากดวงตาของสวี่ซูเหยาโดยไม่รู้ตัว
[ที่เฟิงเอ๋อร์ต้องพบเจอความลำบากมาตลอด...เป็นเพราะข้าอย่างนั้นหรือ?]
เยวียนเหวินอวี้เบิกตากว้าง
“โห หากเป็นเช่นนั้น พวกเราจะไม่พลอยซวยไปด้วยหรือเจ้าคะ?”
โป๊ก!
ยูรันยกมือเขกศีรษะนางอีกครั้ง
“อยู่กับข้าแล้วจะซวยได้อย่างไร?”
สวี่เฟิงเอื้อมมือไปกุมมือของพี่สาวเอาไว้แน่น
“หากการเป็นมหาจักรพรรดิหมายถึงการต้องทอดทิ้งพี่สาว ข้าก็จะไม่เป็น!”
เขาหันไปหาสวี่ซูเหยา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“พี่ใหญ่ ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งท่านเด็ดขาด”
ยูรันยกมือขึ้นแคะหูอย่างไม่ใส่ใจ
[ช่างรักกันเสียจริง...แต่อยู่กับข้าแล้ววิถีสวรรค์จะทำอะไรพวกเจ้าได้?]
เยวียนจือหลิงมองสองพี่น้องด้วยความเห็นใจ ก่อนหันมาถามยูรัน
“ท่านพี่ มีวิธีช่วยพวกเขาหรือไม่เจ้าคะ? พี่สาวคนนี้น่าสงสารออก”
เยวียนเหวินอวี้รีบส่งสายตาไปหานาง
[เดี๋ยวก่อน! ไหนบอกว่าจะช่วยกันขัดขวางนางอย่างไรเล่า?!]
เยวียนจือหลิงถลึงตาตอบกลับทันที
[เรื่องนี้ไม่เหมือนกัน!]
“วิธีน่ะมี”
ยูรันหยุดเล็กน้อย ก่อนหันหน้าไปทางสวี่เฟิง
“แต่ข้าเคยบอกหรือว่า เจ้าต้องทอดทิ้งพี่สาวจึงจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิได้?”
“ข้าเพิ่งพูดไปว่าสุดท้ายเจ้าจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิอยู่ดี มันเข้าใจยากถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
เยวียนเหวินอวี้ชะงัก ก่อนพยักหน้าอย่างนึกขึ้นได้
“จริงด้วย พี่ชายจ๋าเพิ่งพูดไปเมื่อครู่นี่เอง”
สวี่เฟิงชะงัก ก่อนลองทบทวนคำพูดของยูรันอีกครั้ง
ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่เคยบอกจริง ๆ ว่าเขาจำเป็นต้องทอดทิ้งพี่สาว
สวี่ซูเหยาก้มมองมือของตนเอง
[จะมีวิธีจัดการกับชะตาวิบัติของข้าจริง ๆ หรือ?]
เยวียนเหวินอวี้รีบถามด้วยความอยากรู้
“แล้ววิธีที่ว่าคืออะไรหรือเจ้าคะ? บอกข้าหน่อย!”
“ก็แค่อยู่กับข้า”
ยูรันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“เคราะห์ร้ายกระจ้อยร่อยเพียงเท่านี้ จะมีอำนาจเหนือผู้ที่แข็งแกร่งกว่าได้อย่างไร?”
“เจ้ากำลังจะบอกว่า ข้าสัมผัสหยกจักรพรรดิม่วงซึ่งซ่อนอยู่ภายในหินได้ แต่ความโชคร้ายจะทำให้หยกก้อนนั้นหายไปต่อหน้าข้าหรืออย่างไร? ไร้สาระชะมัด”
เยวียนเหวินอวี้ตบมือเสียงดัง
“ว้าว! สมแล้วที่เป็นพี่ชายจ๋าของข้า!”
เศษดินเหนียวซึ่งติดอยู่เต็มฝ่ามือพลันกระเด็นไปทั่วโต๊ะ
เถียนซูเจินรีบร้องห้าม
“คุณหนูเจ้าคะ มือของท่านยังเปื้อนอยู่เลย ตบเช่นนั้นดินก็กระเด็นไปหมดสิ!”
“เจ้าก็เรียกคนมาทำความสะอาดเสียสิ!”
เยวียนเหวินอวี้เชิดหน้าขึ้น
“พี่ชายจ๋าของข้ายังไม่เห็นว่าอะไรเลย!”
เถียนซูเจินยกมือปาดเหงื่อ ก่อนจำใจเรียกคนเข้ามาทำความสะอาด
สวี่เฟิงยังคงสนใจคำพูดก่อนหน้านี้ เขารีบถามอย่างคาดหวัง
“เป็นเรื่องจริงหรือขอรับคุณชาย? หมายความว่าคุณชายจะรับพี่ใหญ่ของข้าเอาไว้หรือ?”
ยูรันยกมือขึ้นห้าม
“พอ ฟังให้จบก่อน”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“พวกเจ้ามีชะตาซึ่งแตกต่างกันสุดขั้วก็จริง แต่นั่นเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นเท่านั้น”
“เมื่อไปถึงจุดหนึ่งและฝ่าฟันเคราะห์ร้ายทั้งหมดได้สำเร็จ ชะตาวิบัติของนางจะพลิกกลับกลายเป็นมหาวาสนา ส่วนเจ้าซึ่งเดิมมีโชคชะตาสูงส่งอยู่แล้ว ก็จะได้รับวาสนาจากนางเพิ่มขึ้นไปอีก”
“เมื่อถึงเวลานั้น โชคชะตาของพวกเจ้าจะไม่ต่อต้านกันอีก แต่จะเกื้อหนุนและผลักดันกันไปข้างหน้า”
ยูรันหันหน้าไปทางสวี่ซูเหยา
“น่าเสียดายที่ตามเส้นทางเดิม นางตายไปก่อนจะฝ่าฟันเคราะห์ทั้งหมดสำเร็จ”
“ตอนนี้นางยังมีชีวิตอยู่ แต่ในวันข้างหน้าย่อมมีเคราะห์ซึ่งอันตรายถึงชีวิตเข้ามาอีกอย่างแน่นอน หากพวกเจ้าสองคนอดทนและฝ่ามันไปด้วยกันได้...”
เขาหันกลับไปทางสวี่เฟิง
“นอกจากเจ้าจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิแล้ว พี่สาวของเจ้าก็จะกลายเป็นมหาจักรพรรดินีเช่นกัน”
ภายในห้องพลันตกอยู่ในความเงียบสนิท
เยวียนเหวินอวี้ยังคงมีสีหน้าไม่เข้าใจ
“แล้วพี่ชายจ๋ารู้ได้อย่างไรว่า พวกเขาจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิกับมหาจักรพรรดินีเจ้าคะ?”
“อืม ประมาณว่าพยากรณ์เอา”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนกล่าวต่อ
“แต่หากว่ากันตามจริง ผู้ใดอยากเป็นก็สามารถเป็นได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโชคชะตาทั้งหมดหรอก”
“การอ้างว่าตนไม่มีโชคชะตาหนุนนำ จึงไม่อาจไปถึงจุดสูงสุดได้ เป็นเพียงข้ออ้างของพวกกระจอกที่ไม่ยอมพยายามเท่านั้น”
ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้เป็นประกายขึ้นทันที
“ข้าเองก็อยากเป็นมหาจักรพรรดินีเจ้าค่ะ!”
“ตามใจเจ้า”