คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 511 ท่านแม่ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง7,474 ตัวอักษร

ตอนที่ 511 ท่านแม่ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง

ตงหวงรั่วหลานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้นอีกครั้ง

“ท่านแม่ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งเพคะ”

“ว่ามา”

“ท่านแม่ทราบอยู่แล้วใช่ไหมเพคะว่าลูกเข้าถึงเจตกระบี่ได้สำเร็จ?”

“ย่อมทราบ”

ตงหวงชิ่งเสวี่ยพยักหน้า

“แล้วท่านแม่ทราบหรือไม่ว่าลูกมีกระดูกกระบี่?”

“เรื่องนั้นแม่เองก็ทราบเช่นกัน”

“แต่คุณชายยูรันบอกว่า สิ่งที่ลูกมีไม่ใช่กระดูกกระบี่ธรรมดาเพคะ”

ตงหวงรั่วหลานสูดลมหายใจเข้าลึก

“เขาบอกว่ากระดูกทั่วร่างของลูกล้วนเป็นกระดูกเทพกระบี่”

ตงหวงชิ่งเสวี่ยลุกพรวดขึ้นจากบัลลังก์

“เจ้าว่าอย่างไรนะ?!”

ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันเงียบสนิท

จักรพรรดินีกระบี่ก้าวลงมาจากบัลลังก์ ก่อนหยุดอยู่ตรงหน้าบุตรสาวและวางฝ่ามือลงบนไหล่ของนางอีกครั้ง

พลังปราณสายหนึ่งไหลเข้าสู่ร่างของตงหวงรั่วหลาน ตรวจสอบกระดูกทุกชิ้นอย่างละเอียด ทว่าตงหวงชิ่งเสวี่ยกลับขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อย ๆ

“เป็นไปไม่ได้ แม่ตรวจสอบร่างกายของเจ้ามาตั้งแต่ยังเยาว์ หากกระดูกทั่วร่างของเจ้าเป็นกระดูกเทพกระบี่จริง เหตุใดแม่จึงมองไม่ออก?”

ตงหวงรั่วหลานเม้มริมฝีปากเล็กน้อย

“ลูกเองก็ไม่ทราบเพคะ”

“แต่คุณชายยูรันมองออกเพียงชั่วพริบตาเดียว เขาไม่เพียงบอกว่าลูกมีกระดูกเทพกระบี่ แต่ยังมองเห็นกายาเทพกระบี่ รากปราณเทพกระบี่แต่กำเนิด และเจตจำนงเทพกระบี่ภายในร่างของลูกด้วย”

“ทั้งยังกล่าวว่าลูกเกิดมาเพื่อเป็นเทพกระบี่โดยเฉพาะเพคะ”

ดวงตาของตงหวงชิ่งเสวี่ยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

“กายาเทพกระบี่...รากปราณเทพกระบี่แต่กำเนิด...เจตจำนงเทพกระบี่ และกระดูกเทพกระบี่ทั่วทั้งร่าง...”

นางพึมพำชื่อของพรสวรรค์เหล่านั้นซ้ำไปมา ก่อนรอยยิ้มกว้างจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

“ดี! ดี! ดี!”

เสียงหัวเราะของจักรพรรดินีกระบี่ดังกังวานไปทั่วทั้งท้องพระโรง

“วันนี้ข้าไม่เพียงได้ธิดาที่รักกลับคืนมาโดยปลอดภัย แต่ยังได้ล่วงรู้ด้วยว่านางมีพรสวรรค์สูงส่งถึงเพียงใด!”

“พรสวรรค์ทั้งร่างล้วนถือกำเนิดมาเพื่อวิถีกระบี่ แถมยังบอกอีกว่านางเกิดมาเพื่อเป็นเทพกระบี่อีก!”

เหล่าขุนนางภายในท้องพระโรงได้สติ ก่อนรีบประสานมือพร้อมกัน

“ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาท!”

“ขอแสดงความยินดีกับองค์หญิงสี่!”

