ตอนที่ 512 ไว้ข้าค่อยปฏิเสธทีหลัง
เยวียนเหวินอวี้ก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะไม่รับสินบนอีกแล้ว”
ยูรันเก็บแหวนมิติเอาไว้ ก่อนหันไปทางฉีชิงหราน
“เอาละ เรื่องของบัณฑิตเก๊ค่อยจัดการตอนเย็น”
“ส่วนเจ้า มาที่นี่เพราะต้องการสิ่งใด?”
ฉีชิงหรานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าไม่มีสถานที่ให้กลับไปแล้วเจ้าค่ะ”
“เดิมทีข้าเพียงต้องการมาขอบคุณคุณหนูเหวินอวี้ และขออาศัยอยู่ภายในเมืองแห่งนี้สักระยะ หากมีสิ่งใดให้ข้าทำเพื่อแลกกับที่พัก ข้ายินดีทำทุกอย่างเจ้าค่ะ”
“ทำทุกอย่าง?”
ฉีชิงหรานชะงัก เมื่อนึกถึงสิ่งที่เหวินอวี้เพิ่งเสนอให้นาง
“ยะ...ยกเว้นเรื่องแต่งงานเจ้าค่ะ!”
“...”
ยูรันเอียงศีรษะ
“ข้ายังไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นเลย”
ใบหน้าของฉีชิงหรานแดงขึ้นทันที
ยูรันหันไปทางเด็กสาวบนตัก
“เหวินอวี้ เจ้าเป็นคนชวนนางมา เช่นนั้นก็จัดการเรื่องของนางเสีย”
ดวงตาของเยวียนเหวินอวี้เป็นประกาย
“ว้าว! ได้หรือเจ้าคะ? หมายความว่าเรื่องพี่สะใภ้...”
“ลงไปได้แล้ว”
เยวียนเหวินอวี้รีบลงจากตัก ก่อนวิ่งไปจูงมือฉีชิงหราน
“ไปกันเถอะพี่สาว ข้าจะพาท่านไปหาที่พักเอง!”
ฉีชิงหรานยังไม่ทันได้ตอบโต้ ก็ถูกเด็กสาวลากออกจากห้องไปเสียแล้ว
เยวียนจือหลิงมองตามทั้งสองไป ก่อนหันกลับมาหายูรัน
“ท่านพี่ ข้าขอถามอะไรหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ว่ามาสิ”
“เมื่อครู่ข้ายังไม่เห็นท่านปฏิเสธเรื่องที่เหวินอวี้ชวนพี่สาวฉีมาเป็นพี่สะใภ้เลยนะเจ้าคะ”
เถียนซูเจินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“นั่นสิเจ้าคะ บ่าวเองก็ยังไม่ได้ยินคุณชายปฏิเสธเช่นกัน”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ไม่ต้องยุ่ง ไว้ข้าค่อยปฏิเสธทีหลัง”
เยวียนจือหลิงกับเถียนซูเจินหันมองหน้ากัน
[หมายความว่า หากท่านพี่ลืม เขาก็จะไม่ปฏิเสธนางน่ะสิ...]
เยวียนเหวินอวี้จูงมือฉีชิงหรานเดินไปตามทางเดินด้านนอก
“พี่สาวไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ พี่ชายจ๋าเป็นคนดีมาก”
ฉีชิงหรานหันมามองนางอย่างไม่เข้าใจ
“คุณหนูหมายถึงเรื่องใดหรือ?”
“จะเป็นเรื่องใดได้อีกเล่า? ก็เรื่องพี่สะใภ้อย่างไรเจ้าคะ”
“หา?”
