ตอนที่ 511 ท่านแม่ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง
ตงหวงรั่วหลานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“ท่านแม่ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งเพคะ”
“ว่ามา”
“ท่านแม่ทราบอยู่แล้วใช่ไหมเพคะว่าลูกเข้าถึงเจตกระบี่ได้สำเร็จ?”
“ย่อมทราบ”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยพยักหน้า
“แล้วท่านแม่ทราบหรือไม่ว่าลูกมีกระดูกกระบี่?”
“เรื่องนั้นแม่เองก็ทราบเช่นกัน”
“แต่คุณชายยูรันบอกว่า สิ่งที่ลูกมีไม่ใช่กระดูกกระบี่ธรรมดาเพคะ”
ตงหวงรั่วหลานสูดลมหายใจเข้าลึก
“เขาบอกว่ากระดูกทั่วร่างของลูกล้วนเป็นกระดูกเทพกระบี่”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยลุกพรวดขึ้นจากบัลลังก์
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?!”
ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันเงียบสนิท
จักรพรรดินีกระบี่ก้าวลงมาจากบัลลังก์ ก่อนหยุดอยู่ตรงหน้าบุตรสาวและวางฝ่ามือลงบนไหล่ของนางอีกครั้ง
พลังปราณสายหนึ่งไหลเข้าสู่ร่างของตงหวงรั่วหลาน ตรวจสอบกระดูกทุกชิ้นอย่างละเอียด ทว่าตงหวงชิ่งเสวี่ยกลับขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
“เป็นไปไม่ได้ แม่ตรวจสอบร่างกายของเจ้ามาตั้งแต่ยังเยาว์ หากกระดูกทั่วร่างของเจ้าเป็นกระดูกเทพกระบี่จริง เหตุใดแม่จึงมองไม่ออก?”
ตงหวงรั่วหลานเม้มริมฝีปากเล็กน้อย
“ลูกเองก็ไม่ทราบเพคะ”
“แต่คุณชายยูรันมองออกเพียงชั่วพริบตาเดียว เขาไม่เพียงบอกว่าลูกมีกระดูกเทพกระบี่ แต่ยังมองเห็นกายาเทพกระบี่ รากปราณเทพกระบี่แต่กำเนิด และเจตจำนงเทพกระบี่ภายในร่างของลูกด้วย”
“ทั้งยังกล่าวว่าลูกเกิดมาเพื่อเป็นเทพกระบี่โดยเฉพาะเพคะ”
ดวงตาของตงหวงชิ่งเสวี่ยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
“กายาเทพกระบี่...รากปราณเทพกระบี่แต่กำเนิด...เจตจำนงเทพกระบี่ และกระดูกเทพกระบี่ทั่วทั้งร่าง...”
นางพึมพำชื่อของพรสวรรค์เหล่านั้นซ้ำไปมา ก่อนรอยยิ้มกว้างจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ดี! ดี! ดี!”
เสียงหัวเราะของจักรพรรดินีกระบี่ดังกังวานไปทั่วทั้งท้องพระโรง
“วันนี้ข้าไม่เพียงได้ธิดาที่รักกลับคืนมาโดยปลอดภัย แต่ยังได้ล่วงรู้ด้วยว่านางมีพรสวรรค์สูงส่งถึงเพียงใด!”
“พรสวรรค์ทั้งร่างล้วนถือกำเนิดมาเพื่อวิถีกระบี่ แถมยังบอกอีกว่านางเกิดมาเพื่อเป็นเทพกระบี่อีก!”
เหล่าขุนนางภายในท้องพระโรงได้สติ ก่อนรีบประสานมือพร้อมกัน
“ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาท!”
“ขอแสดงความยินดีกับองค์หญิงสี่!”
“ราชวงศ์ตงหวงของเราจะต้องมียอดฝีมือแห่งวิถีกระบี่ถือกำเนิดขึ้นอีกคนอย่างแน่นอน!”
เสียงแสดงความยินดีดังขึ้นไม่ขาดสาย ทว่าตงหวงชิ่งเสวี่ยกลับยกมือขึ้น
“พอแล้ว คำสรรเสริญของพวกเจ้ามิอาจเทียบกับพรสวรรค์ของธิดาข้าได้แม้แต่น้อย”
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบลงในทันที
ตงหวงชิ่งเสวี่ยหันกลับไปถามบุตรสาว
“แล้วเขามองสิ่งซึ่งแม้แต่แม่ยังมองไม่เห็นออกได้อย่างไร?”
ตงหวงรั่วหลานส่ายหน้า
“ลูกไม่ทราบเพคะ”
“ลูกคิดได้เพียงว่า ความเข้าใจในวิถีกระบี่ของคุณชายยูรันอาจสูงส่งกว่าที่พวกเราคาดคิด เขาจึงมองการเปลี่ยนแปลงภายในร่างของลูกออกได้เพียงชั่วพริบตา”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าติดต่อกันหลายครั้ง
“ดี ในเดือนสามจะมีการประลองระดับทวีป ถึงเวลานั้นข้าจะต้องพบเขาด้วยตนเองอย่างแน่นอน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยิ่งกว้างขึ้น
“แล้วจะสู่ขอเขาให้เจ้าด้วย!”