“ราชวงศ์ตงหวงของเราจะต้องมียอดฝีมือแห่งวิถีกระบี่ถือกำเนิดขึ้นอีกคนอย่างแน่นอน!”

เสียงแสดงความยินดีดังขึ้นไม่ขาดสาย ทว่าตงหวงชิ่งเสวี่ยกลับยกมือขึ้น

“พอแล้ว คำสรรเสริญของพวกเจ้ามิอาจเทียบกับพรสวรรค์ของธิดาข้าได้แม้แต่น้อย”

ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบลงในทันที

ตงหวงชิ่งเสวี่ยหันกลับไปถามบุตรสาว

“แล้วเขามองสิ่งซึ่งแม้แต่แม่ยังมองไม่เห็นออกได้อย่างไร?”

ตงหวงรั่วหลานส่ายหน้า

“ลูกไม่ทราบเพคะ”

“ลูกคิดได้เพียงว่า ความเข้าใจในวิถีกระบี่ของคุณชายยูรันอาจสูงส่งกว่าที่พวกเราคาดคิด เขาจึงมองการเปลี่ยนแปลงภายในร่างของลูกออกได้เพียงชั่วพริบตา”

ตงหวงชิ่งเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าติดต่อกันหลายครั้ง

“ดี ในเดือนสามจะมีการประลองระดับทวีป ถึงเวลานั้นข้าจะต้องพบเขาด้วยตนเองอย่างแน่นอน”

รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยิ่งกว้างขึ้น

“แล้วจะสู่ขอเขาให้เจ้าด้วย!”

ตงหวงรั่วหลานเบิกตากว้าง

“เสด็จแม่!”

“องค์หญิงสี่ตงหวงรั่วหลาน รับราชโองการ!”

ตงหวงชิ่งเสวี่ยกล่าวขึ้นโดยไม่เปิดโอกาสให้บุตรสาวคัดค้าน

ตงหวงรั่วหลานชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจำใจคุกเข่าลง

“หม่อมฉันรับราชโองการเพคะ”

ตงหวงชิ่งเสวี่ยยืนเอามือไพล่หลัง ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงสง่างาม

“องค์หญิงสี่ตงหวงรั่วหลาน เปี่ยมด้วยกายาเทพกระบี่ ครอบครองรากปราณเทพกระบี่แต่กำเนิด เจตจำนงเทพกระบี่ และกระดูกเทพกระบี่ทั่วทั้งร่าง พรสวรรค์สูงส่งเหนือผู้ใด ถือกำเนิดมาเพื่อเป็นเทพกระบี่โดยเฉพาะ”

“คุณชายยูรันแห่งทวีปชางหลันมีพรสวรรค์ ความสามารถ และคุณธรรมคู่ควรกับองค์หญิงสี่ ทั้งยังมีบุญคุณช่วยชีวิตนางเอาไว้”

“บัดนี้ ข้าขอพระราชทานสมรสระหว่างองค์หญิงสี่ตงหวงรั่วหลานกับคุณชายยูรัน เมื่อถึงเดือนสาม ก่อนการประลองระดับทวีปจะเริ่มต้น ให้องค์หญิงสี่เตรียมคณะทูตและของหมั้นให้พร้อม เดินทางไปยังทวีปชางหลันเพื่อสู่ขอคุณชายยูรันด้วยตนเอง!”

“ไม่ว่าจะใช้วิธีใด เจ้าต้องพาเขากลับมายังราชวงศ์ตงหวงให้ได้!”

ตงหวงรั่วหลานเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก

“แต่เสด็จแม่เพคะ คุณชายยูรันยังไม่รู้เรื่องนี้เลยนะเพคะ!”

“ตอนนี้เขาก็รู้แล้ว”

ตงหวงชิ่งเสวี่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“เพียงรอให้เจ้านำราชโองการไปแจ้งให้เขาทราบเท่านั้น”

“...”