ฉีชิงหรานชะงักฝีเท้า
“แต่ดูเหมือนคุณชายใหญ่จะไม่ชอบเรื่องนี้นะ”
“จุ๊ ๆ พี่สาวไม่รู้อะไรเสียแล้ว”
เยวียนเหวินอวี้ยกนิ้วขึ้นส่ายไปมา
“หากพี่ชายจ๋าไม่ชอบสิ่งใด เขาจะปฏิเสธออกมาตรง ๆ ทันที แต่เมื่อครู่เขาไม่ได้ปฏิเสธเลยนี่เจ้าคะ”
“นั่นแสดงว่าเรื่องนี้จะทำหรือไม่ทำก็ได้ หากพี่สาวไม่เป็นพี่สะใภ้ เขาก็ไม่ว่าอะไร แต่หากพี่สาวอยากเป็น เขาก็จะไม่ปฏิเสธเหมือนกัน”
“เพราะฉะนั้น พี่สาวยังมีโอกาสเจ้าค่ะ!”
ฉีชิงหรานมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยสีหน้างุนงง
[คำพูดเหล่านั้นสามารถแปลความหมายออกมาเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?]
เยวียนเหวินอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“หากไม่ใช่เพราะน้องชายของท่านมาหาเรื่องข้า ตระกูลฉีของพี่สาวก็คงไม่ต้องหายไปจากเมืองวายุคราม”
ฉีชิงหรานส่ายหน้า
“ไม่เป็นไร เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณหนู”
“ก่อนหน้านี้ข้าเอาแต่คิดว่า หากตนเองพยายามมากขึ้นอีกสักหน่อย ท่านพ่อคงมองเห็นคุณค่าของข้าในฐานะบุตรสาวบ้าง”
นางฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย
“แต่สุดท้าย ไม่ว่าข้าจะพยายามเพียงใด ในสายตาของเขาข้าก็เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับแต่งออกไปเชื่อมสัมพันธ์เท่านั้น”
เยวียนเหวินอวี้กระชับมือของนางแน่นขึ้น
“ฮี่ ๆ เพราะแบบนี้ข้าถึงชอบพี่สาวอย่างไรเล่า พวกเราต่างมีพี่น้องชายโง่ ๆ ซึ่งชอบสร้างปัญหาเหมือนกันเลยเจ้าค่ะ”
“พี่ชายแท้ ๆ ของข้าเองก็เคยโง่ไปท้าประลองกับพี่ชายจ๋า แล้วถูกจัดการจนแพ้หมดรูป”
นางเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“ตั้งแต่นั้นมา คนในตระกูลก็ไม่มีผู้ใดกล้าขัดพี่ชายจ๋าอีก หากยังมีใครกล้าทำเช่นนั้น คนผู้นั้นก็คงเป็นไอ้โง่ของแท้แล้วละเจ้าค่ะ!”
ฉีชิงหรานมองเด็กสาวข้างกายด้วยสีหน้าซับซ้อน
[เด็กคนนี้ผิดปกติอยู่บ้างหรือไม่?]
“แล้วพวกเรากำลังจะไปที่ใดหรือ?”
“แน่นอนว่าต้องพาพี่สาวไปแนะนำให้เหล่าพี่สะใภ้คนอื่นรู้จักสิเจ้าคะ!”
“หา? ข้าว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะดีเท่าไรนะ...”
“ดีสิเจ้าคะ พวกนางต้องยินดีต้อนรับพี่สาวแน่นอน!”
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับแตกต่างจากภาพซึ่งฉีชิงหรานจินตนาการเอาไว้โดยสิ้นเชิง
คนแรกที่เยวียนเหวินอวี้พานางไปพบคือโม่ชิงเฟิง
“พี่สะใภ้ ข้าพาพี่สะใภ้คนใหม่มาให้ท่านแล้ว!”
ดวงตาของโม่ชิงเฟิงเป็นประกายขึ้นทันที
“ว้าว น้องหญิงงดงามมาก! เจ้าชื่ออะไรหรือ?”
ฉีชิงหรานหน้าแดงเล็กน้อย
“ฉีชิงหรานเจ้าค่ะ”
“ชื่อไพเราะมาก ข้าชื่อโม่ชิงเฟิง ยินดีที่ได้รู้จักนะน้องหญิง”
โม่ชิงเฟิงเดินเข้ามาจับมือของนางอย่างสนิทสนม ก่อนหันไปถามเยวียนเหวินอวี้
“แล้วสามีว่าอย่างไร?”