ตงหวงรั่วหลานเบิกตากว้าง
“เสด็จแม่!”
“องค์หญิงสี่ตงหวงรั่วหลาน รับราชโองการ!”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยกล่าวขึ้นโดยไม่เปิดโอกาสให้บุตรสาวคัดค้าน
ตงหวงรั่วหลานชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจำใจคุกเข่าลง
“หม่อมฉันรับราชโองการเพคะ”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยยืนเอามือไพล่หลัง ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงสง่างาม
“องค์หญิงสี่ตงหวงรั่วหลาน เปี่ยมด้วยกายาเทพกระบี่ ครอบครองรากปราณเทพกระบี่แต่กำเนิด เจตจำนงเทพกระบี่ และกระดูกเทพกระบี่ทั่วทั้งร่าง พรสวรรค์สูงส่งเหนือผู้ใด ถือกำเนิดมาเพื่อเป็นเทพกระบี่โดยเฉพาะ”
“คุณชายยูรันแห่งทวีปชางหลันมีพรสวรรค์ ความสามารถ และคุณธรรมคู่ควรกับองค์หญิงสี่ ทั้งยังมีบุญคุณช่วยชีวิตนางเอาไว้”
“บัดนี้ ข้าขอพระราชทานสมรสระหว่างองค์หญิงสี่ตงหวงรั่วหลานกับคุณชายยูรัน เมื่อถึงเดือนสาม ก่อนการประลองระดับทวีปจะเริ่มต้น ให้องค์หญิงสี่เตรียมคณะทูตและของหมั้นให้พร้อม เดินทางไปยังทวีปชางหลันเพื่อสู่ขอคุณชายยูรันด้วยตนเอง!”
“ไม่ว่าจะใช้วิธีใด เจ้าต้องพาเขากลับมายังราชวงศ์ตงหวงให้ได้!”
ตงหวงรั่วหลานเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก
“แต่เสด็จแม่เพคะ คุณชายยูรันยังไม่รู้เรื่องนี้เลยนะเพคะ!”
“ตอนนี้เขาก็รู้แล้ว”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“เพียงรอให้เจ้านำราชโองการไปแจ้งให้เขาทราบเท่านั้น”
“...”
ตงหวงรั่วหลานอ้าปากอยู่หลายครั้ง ทว่าสุดท้ายกลับไม่รู้ว่าควรโต้แย้งอย่างไร
ตงหวงชิ่งเสวี่ยไม่สนใจสีหน้าของบุตรสาว นางหมุนตัวกลับไปมององค์ชายสามซึ่งยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางเหล่าเชื้อพระวงศ์
รอยยิ้มบนใบหน้าของนางหายไปในทันที
“ส่วนองค์ชายสาม...”
เสียงเย็นเยียบดังก้องไปทั่วท้องพระโรง
“บังอาจส่งองครักษ์ไปลอบสังหารธิดาของข้าเพียงเพราะความอิจฉาริษยา ทั้งยังคิดทำลายอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์สูงสุดแห่งราชวงศ์ตงหวง โทษของเจ้าไม่อาจให้อภัยได้!”
องค์ชายสามหน้าถอดสี ก่อนทรุดตัวลงคุกเข่า
“เสด็จแม่ โปรดฟังลูกอธิบายก่อน!”
“ไม่จำเป็น”
ตงหวงชิ่งเสวี่ยสะบัดแขนเสื้อ
“ตัดแขนขาทั้งสี่ ทำลายตันเถียน และควักดวงตาของมันออก ให้มีสภาพไม่ต่างจากห้าวหรง!”
“จากนั้นนำตัวทั้งนายและบ่าวไปขังไว้ในคุกใต้ดิน ใช้โอสถประคองชีวิตพวกมันเอาไว้ ห้ามผู้ใดปล่อยให้ตายก่อนหมดอายุขัย!”
“ให้พวกมันชดใช้ความผิดอยู่ภายในนั้นไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย!”
“น้อมรับพระบัญชา!”
องครักษ์หลวงหลายคนก้าวออกมาพร้อมกัน ก่อนลากองค์ชายสามซึ่งกำลังร้องขอชีวิตกับร่างของห้าวหรงออกจากท้องพระโรงไป
ตงหวงชิ่งเสวี่ยมองตามคนเหล่านั้นไป ก่อนพึมพำกับตนเองด้วยความสนใจ
“น่าสนใจ น่าสนใจจริง ๆ”
[หรือว่าข้าควรขอแต่งงานกับเขาด้วยตนเองเสียเลยดีนะ?]
“ฮัดชิ้ว!”
ยูรันจามออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว
เยวียนเหวินอวี้หันมามองเขาด้วยความประหลาดใจ
“พี่ชายจ๋า ท่านจามด้วยหรือเจ้าคะ?”
เยวียนจือหลิงมองตามอย่างสงสัย
“น่าแปลก คนอย่างท่านพี่เนี่ยนะจะจาม?”
