คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 509 ยูรันผู้นี้เป็นเพียงอัจฉริยะระดับวิญญาณทารกจริงหรือ7,457 ตัวอักษร

ตอนที่ 509 ยูรันผู้นี้เป็นเพียงอัจฉริยะระดับวิญญาณทารกจริงหรือ

“ยังมีสรรพคุณเติมเต็มตบะจนช่วยให้ผู้กินก้าวข้ามขอบเขตใหญ่ได้ในทันทีอีก นี่มันเกินกว่าสามัญสำนึกไปแล้ว!”

“ยูรันผู้นี้เป็นเพียงอัจฉริยะระดับวิญญาณทารกจริงหรือ? เหตุใดจึงสามารถหลอมโอสถเช่นนี้ออกมาได้กัน?”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นจากทุกทิศทาง กระทั่งจิ่วเหม่ยเยี่ยนต้องยกมือขึ้นจึงทำให้ทั่วทั้งท้องพระโรงกลับมาเงียบสงบ

“ราคาเท่าไร?”

ฟานเหยียนเฟยก้มศีรษะลงเล็กน้อย

“หากประเมินตามมูลค่า โอสถเม็ดนี้ควรมีราคาไม่ต่ำกว่าสี่หมื่นล้านเหรียญเพคะ”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ

“แต่ว่าหม่อมฉันได้รับมันมาโดยไม่เสียเงินแม้แต่เหรียญเดียว”

จิ่วเหม่ยเยี่ยนเลิกคิ้วเล็กน้อย

“เพียงเท่านั้นหรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองพลาดสิ่งใดไป?”

ฟานเหยียนเฟยก้มหน้าลง

“หม่อมฉันทราบเพคะ”

จิ่วหลิงเซียวไม่อาจระงับความตื่นเต้นได้อีกต่อไป

“พี่หญิง เรื่องนั้นไม่สำคัญ รีบมอบโอสถให้ข้าก่อนเถอะ!”

“สำคัญสิ”

จิ่วเหม่ยเยี่ยนปรายตามองพระอนุชา

“ในเมื่อแม่ทัพฟานได้รับโอสถมาโดยไม่เสียสิ่งใด เจ้าก็ไม่อาจเพียงมอบรางวัลให้นางแล้วถือว่าเรื่องทั้งหมดจบลงได้”

“หมายความว่าผู้ซึ่งติดค้างหนี้บุญคุณเด็กคนนั้นโดยตรงคือเจ้า เข้าใจหรือยัง?”

จิ่วหลิงเซียวชะงัก ก่อนยกมือตบหน้าผากตนเองดังแปะ ความสุขุมทั้งหมดหายไปเพราะความตื่นเต้นเมื่อครู่

“จริงด้วย...บัดซบ!”

“นอกจากนี้ พวกเรายังไม่อาจทำสิ่งใดต่อเด็กคนนั้นได้ตามอำเภอใจ และจำเป็นต้องหาทางตอบแทนเขาโดยตรงอีกด้วย”

กล่าวจบ จิ่วเหม่ยเยี่ยนก็หันกลับไปหาฟานเหยียนเฟย

“แล้วเขาเรียกร้องสิ่งใดจากเจ้าหรือไม่?”

ฟานเหยียนเฟยรีบส่ายหน้า

[จะให้ข้าบอกได้อย่างไรว่าข้าเคยเสนอองค์หญิงใหญ่เป็นค่าตอบแทน แล้วกลับถูกเขาปฏิเสธทันที!]

[ขออภัยนะยูรัน ข้าจำเป็นต้องเอาตัวรอดก่อน!]

“เขาบอกว่าไม่ต้องการสิ่งใดแม้แต่น้อยเพคะ”

“ไม่ต้องการแม้แต่น้อยหรือ?”