ตงหวงรั่วหลานอ้าปากอยู่หลายครั้ง ทว่าสุดท้ายกลับไม่รู้ว่าควรโต้แย้งอย่างไร

ตงหวงชิ่งเสวี่ยไม่สนใจสีหน้าของบุตรสาว นางหมุนตัวกลับไปมององค์ชายสามซึ่งยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางเหล่าเชื้อพระวงศ์

รอยยิ้มบนใบหน้าของนางหายไปในทันที

“ส่วนองค์ชายสาม...”

เสียงเย็นเยียบดังก้องไปทั่วท้องพระโรง

“บังอาจส่งองครักษ์ไปลอบสังหารธิดาของข้าเพียงเพราะความอิจฉาริษยา ทั้งยังคิดทำลายอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์สูงสุดแห่งราชวงศ์ตงหวง โทษของเจ้าไม่อาจให้อภัยได้!”

องค์ชายสามหน้าถอดสี ก่อนทรุดตัวลงคุกเข่า

“เสด็จแม่ โปรดฟังลูกอธิบายก่อน!”

“ไม่จำเป็น”

ตงหวงชิ่งเสวี่ยสะบัดแขนเสื้อ

“ตัดแขนขาทั้งสี่ ทำลายตันเถียน และควักดวงตาของมันออก ให้มีสภาพไม่ต่างจากห้าวหรง!”

“จากนั้นนำตัวทั้งนายและบ่าวไปขังไว้ในคุกใต้ดิน ใช้โอสถประคองชีวิตพวกมันเอาไว้ ห้ามผู้ใดปล่อยให้ตายก่อนหมดอายุขัย!”

“ให้พวกมันชดใช้ความผิดอยู่ภายในนั้นไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย!”

“น้อมรับพระบัญชา!”

องครักษ์หลวงหลายคนก้าวออกมาพร้อมกัน ก่อนลากองค์ชายสามซึ่งกำลังร้องขอชีวิตกับร่างของห้าวหรงออกจากท้องพระโรงไป

ตงหวงชิ่งเสวี่ยมองตามคนเหล่านั้นไป ก่อนพึมพำกับตนเองด้วยความสนใจ

“น่าสนใจ น่าสนใจจริง ๆ”

[หรือว่าข้าควรขอแต่งงานกับเขาด้วยตนเองเสียเลยดีนะ?]


“ฮัดชิ้ว!”

ยูรันจามออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว

เยวียนเหวินอวี้หันมามองเขาด้วยความประหลาดใจ

“พี่ชายจ๋า ท่านจามด้วยหรือเจ้าคะ?”

เยวียนจือหลิงมองตามอย่างสงสัย

“น่าแปลก คนอย่างท่านพี่เนี่ยนะจะจาม?”

ยูรันยกมือขึ้นลูบปลายจมูก

“อืม คงมีใครบางคนกำลังคิดถึงข้าจากที่ไกล ๆ อยู่แน่”

เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้นอีก เพียงหันหน้าไปทางประตู

“ช่างเถอะ เหวินอวี้ ดูเหมือนจะมีคนมาหาเจ้านะ”

ก๊อก ๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนพนักงานหญิงจะเดินเข้ามารายงาน

“คุณหนูเหวินอวี้เจ้าคะ มีสตรีผู้หนึ่งนามว่าฉีชิงหรานมาขอพบท่านเจ้าค่ะ”

ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้เป็นประกายทันที

“พี่สาวฉีมาแล้วหรือ? รีบเชิญนางเข้ามาเร็ว!”

ไม่นาน ฉีชิงหรานก็เดินเข้ามาภายในห้อง อาภรณ์บนร่างเรียบง่ายกว่าเดิมมาก ในมือมีเพียงห่อสัมภาระเล็ก ๆ ใบเดียว

เมื่อเห็นยูรันนั่งอยู่ภายในห้อง ฝีเท้าของนางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนก้มศีรษะคารวะ

“คารวะคุณชายใหญ่ คุณหนูเหวินอวี้”

เยวียนเหวินอวี้รีบวิ่งเข้าไปหา

“พี่สาวมาหาข้าจริง ๆ ด้วย!”

