ตอนที่ 508 ท่านพี่ปีนี้อายุเท่าไรนะเจ้าคะ
หลังสองพี่น้องสวี่ออกไป เยวียนจือหลิงก็อดถามขึ้นมาไม่ได้
“ท่านพี่ปีนี้อายุเท่าไรนะเจ้าคะ?”
“ยี่สิบสาม”
“แล้วท่านพี่เรียนรู้ทุกอย่างจริงหรือเจ้าคะ?”
“จริงสิ”
ยิ่งคิด เยวียนจือหลิงก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
[ไม่ถูกต้อง บางอย่างมันขัดแย้งกันอยู่]
“แล้วท่านพี่...เริ่มบำเพ็ญเพียรตั้งแต่เมื่อไรหรือเจ้าคะ?”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม น่าจะประมาณสี่เดือนก่อนกระมัง”
เพล้ง!
เถียนซูเจินตกใจจนถ้วยชาในมือแตกละเอียด
“อะไรนะเจ้าคะ?! แล้วตอนนี้คุณชายอยู่ในระดับใดแล้ว?”
“แปลงเทพ”
คราวนี้แม้แต่เถียนซูเจินก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“สี่เดือน?”
เยวียนจือหลิงทวนคำด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ท่านพี่ใช้เวลาเพียงสี่เดือนเรียนรู้ทั้งวิชากระบี่ การหลอมโอสถ คาถา บทกลอน การขับร้อง ดนตรี และค่ายกล แถมยังควบคุมทุกธาตุได้อย่างช่ำชองด้วยหรือเจ้าคะ?”
“แล้วมันทำไมหรือ?”
เยวียนจือหลิงลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง
“มันแปลกเกินไปแล้วเจ้าค่ะ! ยังมีทั้งการวาดภาพและการปั้นดินเผาอีก!”
นางชี้ไปยังประติมากรรมมังกรอันโอ่อ่าซึ่งตั้งประดับอยู่ภายในห้อง ก่อนเลื่อนนิ้วไปยังตุ๊กตายูรันตัวจิ๋ว
“รวมถึงการเย็บปักถักร้อยด้วย! ท่านพี่ทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านใช้เวลาเรียนรู้เพียงสี่เดือน!”
เยวียนเหวินอวี้รีบพยักหน้าเห็นด้วย
“นั่นสิ! แม้แต่อาหารที่พี่ชายจ๋าทำก็ยังอร่อยที่สุดเลยนะเจ้าคะ!”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ข้าเคยบอกหรือว่าใช้เวลาเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นเพียงสี่เดือน? ข้าไม่เคยพูดเสียหน่อย”
ทุกคนต่างชะงักงันไปพร้อมกัน
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าต้องใส่ใจ”
คนทั้งห้องหันมองหน้ากันไปมา
[ท่านพี่เปลี่ยนเรื่องอย่างนั้นหรือ?]
เยวียนเหวินอวี้หรี่ตาลงเล็กน้อย
[นอกจากชอบพูดเหน็บแนมกับต่อว่าผู้อื่นแล้ว ท่านพี่ล้วนพูดจาตรงไปตรงมาเสมอ เหตุใดครั้งนี้จึงจงใจหลีกเลี่ยงคำตอบกัน?]
นางหันไปสบตากับเยวียนจือหลิง ทั้งสองพยักหน้าให้กันเบา ๆ โดยไม่ต้องกล่าวสิ่งใด
[ดูเหมือนครั้งนี้พวกเราจะต้องหาความจริงให้ได้เสียแล้ว]
ยูรันสัมผัสได้ถึงสายตาของเด็กสาวทั้งสอง จึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
[ฟู่ว...เกือบไปแล้ว หวังว่าเด็กพวกนี้คงไม่ไปถามเยว่หลีหรอกนะ และหวังว่านางจะจำเรื่องนี้ไม่ได้ด้วย]
ฉีชิงหรานเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองจันทราเร้น หลังจากใช้เวลาหลายวันจัดการเรื่องราวที่เหลืออยู่ของตระกูลฉีจนเสร็จสิ้น
“ข้าจัดการเรื่องทางนั้นนานเกินไปหน่อย หวังว่าคงยังไม่สายเกินไปนะ...”
นางกวาดตามองถนนอันพลุกพล่าน ก่อนเดินเข้าไปถามเจ้าของร้านซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด
“เอ่อ เถ้าแก่ ข้าขอรบกวนถามสักหน่อย ตำหนักเสวียนเยว่ต้องไปทางใดหรือเจ้าคะ?”
“ตรงไปทางนั้น”
เถ้าแก่ยกมือชี้ไปยังถนนอีกสายหนึ่ง
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
ทวีปเฮ่าเทียน เมืองหลวงแห่งราชวงศ์จิ่วซวน
ครืนนนนน!
