คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 507 แล้วเหตุผลข้อที่สองเล่า7,194 ตัวอักษร

ตอนที่ 507 แล้วเหตุผลข้อที่สองเล่า

สวี่ซูเหยานึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้

“คุณชายใหญ่ เมื่อครู่ท่านบอกว่ามีเหตุผลสองข้อไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

“อืม”

“แล้วเหตุผลข้อที่สองคืออะไรหรือเจ้าคะ?”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนตอบอย่างสงบ

“ข้าอยากดูเรื่องสนุกของครอบครัวเจ้า”

สวี่ซูเหยากะพริบตาปริบ ๆ

“แค่นั้นหรือเจ้าคะ?”

“แค่นั้นสิ จะมีอะไรอีก?”

สองพี่น้องนั่งนิ่งค้างไปพร้อมกัน

ยูรันดื่มชาต่ออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนถามขึ้น

“สรุปแล้ว พวกเจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องอันใด?”

สวี่เฟิงได้สติกลับมา เขาหันไปสบตาพี่สาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสูดหายใจลึกแล้วลุกจากเก้าอี้

ชายหนุ่มคุกเข่าลงตรงหน้ายูรัน ก่อนประสานมืออย่างจริงจัง

“ขอคุณชายใหญ่โปรดรับข้ากับพี่สาวเป็นศิษย์ด้วยขอรับ!”

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

[รับเป็นศิษย์ตอนนี้คงไม่เหมาะ]

[ข้ายังไม่ได้ออกจากยอดเขาจันทรา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่ได้สร้าง กระทั่งสถานศึกษายังไม่มี หากรับคนเข้ามาก่อนคงวุ่นวายภายหลังแน่]

“ไม่ได้”

คำตอบสั้น ๆ ทำให้สีหน้าของสองพี่น้องหม่นลงทันที

สวี่เฟิงก้มศีรษะ

“เป็นเพราะข้ากับพี่ใหญ่ยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอหรือขอรับ?”

“ไม่เกี่ยว ตอนนี้ข้ายังเป็นศิษย์ของยอดเขาจันทราอยู่ หากรับศิษย์ส่วนตัวในเวลานี้ย่อมไม่เหมาะสม”

สวี่เฟิงชะงัก เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน

“อีกอย่าง ข้ามีแผนจะสร้างสถานศึกษาและดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตนเองอยู่แล้ว”

เยวียนเหวินอวี้กับเยวียนจือหลิงหันมามองเขาพร้อมกัน

“สร้างสถานศึกษาหรือเจ้าคะ?” เยวียนเหวินอวี้ถาม

“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์?” เยวียนจือหลิงกล่าวตาม

ดวงตาของเด็กสาวทั้งสองเบิกกว้างขึ้นพร้อมกัน

“พี่ชายจ๋าหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”

“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนอธิบายต่อ

“ข้าจะสร้างสถานศึกษาสำหรับถ่ายทอดความรู้ให้ผู้คน และสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเป็นสถานที่อยู่อาศัยกับบำเพ็ญเพียร เปรียบเสมือนดินแดนซึ่งเป็นอิสระของตนเอง”

เยวียนจือหลิงเอียงศีรษะ

“หมายความว่าท่านพี่จะกลายเป็นจักรพรรดิหรือเจ้าคะ?”

เยวียนเหวินอวี้รีบถามต่อ

“แล้วดินแดนนั้นจะไม่ซ้อนทับกับอาณาเขตของราชวงศ์เซี่ยหรือเจ้าคะ?”

“ไม่หรอก”

ยูรันส่ายหน้า

“โลกนี้มีอยู่เจ็ดทวีป การสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของข้าหมายถึงการสร้างดินแดนแห่งใหม่ขึ้นมา อาจเป็นทวีปแห่งใหม่ หรืออาจเป็นดินแดนซึ่งลอยอยู่เหนือมหาสมุทร”

“ไม่ว่าจะเลือกทางใด มันก็เป็นดินแดนซึ่งแยกออกจากอาณาเขตของราชวงศ์เซี่ยอย่างชัดเจน”

ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้พลันลุกวาว

“ถ้าเช่นนั้นพี่ชายจ๋าพาข้าไปด้วยนะเจ้าคะ! นะ ๆ ๆ ๆ!”

ยูรันหันหน้าไปทางเยวียนเหวินอวี้

“เจ้าจะตามไปทำอะไร?”

“ข้าอยากเป็นจักรพรรดินีเจ้าค่ะ!”

เยวียนเหวินอวี้ขยับเข้าไปเกาะแขนเขา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

“พี่ชายจ๋า แบ่งดินแดนให้ข้าสักส่วนหนึ่งนะเจ้าคะ”

โป๊ก!

