ตอนที่ 510 ห้าวหรงคือผู้ครอบครองกายหยางบริสุทธิ์จริงหรือ
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบสนิทไปชั่วขณะ
ขุนนางชราคนหนึ่งลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง
“ห้าวหรงที่เจ้ากล่าวถึง คือผู้ครอบครองกายหยางบริสุทธิ์คนนั้นจริงหรือ?!”
“เพคะ”
“เป็นไปไม่ได้! ห้าวหรงอยู่ระดับหลอมสุญญตา ทั้งยังมีกายาพิเศษช่วยเสริมพลัง ต่อให้พบผู้ฝึกตนระดับเดียวกันก็ใช่ว่าจะพ่ายแพ้ง่าย ๆ!”
ฟานเหยียนเฟยเงยหน้าขึ้น ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เพราะหม่อมฉันได้เห็นตันเถียนกับโลหิตแก่นแท้ของเขาด้วยตนเองเพคะ”
“หม่อมฉันยินดีใช้ศีรษะของตนเองรับประกันว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นของห้าวหรงอย่างแน่นอนเพคะ!”
ทั่วทั้งท้องพระโรงค่อย ๆ เงียบลงอีกครั้ง
ฟานเหยียนเฟยกำหมัดแน่น ก่อนกล่าวต่อ
“ความจริงแล้ว ตอนพบกันครั้งแรก หม่อมฉันเองก็เคยเสียมารยาทต่อคุณชายยูรัน เพราะหลงคิดว่าเขาคงต้องไว้หน้าราชวงศ์จิ่วซวนอยู่บ้าง”
“หากตอนนั้นหม่อมฉันยังดื้อรั้นและไม่ยอมถอย เกรงว่าหม่อมฉันจะถูกนำตันเถียนกับโลหิตออกจากร่างเป็นรายต่อไปเพคะ”
เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากันด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
จิ่วอานหรานขมวดคิ้ว
“แต่เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเขาอยู่เพียงระดับแปลงเทพไม่ใช่หรือ?”
“เพคะ”
“ผู้ฝึกตนระดับแปลงเทพทำให้เจ้าหวาดกลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ฟานเหยียนเฟยส่ายหน้า
“องค์หญิงทรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ สิ่งที่น่าหวาดกลัวไม่ใช่เพียงความสามารถในการต่อสู้ข้ามระดับของเขา”
“ตอนลงแข่งขันในสนามวิญญาณทารก คุณชายยูรันยังอยู่เพียงระดับแก่นทองคำ แต่กลับเอาชนะผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด จนคนที่เหลือยอมถอนตัวและไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นประลองกับเขาอีก”
จิ่วหลิงเซียวขมวดคิ้ว
“จากแก่นทองคำขึ้นสู่แปลงเทพ...เขาใช้เวลานานเท่าไร?”
ฟานเหยียนเฟยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยสีหน้าซับซ้อน
“จากข้อมูลที่หม่อมฉันได้รับ ดูเหมือนคุณชายยูรันเพิ่งเริ่มต้นบำเพ็ญเพียรเมื่อประมาณสี่ถึงห้าเดือนก่อนเพคะ”
“...”
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ
“สี่เดือน?”
“เริ่มต้นบำเพ็ญเพียรได้เพียงสี่เดือน แต่กลับเข้าสู่ระดับแปลงเทพแล้วอย่างนั้นหรือ?!”
“นี่มันไม่ใช่ความเร็วซึ่งมนุษย์สามารถทำได้แล้ว!”
แม้แต่จิ่วเหม่ยเยี่ยนก็ยังนิ่งเงียบไปหลายอึดใจ
“เริ่มบำเพ็ญเพียงสี่เดือน เอาชนะวิญญาณทารกตั้งแต่ยังอยู่แก่นทองคำ และเมื่อขึ้นสู่แปลงเทพก็สามารถสังหารหลอมสุญญตาได้...”
“เด็กผู้นี้ไม่อาจเรียกว่าอัจฉริยะธรรมดาได้จริง ๆ”
จิ่วเหม่ยเยี่ยนเคาะนิ้วลงบนพนักบัลลังก์เบา ๆ ก่อนกล่าวอย่างครุ่นคิด
“น่าสนใจจริง ๆ เด็กเช่นนี้เหมาะแก่การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับราชวงศ์ของเรายิ่งนัก”
จิ่วอานหรานหันขวับไปมองมารดาบุญธรรม
“เสด็จแม่เพคะ!”
จิ่วเหม่ยเยี่ยนเหลือบมองนาง
“เจ้าตื่นตระหนกอะไร? ข้าหมายถึงตัวข้าเอง”
“...”
จิ่วหลิงเซียวลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง
“เดี๋ยวก่อนพี่หญิง! ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวท่านเองก็ได้กระมัง?!”
