ตอนที่ 507 แล้วเหตุผลข้อที่สองเล่า
สวี่ซูเหยานึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้
“คุณชายใหญ่ เมื่อครู่ท่านบอกว่ามีเหตุผลสองข้อไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
“อืม”
“แล้วเหตุผลข้อที่สองคืออะไรหรือเจ้าคะ?”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนตอบอย่างสงบ
“ข้าอยากดูเรื่องสนุกของครอบครัวเจ้า”
สวี่ซูเหยากะพริบตาปริบ ๆ
“แค่นั้นหรือเจ้าคะ?”
“แค่นั้นสิ จะมีอะไรอีก?”
สองพี่น้องนั่งนิ่งค้างไปพร้อมกัน
ยูรันดื่มชาต่ออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนถามขึ้น
“สรุปแล้ว พวกเจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องอันใด?”
สวี่เฟิงได้สติกลับมา เขาหันไปสบตาพี่สาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสูดหายใจลึกแล้วลุกจากเก้าอี้
ชายหนุ่มคุกเข่าลงตรงหน้ายูรัน ก่อนประสานมืออย่างจริงจัง
“ขอคุณชายใหญ่โปรดรับข้ากับพี่สาวเป็นศิษย์ด้วยขอรับ!”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
[รับเป็นศิษย์ตอนนี้คงไม่เหมาะ]
[ข้ายังไม่ได้ออกจากยอดเขาจันทรา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่ได้สร้าง กระทั่งสถานศึกษายังไม่มี หากรับคนเข้ามาก่อนคงวุ่นวายภายหลังแน่]
“ไม่ได้”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้สีหน้าของสองพี่น้องหม่นลงทันที
สวี่เฟิงก้มศีรษะ
“เป็นเพราะข้ากับพี่ใหญ่ยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอหรือขอรับ?”
“ไม่เกี่ยว ตอนนี้ข้ายังเป็นศิษย์ของยอดเขาจันทราอยู่ หากรับศิษย์ส่วนตัวในเวลานี้ย่อมไม่เหมาะสม”
สวี่เฟิงชะงัก เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
“อีกอย่าง ข้ามีแผนจะสร้างสถานศึกษาและดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตนเองอยู่แล้ว”
เยวียนเหวินอวี้กับเยวียนจือหลิงหันมามองเขาพร้อมกัน
“สร้างสถานศึกษาหรือเจ้าคะ?” เยวียนเหวินอวี้ถาม
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์?” เยวียนจือหลิงกล่าวตาม
ดวงตาของเด็กสาวทั้งสองเบิกกว้างขึ้นพร้อมกัน
“พี่ชายจ๋าหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนอธิบายต่อ
“ข้าจะสร้างสถานศึกษาสำหรับถ่ายทอดความรู้ให้ผู้คน และสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเป็นสถานที่อยู่อาศัยกับบำเพ็ญเพียร เปรียบเสมือนดินแดนซึ่งเป็นอิสระของตนเอง”
เยวียนจือหลิงเอียงศีรษะ
“หมายความว่าท่านพี่จะกลายเป็นจักรพรรดิหรือเจ้าคะ?”
เยวียนเหวินอวี้รีบถามต่อ
“แล้วดินแดนนั้นจะไม่ซ้อนทับกับอาณาเขตของราชวงศ์เซี่ยหรือเจ้าคะ?”
“ไม่หรอก”
ยูรันส่ายหน้า
“โลกนี้มีอยู่เจ็ดทวีป การสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของข้าหมายถึงการสร้างดินแดนแห่งใหม่ขึ้นมา อาจเป็นทวีปแห่งใหม่ หรืออาจเป็นดินแดนซึ่งลอยอยู่เหนือมหาสมุทร”
“ไม่ว่าจะเลือกทางใด มันก็เป็นดินแดนซึ่งแยกออกจากอาณาเขตของราชวงศ์เซี่ยอย่างชัดเจน”
ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้พลันลุกวาว
“ถ้าเช่นนั้นพี่ชายจ๋าพาข้าไปด้วยนะเจ้าคะ! นะ ๆ ๆ ๆ!”
ยูรันหันหน้าไปทางเยวียนเหวินอวี้
“เจ้าจะตามไปทำอะไร?”
“ข้าอยากเป็นจักรพรรดินีเจ้าค่ะ!”
เยวียนเหวินอวี้ขยับเข้าไปเกาะแขนเขา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“พี่ชายจ๋า แบ่งดินแดนให้ข้าสักส่วนหนึ่งนะเจ้าคะ”
โป๊ก!
ยูรันยกมือเขกศีรษะนางหนึ่งที เยวียนเหวินอวี้รีบปล่อยแขนเขาแล้วกุมศีรษะของตนเอง
“ไม่ได้ เจ้ายังเด็กเกินไป”
“ผู้ปกครองต้องเฉลียวฉลาด สุขุม เยือกเย็น ใจกว้าง และยุติธรรม”
เยวียนจือหลิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ท่านพี่กำลังบอกว่าเจ้าโง่ ใจร้อน ขี้เหนียว และลำเอียงสินะ”
“ไม่ต้องย้ำก็ได้!”