ฟานเหยียนเฟยกัดฟัน ก่อนโขกศีรษะลงกับพื้น

“เอ่อ...ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัยให้หม่อมฉันด้วยเพคะ”

จิ่วเหม่ยเยี่ยนหรี่ตาลง

“พูดมา ข้าจะไม่เอาความ”

“เขากล่าวว่า ต่อให้จับฝ่าบาทหรือองค์หญิงใหญ่ไปประเคนให้ถึงบนเตียง เขาก็ไม่ชายตามองแม้แต่นิดเดียว แถมยังจะถีบส่งออกมานอกห้องด้วยเพคะ!”

[อะแฮ่ม แม้ข้าจะโกหก แต่เมื่อดูจากนิสัยของเขาแล้ว เหตุการณ์คงออกมาเป็นเช่นนั้นจริง ๆ นั่นแหละ]

ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันเงียบกริบ

ครืนนนนนน!

แรงกดดันสองสายปะทุขึ้นพร้อมกัน จนท้องพระโรงทั้งหลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

“บังอาจ!”

เสียงของสตรีสองคนดังขึ้นพร้อมกัน

จิ่วเหม่ยเยี่ยนกำพนักบัลลังก์แน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความเดือดดาล

“มันกล้าดีอย่างไร?! ความหมายของมันคือต้องการบอกว่าข้าแก่เกินไปอย่างนั้นหรือ?”

อีกเสียงหนึ่งมาจากองค์หญิงใหญ่จิ่วอานหราน ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความโกรธ

“เจ้ากำลังบอกว่าเขาคิดว่าข้าไม่มีเสน่ห์มากพอให้ชายตามองแม้แต่นิดเดียวอย่างนั้นหรือ?!”

ฟานเหยียนเฟยพยักหน้าอย่างระมัดระวัง

“ปะ...เป็นเช่นนั้นเพคะ”

[ฟู่ว...รอดตัวไปที]

จิ่วเหม่ยเยี่ยนแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา

“ดี ดีมาก ยูรันสินะ?”

“เดือนสาม เมื่องานประลองระหว่างทวีปเริ่มขึ้น ข้าจะไปพบเขาด้วยตนเอง!”

จิ่วอานหรานรีบถามขึ้นทันที

“แล้วหน้าตาของเขาเป็นอย่างไร?”

“หล่อเหลามากเพคะ งดงามดุจเทพเซียนจุติ หม่อมฉันเผลอมองเขานานเกินไปหน่อย พอรู้ตัวอีกทีก็ได้รับโอสถกลับมาโดยไม่เสียเงินแม้แต่เหรียญเดียวแล้วเพคะ”

“เอ่อ...”

จิ่วเหม่ยเยี่ยนเลิกคิ้ว

“ขนาดนั้นเชียวหรือ?”

“เพคะ ไม่ว่าจะเป็นอาภรณ์ กิริยาท่าทาง รูปร่างหน้าตา หรือแม้แต่ท่วงท่าการเดิน แต่ละสิ่งล้วนแตกต่างกันและไม่น่าจะเข้ากันได้เลย ทว่าเมื่ออยู่บนตัวเขา ทุกอย่างกลับดูไร้ที่ติเพคะ”

ฟานเหยียนเฟยหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“นอกจากนี้ยังมีฝีมือการหมักสุราของเขาอีก—”

จิ่วหลิงเซียวเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว

“สุราหรือ?”

“เพคะ สุราที่เขาหมักมีกลิ่นหอมกรุ่น และยังมีฤทธิ์ไม่ต่างจากโอสถเลยแม้แต่น้อย เพียงสุราระดับต่ำที่สุดก็ทำให้ผู้ดื่มเคลิบเคลิ้มได้แล้ว แถมยังมีรสชาติให้เลือกอีกหลายชนิดเพคะ”

“หม่อมฉันเคยเห็นเขานำสุราระดับสูงกว่านั้นออกมาด้วย เมื่อน้องสาวของเขาได้ลิ้มลองเพียงหยดเดียว นางถึงกับรังเกียจสุราที่เคยดื่มก่อนหน้า และแทบอยากนำมันไปให้สุนัขกินเลยเพคะ”

ดวงตาของจิ่วหลิงเซียวพลันเป็นประกาย

“จริงหรือ? แล้วอย่างไรต่อ?”