“เหตุใดจะไม่ได้?”
จิ่วเหม่ยเยี่ยนตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“เขาใช้เวลาเพียงสี่เดือนก็ก้าวขึ้นสู่ระดับแปลงเทพแล้ว ด้วยความเร็วเช่นนี้ ไม่แน่ว่าปีหน้าอาจเข้าสู่ระดับมหายานก็เป็นได้”
“หรือเจ้าคิดว่าข้าควรรอให้ราชวงศ์อื่นลงมือแย่งชิงเขาไปก่อน?”
จิ่วหลิงเซียวถึงกับพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง ก่อนตวาดขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลให้พี่หญิงต้องเอาตัวเองไปแต่งกับเขา!”
จิ่วเหม่ยเยี่ยนหรี่ตามองพระอนุชา
“เจ้ากำลังจะบอกว่าข้าแก่เกินกว่าจะแต่งงานอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!”
“แล้วเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
จิ่วหลิงเซียวกระแอมเบา ๆ ก่อนรีบเปลี่ยนเรื่อง
“อะแฮ่ม พี่หญิงไม่คิดจะประทานรางวัลให้แม่ทัพฟานหน่อยหรือ? นางนำของล้ำค่ากลับมามอบให้ราชวงศ์ถึงสองอย่างเชียวนะ”
จิ่วเหม่ยเยี่ยนมองพระอนุชาอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ไล่ถามต่อ นางหันกลับไปทางฟานเหยียนเฟย
“แม่ทัพฟาน รับราชโองการ”
ฟานเหยียนเฟยรีบคุกเข่าลงและก้มศีรษะ
“หม่อมฉันอยู่เพคะ!”
จิ่วเหม่ยเยี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงสง่างาม
“แม่ทัพฟานเดินทางไปยังทวีปชางหลันในครั้งนี้ ไม่เพียงนำโอสถมหามรรคาทะลวงสวรรค์กลับมา ยังนำกระบี่เพลิงเหมันต์มาถวายแก่องค์หญิงใหญ่ ทั้งสองสิ่งล้วนมีคุณูปการต่อราชวงศ์อย่างมหาศาล”
“นับจากวันนี้ เลื่อนตำแหน่งฟานเหยียนเฟยขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่พิทักษ์ราชวงศ์ ประทานเงินหนึ่งหมื่นล้านเหรียญ และอนุญาตให้เลือกสมบัติจากคลังหลวงชั้นในได้หนึ่งชิ้น!”
ฟานเหยียนเฟยเบิกตากว้าง ก่อนรีบโขกศีรษะลงกับพื้น
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”
จิ่วเหม่ยเยี่ยนมองนางด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“ในเมื่อเจ้ารู้จักคุณชายยูรันดีที่สุด ข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นราชทูตพิเศษประจำทวีปชางหลัน”
“นับจากวันนี้ เรื่องทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับเขาจะอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้า”
รอยยิ้มบนใบหน้าของฟานเหยียนเฟยแข็งค้างทันที
[เดี๋ยวก่อน...หมายความว่าหลังจากนี้ข้าต้องกลับไปเผชิญหน้ากับคนผู้นั้นอีกหรือ?!]
ณ ทวีปเฉินซิง ราชวงศ์ตงหวง
ตุบ!
ร่างไร้แขนขาของห้าวหรงถูกโยนลงกลางท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าขุนนาง
ตงหวงรั่วหลานก้าวตามเข้ามา แม้อาภรณ์บนร่างยังคงมีรอยฉีกขาดและคราบโลหิตหลงเหลืออยู่ แต่กลิ่นอายของนางกลับมั่นคงอย่างสมบูรณ์ ราวกับไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน
“ลูกคารวะท่านแม่”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยซึ่งประทับอยู่บนบัลลังก์กระบี่ไม่ได้มองห้าวหรง นางกวาดตามองบุตรสาวบุญธรรมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ผู้ใดทำร้ายเจ้า?”
ตงหวงรั่วหลานหันไปมององค์ชายสามซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าเชื้อพระวงศ์
“พี่สามเพคะ”
ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันเงียบสนิท
องค์ชายสามหน้าถอดสี ก่อนรีบก้าวออกมา
“เสด็จแม่! น้องสี่กำลังใส่ร้ายลูก ห้าวหรงหายตัวไปนานแล้ว ลูกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดมันจึงมีสภาพเช่นนี้!”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยเหลือบมองเขาเพียงครั้งเดียว จากนั้นจึงหันกลับไปทางร่างบนพื้น
“ห้าวหรง เงยหน้าขึ้น”
ห้าวหรงซึ่งสูญเสียดวงตาไปแล้วค่อย ๆ เงยศีรษะขึ้น ร่างกายสั่นสะท้านเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากจักรพรรดินี
ทว่าตงหวงชิ่งเสวี่ยกลับชะงัก เมื่อนางมองเห็นรอยตัดเรียบเนียนบริเวณแขนขาของเขา
“รอยตัดเช่นนี้...”