“พี่ชายจ๋าไม่ได้ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อยเจ้าค่ะ!”
“ฮ่า ๆ เห็นหรือยัง? ข้าบอกแล้วว่าเขาไม่ว่าอะไรหรอก!”
หลังจากนั้น เยวียนเหวินอวี้ก็พาฉีชิงหรานไปพบคนอื่นต่อ
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงเพียงแนะนำตัวในฐานะมารดาบุญธรรมของยูรัน ส่วนไป๋หลิงกับลู่ชิงถานถามนางสั้น ๆ ว่ามีความสามารถด้านใดและเคยทำสิ่งใดมาก่อน
หลานชิงอวี้ยิ้มต้อนรับนางอย่างเป็นมิตร ขณะที่หลัวจินหยางเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น ส่วนหลัวจินเยว่เพียงพยักหน้าให้อย่างเงียบ ๆ
หลิงเยวี่ยไม่แม้แต่จะชายตามอง เพียงตอบรับว่า “อืม” คำเดียว ทำให้ฉีชิงหรานอดสงสัยไม่ได้ว่าสตรีเย็นชาผู้นี้อาจเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดภายในครอบครัว
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงดูจะถูกใจนางไม่น้อย แม้ทั้งสองจะไม่ได้พูดคุยมากนัก ส่วนหนานอวี้เอาแต่ขมวดคิ้วและด่าโม่ชิงเฟิงให้ทุกคนฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
ซูเม่ยเหยา เซียวซินเยวี่ย มู่หรงฉิน และมู่เสวี่ยหนิงกลับเป็นมิตรกว่าที่นางคาดคิดเอาไว้มาก
เมื่อรู้ว่าเซี่ยเยว่หลีกับเซี่ยหลานอิงเป็นเชื้อพระวงศ์ ทั้งเซี่ยหลานอิงยังเป็นถึงองค์รัชทายาท ฉีชิงหรานก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก
แต่สิ่งซึ่งทำให้นางประหลาดใจยิ่งกว่า คือสุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีล้วนเป็นคู่หมั้นของยูรันอยู่ก่อนแล้ว ทั้งที่เขามีภรรยาอยู่รอบกายมากมายถึงเพียงนี้
สุดท้าย เยวียนเหวินอวี้พานางมาหาจี้เสวี่ยหลัวกับฉู่เหวินโหรว
“คนนี้คือจี้เสวี่ยหลัว ว่าที่พี่สะใภ้ของข้า ส่วนอีกคน...”
ฉู่เหวินไคซึ่งนั่งอยู่ข้างพี่สาวกล่าวแทรกขึ้นทันที
“ว่าที่พี่สะใภ้เพิ่มมาอีกคนแล้วหรือ? สมเป็นพี่เขยจริง ๆ!”
เยวียนเหวินอวี้ส่ายหน้า
“ยังไม่ใช่ตอนนี้ นางเพียงมาดูตัวเท่านั้น แต่ในอนาคตต้องใช่แน่นอน”
“พี่เขยอนุญาตแล้วหรือ?”
“ยัง แต่พี่ชายจ๋าไม่ได้ปฏิเสธ”
ฉู่เหวินไคพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เช่นนั้นก็แปลว่าใช่”
“...”
ฉู่เหวินโหรวไม่สนใจตรรกะประหลาดของทั้งสอง นางหันมาหาฉีชิงหรานและยิ้มให้
“ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าค่ะ”
จี้เสวี่ยหลัวกลับเม้มริมฝีปากแน่น
[เขาคิดจะมีภรรยาอีกกี่คนกันแน่นะ? ช่วงนี้ข้าเองก็แทบไม่ได้พูดคุยกับเขาเลย หรือว่าควรไปหาสักหน่อย...]