เรือเหาะลำหนึ่งร่อนลงสู่ลานจอดนอกประตูเมืองอย่างรุนแรง ทันทีที่ตัวเรือแตะพื้น ประตูด้านข้างก็เปิดออกโดยไม่รอให้สะพานเชื่อมกางจนสุด
ฟานเหยียนเฟยกระโดดลงมาจากเรือ อาภรณ์บนร่างเต็มไปด้วยฝุ่น เส้นผมยุ่งเหยิง ใต้ดวงตามีรอยคล้ำจากการเดินทางโดยแทบไม่ได้หยุดพักตลอดหลายวัน
ผู้ติดตามหลายคนทยอยลงมาตามหลังด้วยสภาพไม่ต่างกัน
“ท่านแม่ทัพ ในที่สุดพวกเราก็กลับมาถึงแล้วขอรับ...”
ฟานเหยียนเฟยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง นางพุ่งตรงไปยังพระราชวังทันที
“ข้าเสียเวลาไปมากกว่าที่คิด”
เมื่อมาถึงหน้าท้องพระโรง ทหารเฝ้าประตูสองนายก็รีบเข้ามาขวางทาง
“ท่านแม่ทัพฟาน โปรดรอก่อนขอรับ วันนี้อ๋องหลิงเซียวกำลังประชุมเรื่องสำคัญร่วมกับองค์หญิงใหญ่และ—”
“ถอยไป!”
ฟานเหยียนเฟยไม่สนใจคำเตือน นางผลักประตูและก้าวเข้าไปภายในท้องพระโรงโดยตรง
ทว่ายังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด แรงกดดันอันหนักหน่วงก็พลันกดทับลงบนร่างของนาง
ครืนนนน!
เข่าทั้งสองข้างของฟานเหยียนเฟยกระแทกพื้นอย่างรุนแรง โลหิตไหลซึมออกจากมุมปากในทันที
“แม่ทัพฟาน...”
เสียงแผ่วเบาของสตรีผู้หนึ่งดังลงมาจากบัลลังก์ ทว่าเพียงน้ำเสียงเรียบเฉยนั้นกลับทำให้บรรยากาศทั่วทั้งท้องพระโรงเย็นเยียบลงในพริบตา
สตรีบนบัลลังก์คือจิ่วเหม่ยเยี่ยน จักรพรรดินีแห่งราชวงศ์จิ่วซวน ผู้ปกครองทวีปเฮ่าเทียน และยอดฝีมือระดับมหายานขั้นสูงสุด
“เจ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าพวกเรากำลังประชุมเรื่องสำคัญกันอยู่?”
ฟานเหยียนเฟยกัดฟันทนรับแรงกดดัน ก่อนก้มศีรษะลงแนบพื้นเพื่อถวายบังคม
“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงพระเจริญเพคะ”
จิ่วเหม่ยเยี่ยนมองลงมาจากบัลลังก์ด้วยสายตาเย็นชา
“มีเรื่องอันใดจึงทำให้เจ้ารีบร้อนบุกเข้ามาถึงที่นี่?”
“หากไม่ใช่เรื่องสำคัญมากพอ เกรงว่าศีรษะบนบ่าของท่านแม่ทัพฟานคงรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้ว”
ฟานเหยียนเฟยกัดฟันทนรับความเจ็บปวด ก่อนหยิบขวดโอสถขนาดเล็กออกมาจากแหวนมิติด้วยมือสั่นเทา
“ขอฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตรสิ่งนี้ก่อนเพคะ”
จิ่วเหม่ยเยี่ยนหรี่ตาลง
“โอสถเพียงขวดเดียวทำให้เจ้ากล้าบุกเข้ามาขัดขวางการประชุมของข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
แรงกดดันภายในท้องพระโรงยิ่งหนักหน่วงขึ้นกว่าเดิม
กร๊อบ!
เสียงกระดูกแตกร้าวดังออกมาจากเข่าทั้งสองข้างของฟานเหยียนเฟย ใบหน้าของนางซีดเผือกลงทันที
“ขอฝ่าบาทระงับโทสะ! ขอเพียงทอดพระเนตรโอสถภายในขวดก่อน หากมันไม่คู่ควรกับเวลาของฝ่าบาท หม่อมฉันยินดีมอบศีรษะให้เพคะ!”
“ถึงกับยอมเดิมพันด้วยศีรษะของตนเองเลยหรือ?”
จิ่วเหม่ยเยี่ยนสะบัดมือเบา ๆ ขวดโอสถก็หลุดออกจากมือของฟานเหยียนเฟย ก่อนลอยไปหยุดอยู่ตรงหน้าเหนือฝ่ามือของนาง
ทันทีที่จิ่วเหม่ยเยี่ยนเปิดฝาขวด กลิ่นโอสถเข้มข้นก็ระเบิดออกมาและแผ่กระจายไปทั่วทั้งท้องพระโรง
เหล่าขุนนางซึ่งนั่งอยู่สองฝั่งต่างสูดกลิ่นโอสถเข้าไปโดยไม่ทันตั้งตัว
“นี่มัน...”
“บาดแผลเรื้อรังของข้ากำลังสมานตัว!”
“เพียงสูดกลิ่นเข้าไป ตบะซึ่งหยุดนิ่งมาหลายปีกลับเริ่มสั่นคลอนแล้ว!”