“จิ่วหลิงเซียว!”

จิ่วเหม่ยเยี่ยนตวาดพระอนุชาเสียงดัง

“อะไรเล่าพี่หญิง? ข้าก็เพียงเห็นว่ามันน่าสนใจดีเท่านั้นเอง”

ฟานเหยียนเฟยกระแอมเบา ๆ

“ยังมีของอีกสิ่งหนึ่งเพคะ”

นางหยิบแหวนมิติอีกวงออกมา ก่อนยกมันขึ้นด้วยสองมือ

“นี่เป็นของขวัญที่หม่อมฉันเตรียมมาถวายองค์หญิงใหญ่เพคะ หม่อมฉันใช้เงินประมูลมันมาถึงหนึ่งพันล้านเหรียญ”

จิ่วอานหรานชี้หน้าตนเองด้วยความประหลาดใจ

“ของข้าหรือ? หนึ่งพันล้านเหรียญ?”

นางสะบัดมือเรียกแหวนมิติเข้ามา ก่อนนำสิ่งของภายในออกมาตรวจสอบ

กระบี่เล่มหนึ่งปรากฏขึ้นกลางท้องพระโรง

ตัวกระบี่มีสีแดงสลับฟ้าตลอดทั้งเล่ม ลวดลายทั้งสองสีไหลเวียนประสานกันอยู่บนคมกระบี่ราวกับเปลวเพลิงกับสายน้ำแข็งซึ่งกำลังไล่ตามกันอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

แม้จิ่วอานหรานยังไม่ได้ถ่ายพลังปราณเข้าไป ประกายเพลิงสีแดงก็ลุกไหวอยู่บนคมกระบี่ด้านหนึ่ง ขณะที่ไอเย็นสีฟ้าขาวแผ่กระจายออกมาจากอีกด้าน

อุณหภูมิภายในท้องพระโรงพลันเปลี่ยนแปลงอย่างประหลาด พื้นหินฝั่งหนึ่งเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะตัว ส่วนอีกฝั่งกลับร้อนระอุจนเกิดไอจาง ๆ ลอยขึ้นมา

ทว่าพลังทั้งสองกลับไม่ขัดแย้งหรือหักล้างกันแม้แต่น้อย พวกมันไหลเวียนอยู่บนคมกระบี่อย่างสมดุลและเป็นธรรมชาติ

เหล่าขุนนางซึ่งเพิ่งสงบลงได้ไม่นานต่างลุกขึ้นจากที่นั่งอีกครั้ง

“กระบี่ระดับแปดสมบูรณ์แบบ!”

“ทั้งเพลิงและน้ำแข็งอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ปะทะกันเลยหรือ?!”

“เดี๋ยวก่อน กระบี่กำลังปลดปล่อยพลังออกมาเอง ทั้งที่องค์หญิงใหญ่ยังไม่ได้ใช้พลังปราณกระตุ้นแม้แต่น้อย!”

“คุณภาพเช่นนี้เหนือกว่าอาวุธระดับแปดทั่วไปไปไกลแล้ว ต่อให้บอกว่าเกือบเทียบเท่าอาวุธระดับเก้าก็ไม่เกินจริง!”

จิ่วเหม่ยเยี่ยนมองกระบี่ในมือบุตรีบุญธรรมด้วยแววตาจริงจัง

“หนึ่งพันล้านเหรียญนับว่าไม่แพงเลยแม้แต่น้อย”

จิ่วอานหรานจับด้ามกระบี่เอาไว้แน่น ดวงตาของนางเป็นประกายด้วยความชื่นชอบอย่างไม่อาจปิดบัง

ฟานเหยียนเฟยเห็นดังนั้นก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“กระบี่เล่มนี้ยังไม่มีชื่อเพคะ ขอองค์หญิงใหญ่โปรดทรงตั้งชื่อให้มันด้วยพระองค์เอง”

จิ่วอานหรานพิจารณาเปลวเพลิงกับไอเย็นซึ่งไหลเวียนอยู่บนคมกระบี่ ก่อนยกมันขึ้นตรงหน้า

“ในเมื่อเพลิงกับน้ำแข็งสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ เช่นนั้นนับจากวันนี้ กระบี่เล่มนี้จะมีชื่อว่า ‘กระบี่เพลิงเหมันต์’!”