หลังจากแนะนำตัวกับทุกคนเรียบร้อยแล้ว เยวียนเหวินอวี้จึงพาฉีชิงหรานไปพบเยวียนชิงเหยา ผู้ซึ่งนางเรียกว่าแม่สามีในอนาคต รวมถึงเยวียนชิงฝูกับเยวียนชิงลู่ น้องสาวแท้ ๆ ของยูรัน
เมื่อออกมาด้านนอก ฉีชิงหรานยังคงมีสีหน้าซับซ้อนไม่หาย
“พี่สาวเป็นอะไรหรือ? เหตุใดสีหน้าจึงดูไม่ดีเลย?”
“ดูเหมือนน้องสาวทั้งสองของคุณชายจะไม่ค่อยชอบข้าเท่าไรนัก”
“พวกนางไม่ได้ไม่ชอบพี่สาวหรอกเจ้าค่ะ”
เยวียนเหวินอวี้โบกมือ
“พวกนางไม่ชอบภรรยาของพี่ชายจ๋าทุกคนต่างหาก ข้าได้ยินมาว่าแทบเปิดศึกกันทุกวัน โดยเฉพาะท่านป้าชิงเหยากับพี่สะใภ้หลิงเยวี่ย”
“เดิมทีทั้งสองเป็นสหายกัน แต่พี่สะใภ้หลิงเยวี่ยกลับกลายมาเป็นภรรยาของบุตรชายสหายตนเอง ทั้งยังเคยเป็นอาจารย์ของพี่ชายจ๋ามาก่อน ท่านป้าชิงเหยาจึงรับไม่ได้และอยากจัดการนางอยู่ตลอดเวลา ไม่มีฝ่ายใดยอมถอยให้กันเลยเจ้าค่ะ”
ฉีชิงหรานนิ่งค้าง ไม่รู้ว่าตนเองควรตกใจกับเรื่องใดก่อน
[อาจารย์ซึ่งเป็นสหายของมารดา กลับกลายมาเป็นภรรยาของลูกศิษย์ตนเอง...นี่ไม่ใช่การกินหญ้าอ่อนหรอกหรือ?!]
จากนั้น เยวียนเหวินอวี้ก็เล่าเรื่องอื่น ๆ รวมถึงวีรกรรมต่าง ๆ ของยูรันให้ฉีชิงหรานฟังอีกไม่น้อย
ขณะเดียวกัน จี้เสวี่ยหลัวเดินกลับไปหายูรันภายในห้องส่วนตัวของหอสมบัติ เมื่อเข้ามาถึง นางก็พบว่าเหลือเพียงชายหนุ่มนั่งอยู่ตามลำพัง ส่วนคนอื่นแยกย้ายกันออกไปหมดแล้ว
“กำลังทำอะไรอยู่หรือ?”
“อืม แกะสลักแตงโม มีอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่มี ข้าเพียงอยากมาหาเจ้า”
ยูรันชะงักมือเล็กน้อย
“คงไม่ได้ถูกใครเป่าหูหรือยัดเยียดให้มาหาข้าหรอกนะ?”
“ไม่ใช่ ข้าตั้งใจมาเอง”
“แค่นั้นหรือ?”
จี้เสวี่ยหลัวนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างกายเขา สายตามองสลับระหว่างรูปปั้นดินเหนียวกับแตงโมซึ่งเพิ่งถูกแกะสลักเสร็จ
“งดงามมาก ทั้งสองชิ้นล้วนเป็นรูปมังกรสินะ”
“แหงอยู่แล้ว หากเจ้าบอกว่าไม่สวยต่างหากจึงน่าคิด”
จี้เสวี่ยหลัวเม้มริมฝีปาก ก่อนลุกขึ้นเดินไปโอบกอดยูรันจากด้านหลัง
“วันแรกที่ได้พบเจ้า ข้าคิดเพียงว่าไม่อยากถูกส่งมาเป็นอนุของผู้ใด ทั้งยังไม่ได้มีความรู้สึกต่อเจ้าด้วยซ้ำ”
“ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะฉู่เหวินจวินก่อเรื่องเอาไว้ แต่ข้ากลับต้องเป็นผู้มารับผลแทนเขา”