ฉีชิงหรานมองรอยยิ้มของเด็กสาว ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“อืม ข้าจัดการเรื่องของตระกูลฉีเสร็จเรียบร้อยแล้ว”

“ตอนนี้ข้าไม่มีบ้านให้กลับ และไม่รู้ว่าควรไปที่ใด จึงมาหาเจ้าตามที่เคยกล่าวเอาไว้”

เยวียนเหวินอวี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจับมือของนางเอาไว้

“ฮี่ ๆ พี่สาวทั้งใจดีและงดงามถึงเพียงนี้ มาเป็นพี่สะใภ้ของข้าดีไหมเจ้าคะ?”

“...”

ฉีชิงหรานตัวแข็งค้าง ใบหน้าค่อย ๆ แดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“อะ...อะไรนะ?”

นางเผลอเหลือบมองยูรัน ก่อนรีบหลบสายตาอย่างทำตัวไม่ถูก

ยูรันหันหน้าไปทางเยวียนเหวินอวี้

“นี่เจ้าคงไม่ได้ถูกไอ้บัณฑิตเก๊นั่นเป่าหูมาอีกแล้วหรอกนะ?”

“ฟิ้ว ๆ”

เยวียนเหวินอวี้แสร้งผิวปาก พลางเงยหน้ามองเพดานราวกับไม่ได้ยินคำถาม

เยวียนจือหลิงพยักหน้าอย่างมั่นใจ

“ต้องใช่แน่เจ้าค่ะ ท่าทางเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าถูกท่านพี่จับได้แล้ว”

ฉีชิงหรานมองคนทั้งสามสลับกันไปมาอย่างสับสน

[ข้าเพียงมาขอพึ่งพาตามคำชวนของคุณหนูเหวินอวี้ เหตุใดจู่ ๆ จึงกลายเป็นเรื่องแต่งงานไปได้?]

ยูรันใช้พลังยกเยวียนเหวินอวี้ขึ้นจากพื้น ก่อนวางนางลงบนตักของตนเอง

“เอาละ ไหนลองบอกมาสิ ชิงเฟิงพูดอะไรกับเจ้าบ้าง?”

เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผากของเยวียนเหวินอวี้

“อะ...พี่สะใภ้ชิงเฟิงบอกว่านางรู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยวเจ้าค่ะ นางบอกว่าตนเองไม่เคยสัมผัสความรู้สึกของการมีครอบครัวใหญ่เหมือนตระกูลเยวียน ซึ่งมีพี่น้องมากมายและรักใคร่กลมเกลียวกัน”

“นางอยากมีครอบครัวเช่นนั้นบ้าง ข้าก็เลยคิดจะช่วยพี่สะใภ้เจ้าค่ะ”

เยวียนจือหลิงยกมือกุมขมับ

“ยัยบ้า เจ้าโดนนางหลอกแล้ว”

ยูรันไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงแบมือข้างหนึ่งออกมาตรงหน้าเด็กสาว

“พี่ชายจ๋าต้องการอะไรหรือเจ้าคะ?”

เขายังคงยิ้มโดยไม่ตอบ

เยวียนเหวินอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มแห้ง ๆ

“ขะ...ข้าเข้าใจแล้ว”

นางหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมา แล้ววางลงบนฝ่ามือของเขาอย่างไม่เต็มใจ

เยวียนจือหลิงเบิกตากว้าง

“สินบน? เจ้ายอมรับสินบนจากนางจริง ๆ หรือ?!”

โป๊ก!

ยูรันใช้นิ้วเคาะศีรษะของเยวียนเหวินอวี้หนึ่งครั้ง

“โอ๊ย!”

เด็กสาวรีบยกมือกุมศีรษะ

“ห้ามทำเช่นนี้อีก เข้าใจหรือไม่?”