สิ้นเสียง เหล่าขุนนางภายในท้องพระโรงต่างประสานมือและกล่าวขึ้นพร้อมกัน

“ขอแสดงความยินดีกับองค์หญิงใหญ่ที่ได้รับกระบี่เพลิงเหมันต์!”

จิ่วเหม่ยเยี่ยนพิจารณากระบี่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปถาม

“เจ้าประมูลกระบี่เล่มนี้มาจากที่ใด?”

“จากหอสมบัติของคุณชายใหญ่ผู้นั้นเช่นกันเพคะ มูลค่าที่แท้จริงของมันน่าจะสูงกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญเสียด้วยซ้ำ”

ฟานเหยียนเฟยหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวข้อมูลสำคัญอีกเรื่อง

“นอกจากนี้ ผู้ที่หลอมกระบี่เล่มนี้ขึ้นมาก็คือคุณชายยูรันด้วยตนเองเพคะ”

จิ่วอานหรานหันขวับมาทันที

“อะไรนะ?”

จิ่วหลิงเซียวลูบคางอย่างครุ่นคิด

“เจ้าเด็กผู้นี้มีความสามารถมากมายจริง ๆ ทั้งหมักสุรา หลอมอาวุธ และแม้แต่โอสถก็ยังไร้ที่ติ...”

เขามองหลานสาว ก่อนพยักหน้ากับตนเอง

“อืม ให้เขาแต่งงานกับอานหรานเป็นอย่างไร?”

“ท่านลุง!”

จิ่วอานหรานหน้าแดงก่ำและตวาดออกมาทันที

ฟานเหยียนเฟยกลับกล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง

“เรื่องนั้น...เขาปฏิเสธไปแล้วเพคะ”

“เขาบอกว่าไม่ชอบการแต่งงาน และไม่มีทางยอมแต่งกับองค์หญิงใหญ่ ต่อให้ฝ่าบาทเสด็จไปขอแต่งงานกับเขาด้วยพระองค์เอง เขาก็ไม่ยอมรับเพคะ”

“นอกจากนี้ เขายังกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า ตัวเขาทั้งหล่อเหลาและมีความสามารถถึงเพียงนี้ ดูเหมือนคนที่กำลังขาดแคลนสตรีหรืออย่างไร”

สีหน้าของจิ่วเหม่ยเยี่ยนพลันมืดครึ้มลงอีกครั้ง

เหล่าขุนนางภายในท้องพระโรงต่างพากันก้มหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย

จิ่วอานหรานกำด้ามกระบี่เพลิงเหมันต์เอาไว้แน่น

“ดี ดีมาก! ยังไม่ทันได้พบหน้าข้า เขาก็ปฏิเสธการแต่งงานเสียแล้ว!”

“เดือนสาม ข้าจะสั่งสอนเขาด้วยตนเอง!”

ฟานเหยียนเฟยสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนรีบกล่าวเตือน

“เอ่อ...ขอประทานอภัยเพคะองค์หญิง หม่อมฉันขอบังอาจกล่าวตามตรง”

“แม้เขาจะอยู่เพียงระดับแปลงเทพ แต่กลับสามารถสังหารห้าวหรง ผู้ฝึกตนระดับหลอมสุญญตาได้ในพริบตา ทั้งยังรีดเค้นโลหิตแก่นแท้จากกายหยางบริสุทธิ์ และนำตันเถียนของอีกฝ่ายออกมาได้โดยแทบไม่ต้องออกแรงเลยเพคะ”

“หม่อมฉันเห็นตันเถียนกับโลหิตเหล่านั้นมาด้วยตาตนเอง ยืนยันได้ว่าเป็นของห้าวหรง องครักษ์ข้างกายองค์ชายสามแห่งราชวงศ์ตงหวงอย่างแน่นอนเพคะ”