นางยกมือขึ้นเล็กน้อย ร่างของห้าวหรงพลันลอยเข้ามาหยุดตรงหน้า
“ไม่มีปราณกระบี่ ไม่มีร่องรอยของคมอาวุธ กระทั่งพลังที่ใช้ลงมือก็ไม่หลงเหลืออยู่”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยหันไปมองบุตรสาว
“ผู้ใดเป็นคนทำ?”
ตงหวงรั่วหลานตอบโดยไม่ลังเล
“คุณชายยูรันเพคะ”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยมองบุตรสาวอยู่ครู่หนึ่ง
“ยูรันคือผู้ใด?”
ชายวัยกลางคนซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าขุนนางก้าวออกมา ก่อนคุกเข่าประสานมือ
“ทูลฝ่าบาท ยูรันคือศิษย์จากสำนักเมฆาจันทร์แห่งทวีปชางหลันพ่ะย่ะค่ะ”
“ในการประลองทำเนียบอัจฉริยะปีนี้ เขาลงแข่งขันในสนามระดับวิญญาณทารก ทั้งที่ตบะของตนอยู่เพียงระดับแก่นทองคำ”
เหล่าขุนนางภายในท้องพระโรงเริ่มส่งเสียงซุบซิบ
ชายผู้นั้นกล่าวต่อ
“หลังจากเขาแสดงพลังในการประลอง ผู้เข้าแข่งขันที่เหลือต่างประกาศถอนตัวจนหมด ทำให้สนามวิญญาณทารกมีเพียงอันดับหนึ่ง ไม่มีทั้งอันดับสองและอันดับสามพ่ะย่ะค่ะ”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย
“แก่นทองคำลงประลองกับวิญญาณทารก แล้วยังทำให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดถอนตัว?”
“เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“รายงานล่าสุดที่พวกเราได้รับมีเพียงเรื่องภายในงานประลอง หลังจากงานจบลง หน่วยข่าวกรองยังไม่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเขาพ่ะย่ะค่ะ”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยพยักหน้า ก่อนหันกลับไปมองบุตรสาว
“คนผู้นั้นเป็นผู้จัดการห้าวหรงหรือ?”
“เพคะ”
ตงหวงรั่วหลานตอบอย่างไม่ลังเล
“และข้อมูลเรื่องระดับพลังของเขาก็ล้าสมัยไปแล้ว ตอนที่ลูกพบเขา คุณชายยูรันอยู่ระดับแปลงเทพเพคะ”
“อะไรนะ?!”
เสียงอุทานดังขึ้นทั่วทั้งท้องพระโรง
หัวหน้าหน่วยข่าวกรองเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง
“แต่การประลองเพิ่งจบลงได้ไม่กี่เดือนเองนะพ่ะย่ะค่ะ!”
“ลูกเองก็ไม่ทราบว่าเขาทำได้อย่างไร”
ตงหวงรั่วหลานมองห้าวหรงซึ่งนอนอยู่กลางท้องพระโรง
“ลูกเห็นเพียงห้าวหรงถอยหลังไปครึ่งก้าว จากนั้นแขนขาทั้งสี่กับตันเถียนของมันก็ถูกนำออกจากร่างแล้ว”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยหรี่ตาลง
“เจ้ามองเห็นวิธีที่เขาลงมือหรือไม่?”
“ไม่เห็นเพคะ”
“แม้แต่น้อย?”
“แม้แต่น้อยเพคะ”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยก้มมองรอยตัดเรียบเนียนบนร่างของห้าวหรง ก่อนถามต่อ
“เขาใช้กระบี่ชนิดใด?”
ตงหวงรั่วหลานส่ายหน้า
“เขาไม่ได้ใช้อะไรเลยเพคะ แค่ชั่วพริบตาเท่านั้น”
“...”
ท้องพระโรงซึ่งเดิมเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบพลันเงียบกริบอีกครั้ง
ตงหวงชิ่งเสวี่ยเงยหน้ามองบุตรสาว
“แล้วบาดแผลกับพิษในร่างของเจ้า?”
“เขาเป็นผู้รักษาให้ลูกเช่นกันเพคะ”
คราวนี้ประกายประหลาดจึงค่อยปรากฏขึ้นภายในดวงตาของจักรพรรดินีกระบี่
“ยูรัน...”
“ดูเหมือนรายงานของพวกเราจะล้าสมัยไปมากจริง ๆ”