เยวียนเหวินอวี้ตวาดกลับด้วยใบหน้าแดงก่ำ
ยูรันยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ
“เลิกคิดเป็นจักรพรรดินีไปก่อนเถอะ ข้าสร้างดินแดนแห่งนั้นขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิต ไม่ได้สร้างไว้ให้ผู้ใดตั้งตนเป็นจักรพรรดิ เข้าใจหรือยัง?”
เยวียนเหวินอวี้ทำแก้มพอง แต่ยังคงพยักหน้ารับ
“เช่นนั้นข้าขอตามไปอยู่ด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ได้สิ”
ระหว่างสองพี่น้องเยวียนกำลังพูดคุยกัน สวี่เฟิงกับสวี่ซูเหยาต่างก็จมอยู่ในความคิดของตนเอง
สวี่เฟิงไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ชายตรงหน้าแข็งแกร่งถึงเพียงใด จึงกล้ากล่าวเรื่องสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตนเองได้อย่างสบายอารมณ์เช่นนี้
ส่วนสวี่ซูเหยารู้สึกราวกับกำลังมองเทพเซียนซึ่งลงมาจุติบนโลกมนุษย์
น่าเสียดายที่เทพเซียนผู้นี้ไม่เพียงมีภรรยาอยู่แล้ว แต่ยังมีคู่หมั้นอีกหลายคน
[ข้าคงไม่มีโอกาสแล้ว...เพียงได้ฝากตัวเป็นศิษย์และเฝ้ามองเขาอยู่ใกล้ ๆ ก็คงเพียงพอแล้ว]
ยูรันกล่าวขึ้น
“ลุกขึ้นเถอะ ตามที่ข้าบอกไป ตอนนี้ข้ายังรับพวกเจ้าเป็นศิษย์ไม่ได้”
สวี่เฟิงจึงลุกขึ้นกลับไปนั่งยังที่เดิม
“แต่ข้าจะบอกเรื่องรากปราณของสวี่ซูเหยาให้พวกเจ้าฟังสักหน่อย รากปราณของนางคือรากปราณไร้ลักษณ์ ส่วนกายาของนางก็คือกายาไร้ลักษณ์เช่นกัน”
เยวียนจือหลิงชะงักไปเล็กน้อย
“ไร้ลักษณ์หรือเจ้าคะ? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน หากเป็นรากปราณว่างเปล่า ข้ายังพอเคยได้ยินอยู่บ้าง”
“ก็ตามชื่อของมัน ไม่มีรูปแบบตายตัว”
ยูรันอธิบายต่ออย่างไม่รีบร้อน
“โดยปกติแล้ว ผู้ที่มีรากปราณประหลาดมักจะฝึกฝนได้ยาก อย่างรากปราณเบญจธาตุของสวี่เฟิง เขาจำเป็นต้องเติมเต็มพลังของทุกธาตุเสียก่อน จึงจะสามารถเลื่อนขึ้นสู่ระดับถัดไปได้”
“หลักการของรากปราณไร้ลักษณ์ก็คล้ายคลึงกัน แต่ของสวี่ซูเหยาพิเศษกว่านั้น เพราะรากปราณของนางไม่มีธาตุใดเป็นรากฐานเลย การค้นหาเส้นทางฝึกฝนที่เหมาะสมจึงยากลำบากยิ่งกว่า”
“หากนางเริ่มต้นด้วยธาตุไฟ แล้วไม่สามารถแยกแยะหรือควบคุมพลังได้ดีพอ เมื่อฝึกฝนธาตุอื่นเพิ่มเติม พลังแต่ละธาตุอาจผสมปะปนกันจนเกิดปัญหาได้ สุดท้ายนางอาจจำต้องฝึกได้เพียงธาตุไฟเท่านั้น”
เยวียนจือหลิงอดพึมพำออกมาไม่ได้
“เหลือเชื่อ...”
“แต่ว่าพวกเจ้าสองพี่น้องนับว่าประหลาดไม่น้อย เพราะต่างก็ถือกำเนิดมาพร้อมกายาซึ่งเข้าคู่กับรากปราณของตนเองโดยเฉพาะ”
ยูรันหันไปทางสวี่ซูเหยา
“กายาไร้ลักษณ์ของเจ้าจะช่วยแยกพลังแต่ละธาตุออกจากกัน ต่อให้ฝึกฝนหลายธาตุพร้อมกัน พลังเหล่านั้นก็จะไม่ผสมปะปนจนเกิดปัญหา เท่านั้นแหละ”
สวี่ซูเหยาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนถามด้วยความสงสัย
“แล้วคุณชายใหญ่ถนัดธาตุหรือวิชาใดเป็นพิเศษหรือเจ้าคะ?”