“ฝ่าบาท โอสถเม็ดนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
“ข้าไม่เคยพบโอสถซึ่งมีกลิ่นอายบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้มาก่อนเลย!”
เสียงของเหล่าขุนนางดังขึ้นทั่วทั้งท้องพระโรงไม่ขาดสาย
จิ่วเหม่ยเยี่ยนพิจารณาโอสถภายในขวดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนแรงกดดันซึ่งกดทับฟานเหยียนเฟยกลับไป
“พูดมา”
ฟานเหยียนเฟยลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนรีบกล่าวรายงาน
“ฝ่าบาท โอสถเม็ดนี้มีชื่อว่า ‘โอสถมหามรรคาทะลวงสวรรค์’ เป็นโอสถสมบูรณ์แบบซึ่งมีลวดลายโอสถสิบสองมรรคา และผ่านการหลอมขั้นสุดท้ายด้วยนิมิตโอสถเพคะ”
“หากทอดพระเนตรให้ดี จะเห็นว่าภายในโอสถยังมีประกายอัสนีจากทัณฑ์สวรรค์ไหลเวียนอยู่ด้วย”
“สรรพคุณของมันคือช่วยให้ผู้ฝึกตนตั้งแต่ระดับหลอมรวมเต๋าขั้นสูงไปจนถึงครึ่งก้าวสู่มหายาน ทะลวงขึ้นสู่ระดับมหายานได้ในทันทีเพคะ”
“ต่อให้ยังสะสมตบะไม่เพียงพอ พลังของโอสถก็จะเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย และยกระดับผู้กินขึ้นสู่มหายานโดยสมบูรณ์!”
ชายวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่ทางด้านขวาของบัลลังก์ลุกพรวดขึ้นทันทีที่ได้ฟังจนจบ
“หรือว่าโอสถเม็ดนี้...เป็นของข้า?”
เขาคือจิ่วหลิงเซียว อ๋องหลิงเซียวแห่งราชวงศ์จิ่วซวน และเป็นพระอนุชาของจักรพรรดินีจิ่วเหม่ยเยี่ยน
จิ่วหลิงเซียวติดอยู่ในระดับครึ่งก้าวสู่มหายานมานานหลายปี เมื่อได้ยินว่าโอสถตรงหน้าสามารถช่วยให้เขาก้าวข้ามคอขวดได้โดยตรง ความตื่นเต้นก็พลันเอ่อล้นขึ้นภายในใจ
ฟานเหยียนเฟยรีบประสานมือรายงาน
“ถูกต้องเพคะ หม่อมฉันรีบรุดกลับมาก็เพื่อนำโอสถเม็ดนี้มาถวายแด่อ๋องหลิงเซียวโดยเฉพาะ”
“ผู้หลอมโอสถมีนามว่ายูรัน คุณชายใหญ่แห่งตำหนักเสวียนเยว่ และเป็นผู้ครองอันดับหนึ่งของทำเนียบอัจฉริยะสนามวิญญาณทารกประจำทวีปชางหลันในปีนี้เพคะ”
“หม่อมฉันยืนยันได้ว่าโอสถเป็นของจริง เพราะเขาเพิ่งมอบโอสถชนิดเดียวกันให้มารดาของตนเองกิน และช่วยให้นางทะลวงขึ้นสู่ระดับมหายานเพื่อคานอำนาจภายในตระกูลสำเร็จมาแล้ว”
“โอสถมหามรรคาทะลวงสวรรค์แต่ละเม็ดเกิดจากการหลอมรวมโอสถระดับสิบประมาณสองเม็ดครึ่งเข้าด้วยกัน โดยโอสถระดับสิบเหล่านั้นล้วนผ่านการชำระด้วยทัณฑ์โอสถมาก่อน จากนั้นจึงนำมาหลอมขึ้นใหม่จนเรียกนิมิตโอสถลงมาได้สำเร็จเพคะ”
“นอกจากนี้ โอสถทุกเม็ดที่คุณชายใหญ่ผู้นั้นหลอม ตั้งแต่ระดับหนึ่งไปจนถึงระดับสิบ ล้วนเป็นโอสถสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ มีประสิทธิภาพเกินร้อยส่วน และผ่านการชำระด้วยทัณฑ์โอสถทุกเม็ด!”
ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันแตกตื่นขึ้นมาทันที
“โอสถระดับหนึ่งถึงสิบล้วนมีทัณฑ์โอสถลงมาทุกเม็ดอย่างนั้นหรือ?!”
“เป็นไปไม่ได้! นักหลอมโอสถทั่วไปอาจใช้เวลาทั้งชีวิตโดยไม่อาจเรียกทัณฑ์โอสถได้แม้แต่ครั้งเดียว!”
“เขากลับนำโอสถระดับสิบซึ่งผ่านทัณฑ์มาแล้วไปหลอมซ้ำ จนกระทั่งเรียกนิมิตโอสถลงมาได้อีกครั้งเนี่ยนะ?”