ยูรันยกมือเขกศีรษะนางหนึ่งที เยวียนเหวินอวี้รีบปล่อยแขนเขาแล้วกุมศีรษะของตนเอง

“ไม่ได้ เจ้ายังเด็กเกินไป”

“ผู้ปกครองต้องเฉลียวฉลาด สุขุม เยือกเย็น ใจกว้าง และยุติธรรม”

เยวียนจือหลิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ท่านพี่กำลังบอกว่าเจ้าโง่ ใจร้อน ขี้เหนียว และลำเอียงสินะ”

“ไม่ต้องย้ำก็ได้!”

เยวียนเหวินอวี้ตวาดกลับด้วยใบหน้าแดงก่ำ

ยูรันยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ

“เลิกคิดเป็นจักรพรรดินีไปก่อนเถอะ ข้าสร้างดินแดนแห่งนั้นขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิต ไม่ได้สร้างไว้ให้ผู้ใดตั้งตนเป็นจักรพรรดิ เข้าใจหรือยัง?”

เยวียนเหวินอวี้ทำแก้มพอง แต่ยังคงพยักหน้ารับ

“เช่นนั้นข้าขอตามไปอยู่ด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”

“ได้สิ”

ระหว่างสองพี่น้องเยวียนกำลังพูดคุยกัน สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาต่างก็จมอยู่ในความคิดของตนเอง

สวี่เฟิงไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ชายตรงหน้าแข็งแกร่งถึงเพียงใด จึงกล้ากล่าวเรื่องสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตนเองได้อย่างสบายอารมณ์เช่นนี้

ส่วนสวี่ซูเหยารู้สึกราวกับกำลังมองเทพเซียนซึ่งลงมาจุติบนโลกมนุษย์

น่าเสียดายที่เทพเซียนผู้นี้ไม่เพียงมีภรรยาอยู่แล้ว แต่ยังมีคู่หมั้นอีกหลายคน

[ข้าคงไม่มีโอกาสแล้ว...เพียงได้ฝากตัวเป็นศิษย์และเฝ้ามองเขาอยู่ใกล้ ๆ ก็คงเพียงพอแล้ว]

ยูรันกล่าวขึ้น

“ลุกขึ้นเถอะ ตามที่ข้าบอกไป ตอนนี้ข้ายังรับพวกเจ้าเป็นศิษย์ไม่ได้”

สวี่เฟิงจึงลุกขึ้นกลับไปนั่งยังที่เดิม

“แต่ข้าจะบอกเรื่องรากปราณของสวี่ซูเหยาให้พวกเจ้าฟังสักหน่อย รากปราณของนางคือรากปราณไร้ลักษณ์ ส่วนกายาของนางก็คือกายาไร้ลักษณ์เช่นกัน”

เยวียนจือหลิงชะงักไปเล็กน้อย

“ไร้ลักษณ์หรือเจ้าคะ? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน หากเป็นรากปราณว่างเปล่า ข้ายังพอเคยได้ยินอยู่บ้าง”

“ก็ตามชื่อของมัน ไม่มีรูปแบบตายตัว”

ยูรันอธิบายต่ออย่างไม่รีบร้อน

“โดยปกติแล้ว ผู้ที่มีรากปราณประหลาดมักจะฝึกฝนได้ยาก อย่างรากปราณเบญจธาตุของสวี่เฟิง เขาจำเป็นต้องเติมเต็มพลังของทุกธาตุเสียก่อน จึงจะสามารถเลื่อนขึ้นสู่ระดับถัดไปได้”

“หลักการของรากปราณไร้ลักษณ์ก็คล้ายคลึงกัน แต่ของสวี่ซูเหยาพิเศษกว่านั้น เพราะรากปราณของนางไม่มีธาตุใดเป็นรากฐานเลย การค้นหาเส้นทางฝึกฝนที่เหมาะสมจึงยากลำบากยิ่งกว่า”

“หากนางเริ่มต้นด้วยธาตุไฟ แล้วไม่สามารถแยกแยะหรือควบคุมพลังได้ดีพอ เมื่อฝึกฝนธาตุอื่นเพิ่มเติม พลังแต่ละธาตุอาจผสมปะปนกันจนเกิดปัญหาได้ สุดท้ายนางอาจจำต้องฝึกได้เพียงธาตุไฟเท่านั้น”

เยวียนจือหลิงอดพึมพำออกมาไม่ได้

“เหลือเชื่อ...”

“แต่ว่าพวกเจ้าสองพี่น้องนับว่าประหลาดไม่น้อย เพราะต่างก็ถือกำเนิดมาพร้อมกายาซึ่งเข้าคู่กับรากปราณของตนเองโดยเฉพาะ”

ยูรันหันไปทางสวี่ซูเหยา

“กายาไร้ลักษณ์ของเจ้าจะช่วยแยกพลังแต่ละธาตุออกจากกัน ต่อให้ฝึกฝนหลายธาตุพร้อมกัน พลังเหล่านั้นก็จะไม่ผสมปะปนจนเกิดปัญหา เท่านั้นแหละ”

สวี่ซูเหยาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนถามด้วยความสงสัย

“แล้วคุณชายใหญ่ถนัดธาตุหรือวิชาใดเป็นพิเศษหรือเจ้าคะ?”