“ไม่มี ข้าไม่ได้ถนัดสิ่งใดเป็นพิเศษ”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าไม่มีรากปราณ ไม่มีตันเถียน และไม่มีตบะแบบผู้ฝึกตนทั่วไป”
“เอ๊ะ?”
สวี่ซูเหยากะพริบตาปริบ ๆ
“เอ๊ะ?”
สวี่เฟิงหันมองเขาด้วยความตกตะลึง
“เอ๊ะ?”
เถียนซูเจินเองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน
“เอ๊ะ?”
เยวียนจือหลิงอุทานตามออกมาเป็นคนสุดท้าย
มีเพียงเยวียนเหวินอวี้ที่ยังคงนั่งนิ่ง เพราะนางได้ยินเรื่องนี้จากเหล่าพี่สะใภ้มาก่อนแล้ว
[หึ ตอนที่ข้ารู้ครั้งแรกก็ตกใจไม่ต่างจากพวกเจ้าหรอก]
เยวียนจือหลิงหันขวับไปมองนาง
“เหวินอวี้ เจ้ารู้เรื่องนี้มาก่อนแล้วใช่หรือไม่? เหตุใดจึงไม่บอกข้า?”
“ก็ใช่น่ะสิ พี่สะใภ้เล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว วันนั้นเจ้าเองก็อยู่ด้วย แต่ไม่ยอมตามไปฟัง จะมาโทษข้าได้อย่างไร? ตอนนั้นมีเพียงข้ากับหมิงเยว่สองคนเท่านั้นที่ตามไป”
“อะไรนะ?”
“ไม่เช่นนั้นข้าจะงอแงอยากตามไปอยู่กับพี่ชายจ๋าทำไมเล่า? เจ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว พี่ชายจ๋าใช้ได้ทั้งธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และสายฟ้า แถมยังช่ำชองทุกธาตุด้วย!”
เยวียนจือหลิงนึกย้อนกลับไปถึงตอนสร้างสนามกีฬา ดูเหมือนว่าพี่ชายผู้นี้จะสุดยอดกว่าที่นางเคยคิดเอาไว้มาก
“ข้าก็นึกว่าท่านพี่ใช้เพียงค่ายกลเสียอีก...”
สวี่ซูเหยาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้น
“แล้วคุณชายคิดว่าข้าควรเรียนสิ่งใดมากที่สุดหรือเจ้าคะ?”
“ข้าจะไปรู้หรือ? เจ้าชอบอะไรก็เรียนสิ่งนั้น ไม่เห็นจะยาก”
“แต่ว่า...ข้ายังไม่รู้เลยว่าตนเองชอบสิ่งใด”
“ถ้าไม่รู้ก็ลองเรียนทุกอย่าง”
“หมายความว่าข้าจำเป็นต้องเรียนรู้ทุกศาสตร์เลยหรือเจ้าคะ?”
“ใช่ ทุกอย่าง”
เยวียนเหวินอวี้กะพริบตาปริบ ๆ
“เช่นนั้นนางก็ต้องเรียนหนักมากเลยไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
ยูรันยกมือลูบศีรษะเยวียนเหวินอวี้เบา ๆ
“ใช่แล้ว พี่ชายจ๋าคนนี้ก็เรียนรู้ทุกอย่างเหมือนกัน แล้วน้องสาวไม่อยากเก่งเหมือนพี่ชายคนนี้หรือ?”
เยวียนเหวินอวี้ทำแก้มพอง
“แต่ว่าข้ากลัวเหนื่อยนี่นา”
“ก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไปสิ ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าเรียนทุกอย่างพร้อมกันเสียหน่อย”
เยวียนจือหลิงมองยูรันด้วยสีหน้าซับซ้อน
[เดี๋ยวก่อน...ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง]
[ท่านพี่เพิ่งมีอายุยี่สิบสามปีไม่ใช่หรือ? แล้วจะเรียนรู้ทุกอย่างจนช่ำชองได้อย่างไรกัน?]
[หรือว่าท่านพี่เป็นอัจฉริยะ? ไม่สิ ต่อให้เป็นอัจฉริยะก็คงไม่อาจเก่งกาจไปเสียทุกอย่างเหมือนท่านพี่ได้หรอก]
เมื่อได้ยินว่ายูรันเองก็เรียนรู้ทุกอย่าง สวี่ซูเหยาจึงเกิดความตั้งใจอยากลองเดินบนเส้นทางเดียวกัน
“ข้าจะลองดูเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ไปหาซื้อตำราพื้นฐานง่าย ๆ มาลองศึกษา แล้วค่อยฝึกฝนไปตามปกติก่อนก็แล้วกัน”
สวี่เฟิงประสานมือคารวะ
“ขอบคุณคุณชายใหญ่ที่ชี้แนะขอรับ”
สวี่ซูเหยาคารวะตามน้องชาย
“ขอบคุณเจ้าค่ะ เช่นนั้นพวกเราขอตัวก่อน จะได้ไม่รบกวนเวลาของคุณชายมากไปกว่านี้”