ยูรันยกมือขึ้นลูบปลายจมูก
“อืม คงมีใครบางคนกำลังคิดถึงข้าจากที่ไกล ๆ อยู่แน่”
เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้นอีก เพียงหันหน้าไปทางประตู
“ช่างเถอะ เหวินอวี้ ดูเหมือนจะมีคนมาหาเจ้านะ”
ก๊อก ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนพนักงานหญิงจะเดินเข้ามารายงาน
“คุณหนูเหวินอวี้เจ้าคะ มีสตรีผู้หนึ่งนามว่าฉีชิงหรานมาขอพบท่านเจ้าค่ะ”
ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้เป็นประกายทันที
“พี่สาวฉีมาแล้วหรือ? รีบเชิญนางเข้ามาเร็ว!”
ไม่นาน ฉีชิงหรานก็เดินเข้ามาภายในห้อง อาภรณ์บนร่างเรียบง่ายกว่าเดิมมาก ในมือมีเพียงห่อสัมภาระเล็ก ๆ ใบเดียว
เมื่อเห็นยูรันนั่งอยู่ภายในห้อง ฝีเท้าของนางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนก้มศีรษะคารวะ
“คารวะคุณชายใหญ่ คุณหนูเหวินอวี้”
เยวียนเหวินอวี้รีบวิ่งเข้าไปหา
“พี่สาวมาหาข้าจริง ๆ ด้วย!”
ฉีชิงหรานมองรอยยิ้มของเด็กสาว ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“อืม ข้าจัดการเรื่องของตระกูลฉีเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
“ตอนนี้ข้าไม่มีบ้านให้กลับ และไม่รู้ว่าควรไปที่ใด จึงมาหาเจ้าตามที่เคยกล่าวเอาไว้”
เยวียนเหวินอวี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจับมือของนางเอาไว้
“ฮี่ ๆ พี่สาวทั้งใจดีและงดงามถึงเพียงนี้ มาเป็นพี่สะใภ้ของข้าดีไหมเจ้าคะ?”
“...”
ฉีชิงหรานตัวแข็งค้าง ใบหน้าค่อย ๆ แดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“อะ...อะไรนะ?”
นางเผลอเหลือบมองยูรัน ก่อนรีบหลบสายตาอย่างทำตัวไม่ถูก
ยูรันหันหน้าไปทางเยวียนเหวินอวี้
“นี่เจ้าคงไม่ได้ถูกไอ้บัณฑิตเก๊นั่นเป่าหูมาอีกแล้วหรอกนะ?”
“ฟิ้ว ๆ”
เยวียนเหวินอวี้แสร้งผิวปาก พลางเงยหน้ามองเพดานราวกับไม่ได้ยินคำถาม
เยวียนจือหลิงพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“ต้องใช่แน่เจ้าค่ะ ท่าทางเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าถูกท่านพี่จับได้แล้ว”
ฉีชิงหรานมองคนทั้งสามสลับกันไปมาอย่างสับสน
[ข้าเพียงมาขอพึ่งพาตามคำชวนของคุณหนูเหวินอวี้ เหตุใดจู่ ๆ จึงกลายเป็นเรื่องแต่งงานไปได้?]
ยูรันใช้พลังยกเยวียนเหวินอวี้ขึ้นจากพื้น ก่อนวางนางลงบนตักของตนเอง
“เอาละ ไหนลองบอกมาสิ ชิงเฟิงพูดอะไรกับเจ้าบ้าง?”
เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผากของเยวียนเหวินอวี้
“อะ...พี่สะใภ้ชิงเฟิงบอกว่านางรู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยวเจ้าค่ะ นางบอกว่าตนเองไม่เคยสัมผัสความรู้สึกของการมีครอบครัวใหญ่เหมือนตระกูลเยวียน ซึ่งมีพี่น้องมากมายและรักใคร่กลมเกลียวกัน”
“นางอยากมีครอบครัวเช่นนั้นบ้าง ข้าก็เลยคิดจะช่วยพี่สะใภ้เจ้าค่ะ”
เยวียนจือหลิงยกมือกุมขมับ
“ยัยบ้า เจ้าโดนนางหลอกแล้ว”
ยูรันไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงแบมือข้างหนึ่งออกมาตรงหน้าเด็กสาว
“พี่ชายจ๋าต้องการอะไรหรือเจ้าคะ?”
เขายังคงยิ้มโดยไม่ตอบ
เยวียนเหวินอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มแห้ง ๆ
“ขะ...ข้าเข้าใจแล้ว”
นางหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมา แล้ววางลงบนฝ่ามือของเขาอย่างไม่เต็มใจ
เยวียนจือหลิงเบิกตากว้าง
“สินบน? เจ้ายอมรับสินบนจากนางจริง ๆ หรือ?!”
โป๊ก!
ยูรันใช้นิ้วเคาะศีรษะของเยวียนเหวินอวี้หนึ่งครั้ง
“โอ๊ย!”
เด็กสาวรีบยกมือกุมศีรษะ
“ห้ามทำเช่นนี้อีก เข้าใจหรือไม่?”