“ไม่มี ข้าไม่ได้ถนัดสิ่งใดเป็นพิเศษ”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“ข้าไม่มีรากปราณ ไม่มีตันเถียน และไม่มีตบะแบบผู้ฝึกตนทั่วไป”

“เอ๊ะ?”

สวี่ซูเหยากะพริบตาปริบ ๆ

“เอ๊ะ?”

สวี่เฟิงหันมองเขาด้วยความตกตะลึง

“เอ๊ะ?”

เถียนซูเจินเองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน

“เอ๊ะ?”

เยวียนจือหลิงอุทานตามออกมาเป็นคนสุดท้าย

มีเพียงเยวียนเหวินอวี้ที่ยังคงนั่งนิ่ง เพราะนางได้ยินเรื่องนี้จากเหล่าพี่สะใภ้มาก่อนแล้ว

[หึ ตอนที่ข้ารู้ครั้งแรกก็ตกใจไม่ต่างจากพวกเจ้าหรอก]

เยวียนจือหลิงหันขวับไปมองนาง

“เหวินอวี้ เจ้ารู้เรื่องนี้มาก่อนแล้วใช่หรือไม่? เหตุใดจึงไม่บอกข้า?”

“ก็ใช่น่ะสิ พี่สะใภ้เล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว วันนั้นเจ้าเองก็อยู่ด้วย แต่ไม่ยอมตามไปฟัง จะมาโทษข้าได้อย่างไร? ตอนนั้นมีเพียงข้ากับหมิงเยว่สองคนเท่านั้นที่ตามไป”

“อะไรนะ?”

“ไม่เช่นนั้นข้าจะงอแงอยากตามไปอยู่กับพี่ชายจ๋าทำไมเล่า? เจ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว พี่ชายจ๋าใช้ได้ทั้งธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และสายฟ้า แถมยังช่ำชองทุกธาตุด้วย!”

เยวียนจือหลิงนึกย้อนกลับไปถึงตอนสร้างสนามกีฬา ดูเหมือนว่าพี่ชายผู้นี้จะสุดยอดกว่าที่นางเคยคิดเอาไว้มาก

“ข้าก็นึกว่าท่านพี่ใช้เพียงค่ายกลเสียอีก...”

สวี่ซูเหยาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้น

“แล้วคุณชายคิดว่าข้าควรเรียนสิ่งใดมากที่สุดหรือเจ้าคะ?”

“ข้าจะไปรู้หรือ? เจ้าชอบอะไรก็เรียนสิ่งนั้น ไม่เห็นจะยาก”

“แต่ว่า...ข้ายังไม่รู้เลยว่าตนเองชอบสิ่งใด”

“ถ้าไม่รู้ก็ลองเรียนทุกอย่าง”

“หมายความว่าข้าจำเป็นต้องเรียนรู้ทุกศาสตร์เลยหรือเจ้าคะ?”

“ใช่ ทุกอย่าง”

เยวียนเหวินอวี้กะพริบตาปริบ ๆ

“เช่นนั้นนางก็ต้องเรียนหนักมากเลยไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

ยูรันยกมือลูบศีรษะเยวียนเหวินอวี้เบา ๆ

“ใช่แล้ว พี่ชายจ๋าคนนี้ก็เรียนรู้ทุกอย่างเหมือนกัน แล้วน้องสาวไม่อยากเก่งเหมือนพี่ชายคนนี้หรือ?”

เยวียนเหวินอวี้ทำแก้มพอง

“แต่ว่าข้ากลัวเหนื่อยนี่นา”

“ก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไปสิ ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าเรียนทุกอย่างพร้อมกันเสียหน่อย”

เยวียนจือหลิงมองยูรันด้วยสีหน้าซับซ้อน

[เดี๋ยวก่อน...ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง]

[ท่านพี่เพิ่งมีอายุยี่สิบสามปีไม่ใช่หรือ? แล้วจะเรียนรู้ทุกอย่างจนช่ำชองได้อย่างไรกัน?]

[หรือว่าท่านพี่เป็นอัจฉริยะ? ไม่สิ ต่อให้เป็นอัจฉริยะก็คงไม่อาจเก่งกาจไปเสียทุกอย่างเหมือนท่านพี่ได้หรอก]

เมื่อได้ยินว่ายูรันเองก็เรียนรู้ทุกอย่าง สวี่ซูเหยาจึงเกิดความตั้งใจอยากลองเดินบนเส้นทางเดียวกัน

“ข้าจะลองดูเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นก็ไปหาซื้อตำราพื้นฐานง่าย ๆ มาลองศึกษา แล้วค่อยฝึกฝนไปตามปกติก่อนก็แล้วกัน”

สวี่เฟิงประสานมือคารวะ

“ขอบคุณคุณชายใหญ่ที่ชี้แนะขอรับ”

สวี่ซูเหยาคารวะตามน้องชาย

“ขอบคุณเจ้าค่ะ เช่นนั้นพวกเราขอตัวก่อน จะได้ไม่รบกวนเวลาของคุณชายมากไปกว่านี้”